OPINION

เจแปน แสนสาหัส ตอน 3

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
6 ก.ค. 2561
หลายคนที่ไม่ผ่านด่านนี้ก็ต้องถูกส่งกลับทันที นั่นหมายความว่าต้องเสียเงินค่าตั๋วเครื่องบินกับค่าวีซ่าไปฟรีๆ ด้วยเหตุผลง่ายๆ สั้นๆ ของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองคือ บุคลิกท่าทางไม่น่าไว้วางใจ ทั้งที่ใครหลายคนตั้งใจไปเที่ยวกันจริงๆ คือไปแล้วกลับแน่นอน แต่กับคนที่ตั้งใจไปโรบินฮู๊ดนี่ซิเสือกผ่านซะงั้น!!

เอาหละกลับมาเข้าเรื่องต่อ…พวกเราต้องถูกเก็บตัวอยู่ที่อพาร์ตเมนท์ในย่านลาดพร้าวนานเป็นอาทิตย์ เพราะต้องรอเพื่อนๆ ทั้ง 6 คนทำพาสปอร์ตให้เสร็จก่อน โดยใช้เวลารอ 7 วัน และหลังจากทุกคนมีพาสปอร์ตครบแล้ว เถ้าแก่ก็ประกาศให้พวกเราเตรียมตัวเดินทาง

ตอนนั้นพวกเราพากันตื่นเต้นดีใจที่จะได้ไปเห็นดินแดนอาทิตย์อุทัยซะที จัดว่าเป็นดินแดนในฝันของพวกเราทุกคน แต่แล้วทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เมื่อเถ้าแก่ผู้จัดส่งทางเมืองไทยบอกว่าพวกเราต้องไปพักอยู่ที่บ้านเถ้าแก่อีกคนหนึ่งในประเทศเทศมาเลเชียโดยไม่มีกำหนด จนกว่าการปลอมแปลงเอกสารของพวกเราจะสำเร็จเสร็จสิ้น

วันนั้นพวกเราถูกส่งให้แยกย้ายกันเดินทางไปประเทศมาเลเชีย โดย 3 คนแรกถูกส่งให้เดินทางด้วยเครื่องบิน ส่วนฉันและเพื่อนๆ อีก 4 คนให้เดินทางด้วยรถทัวร์ ซึ่งต้องเสียเวลานั่งรถไฟจากสถานีหัวลำโพงไปลงหาดใหญ่ แล้วต่อรถทัวร์เข้าประเทศมาเลเชีย

เมื่อพวกเรามาถึงมาเลเชีย โดยเข้าพักอยู่ที่บ้านเถ้าแก่คนมาเลเชียประมาณ 10 วัน เพื่อรอสวมพาสปอร์ตเป็นคนมาเลเชีย จากนั้นถึงจะเดินทางเข้าญี่ปุ่น สาเหตุที่ต้องเปลี่ยนพาสปอร์ตมาเป็นคนมาเลเชียก็เพื่อจะได้เข้าประเทศญี่ปุ่นได้ง่ายขึ้น แต่ในระหว่าง 10 กว่าวันที่อยู่ในมาเลเชีย พวกเราก็ไม่ได้นั่งๆ นอนๆ อยู่เฉยๆ นะ แต่ต้องทำงานรับแขกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงวันเดินทาง

บางวันพวกเราก็เป็นตัวส่งส่วยให้ไปนอนกับพวกเจ้าหน้าที่ ที่ดำเนินการเรื่องวีซ่าและพาสปอร์ต งานนี้ให้บริการฟรีไม่มีค่าตัวนะคะ ครั้งนั้นมันทำให้ฉันได้เข้ามารู้เห็นความทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ว่ามีทุกแห่งหน ซึ่งไม่ได้มีแต่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น

กระทั่ง 10 วันผ่านไป พวกเราทุกคนถูกสวมพาสปอร์ตจากคนไทยมาเป็นคนมาเลเชียเรียบร้อยแล้ว เถ้าแก่ก็ประกาศให้พวกเราเตรียมตัวเดินทางไปญี่ปุ่น แต่กว่าจะถึงญี่ปุ่นได้พวกเราต้องไปผจญภัยอยู่ในเกาหลีอีก 2 วันเต็มๆ เพื่อบำบัดความใคร่ให้กับคนในขบวนการของเถ้าแก่ที่จะคอยอำนวยความสะดวกให้พวกเราได้ผ่านออกจากประเทศเกาหลีไปยังประเทศญี่ปุ่นได้อย่างง่ายๆ และถูกต้อง แต่ไม่ถูกกฎหมาย

การเดินทางพวกเราครั้งนั้นกว่าจะพาชีวิตไปถึงญี่ปุ่นได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องผ่านการผจญภัยกับเส้นทางน้ำกามแต่ละประเทศ จนฉันกับเพื่อนๆ เกือบเอาชีวิตไปทิ้งระหว่างทาง เพราะไม่สามารถสนองตันหาให้กับคนบ้ากามซาดิมส์ วิตถารได้ตามที่พวกมันต้องการ แต่ในที่สุดพวกเราก็พาชีวิตรอดมาถึงญี่ปุ่นจนได้

เช้าวันใหม่พวกเราทั้ง 7 คนเดินทางมาถึงดินแดนอาทิตย์อุทัย บรรยากาศตอนนั้นยังคงอยู่ในความทรงจำ คือช่วงเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2530 อากาศยามเช้าที่สนามบินนาริตะหนาวสุดขั้วหัวใจ นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ฉันได้สัมผัสความหนาวอย่างที่ไม่เคยพบเจอที่ไหนมาก่อน

พวกเราทุกคนรวมทั้งชายจีนครึ่งไทยครึ่งมาเลเชียที่บินมาส่งพวกเราถึงปลายทางญี่ปุ่นและผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองมาอย่างง่ายดาย พร้อมกับอนุมัติวีซ่าให้พวกเราคนละ 3 เดือน โดยไม่มีการตรวจสอบและสอบถามใดๆ ทั้งสิ้น อาจเป็นเพราะเทคโนโลยีเมื่อ 30 ปีที่แล้วยังไม่ค่อยเฉลียวฉลาดเท่าทันสมองคน โดยเฉพาะสมองคนไทยที่ซิกแซ็กแยบยลเหนือคำบรรยายไม่มีชาติใดในโลกตามทัน
เช้าวันนั้น พวกเราได้พบกับ “พี่ติ๊ก” แม่แท็กสาวไทยวัย 30 กว่าปี หน้าตาสวยใสแลดูยังเป็นวัยรุ่น ลักษณะน่าจะเป็นคนใจดี เธอมายืนรอรับพวกเราที่สนามบิน จากนั้นก็พาไปยังที่พักของเธอ เป็นบ้านไม้ 2 ชั้น ขนาดกำลังพอดีไม่เล็กใหญ่ อยู่ในย่านชินจูกุ เมืองโตเกียว

ตอนนั้นฉันและเพื่อนๆ ทั้ง 7 คนอยู่ในอาการตื่นเต้นดีใจที่ได้มาเห็นสภาพบ้านเรือนของคนดินแดนปลาดิบเป็นครั้งแรก โดยไม่ได้สนใจว่าเค้าจะพาไปต้มยำทำแกงที่ไหน เพราะทุกคนมาด้วยความเต็มใจและรู้อยู่แก่ใจว่าต้องมาขายตัว ดังนั้นมันคงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้แล้ว

ลืมบอกถึงเรื่องความงามของแต่ละคน เอากันตรงๆ เลยนะว่าหนังหน้าฉันดูแย่กว่าใครทั้งหมด 7 คน และที่สวยสุดก็น่าจะเป็นพี่โอ๋กับแนนที่ดูมีแววว่าจะขายดีกว่าใคร นอกนั้นก็พอไปวัดไปวาได้บ้าง ยกเว้นนังต่ายที่ถึงแม้จะค่อนข้างเพี้ยนเด๊งๆ รั่วๆ ขนาดพี่ติ๊กเห็นครั้งแรกยังต้องถามว่า “แบบนี้เอามาได้ยังไง?”

ตลอดการเดินทางที่อยู่ร่วมกันมาครึ่งเดือน ต่ายมักจะทำตัวแปลกๆ บางครั้งก็ดูเหมือนฉลาดแต่แกล้งโง่ และชอบสร้างสถานการณ์ให้เพื่อนๆ ต้องฮาก๊ากได้ทุกวัน เหมือนนางเป็นตัวตลกประจำคณะซะงั้น แต่ต่ายก็จัดว่าหน้าตาดูดีออกแนวสาวญี่ปุ่นมากที่สุด

วันนั้นเมื่อพี่ติ๊กพาพวกเรามาถึงที่พัก เธอก็เปิดการประชุม แล้วแจ้งยอดหนี้ที่พวกเราต้องทำงานชำระคือ 250 - 280 หมื่นเยน ตอนนั้น 1 หมื่นเยน = 1,800 บาท ปัจจุบันค่าเงินเพิ่มขึ้นมาเกือบเท่าตัวคือ 1 หมื่นเยน =  3,000 บาท พี่ติ๊กบอกกฎกติกาไว้ว่า ในระหว่างทำงานใช้หนี้ค่าแท็กจะมีที่พักและอาหารเลี้ยงฟรีตลอดจนกว่าจะหมดแท็ก ส่วนจะช้าหรือไวขึ้นอยู่ที่ความสวยและความสามารถของแต่ละคนว่าจะมีลูกค้าเลือกใช้บริการมากน้อยแค่ไหน วันหนึ่งอาจได้งาน 1-2 รอบ หรือบางวันอาจไม่ได้เลยสักรอบ

ระยะเวลาในการทำงานใช้หนี้ทั้งหมด ถ้าอย่างไวก็ไม่เกิน 3 เดือนก็หมดแท็ก อย่างช้า 5-8 เดือน หรือถ้าเน่ามากอาจถึงปี!! หรือถ้าใครโชคดีมีแขกถูกใจ เขาอาจลงทุนตัดแท็กให้เราก็มี (แต่สำหรับฉันทำใจไว้แล้วว่าอาจมีถึงปี)สำหรับโปรโมชันพิเศษที่ลูกแท็กทุกคนจะได้รับก็คือ สามารถแอดวานซ์เงินส่งบ้านได้ทุกเดือนในวงเงินไม่เกิน 5 หมื่นเยน หรือเท่ากับ 1 หมื่นบาท แต่ทั้งนี้ก็ต้องบวกหนี้เพิ่มด้วยนะ ไม่เกี่ยวกับวงเงิน 250 แท๊กที่ต้องชำระ

ทุกคนตั้งใจฟังการประชุมอย่างเงียบกริ๊บและยอมรับทุกเงื่อนไขตามที่พี่ติ๊กแจ้งไว้ ในเมื่อมาถึงนี่แล้วก็ต้อง OK ทุกอย่างแหละ อย่างน้อยก็ดีกว่าผจญภัยอยู่ในพัทยาที่ได้ค่าตัวแค่ 400 บาทจากทางบาร์ ยังต้องมานั่งลุ้นอีกว่าลูกค้าจะเมตตาจ่ายทิปให้กี่พัน แต่สำหรับในญี่ปุ่นได้แน่ๆ ชั่วคราว 6 พัน ค้างคืน 8 พันบาท เมื่อได้ถึงขนาดนี้ก็ต้อง OK ละวะ!

เมื่อสิ้นสุดการประชุม พี่ติ๊กก็ยกหูโทรศัพท์เปิดการขายทันที ด้วยการแจ้งให้บรรดาแม่แท็กทั้งหลายรับรู้ว่าสินค้ามาถึงแล้วและพร้อมส่งถึงที่ หรือจะนัดวันและสถานที่ดูสินค้าที่ไหนเมื่อไหร่ก็ขอให้บอก นางพร้อมจะหิ้วไปส่งให้ถึงที่

วันรุ่งขึ้นพี่ติ๊กพาพวกเราทั้ง 7 ไปที่ร้านสแน็กของเธอ อยู่ในย่านชินจูกุคาบุคคิโจ นั่นเป็นอีกครั้งที่พวกเราต้องตื่นตาตื่นใจไปกับไฟแสงสีแห่งความเจริญรุ่งเรืองและความวุ่นวายของเมืองหลวงโตเกียว ตอนนั้นฉันคิดในใจว่า ทำไมกูไม่มาที่นี่ก่อนที่จะไปฮ่องกงวะ จะได้ไม่ต้องรับศึกหนักขนาดนั้น ซึ่งแตกต่างกับญี่ปุ่นราวฟ้ากับเหว

เมื่อพวกเรามานั่งรวมตัวอยู่ในร้านเสน็กของพี่ติ๊ก ลักษณะก็ไม่ต่างจากร้านคาราโอเกะหรือคอกเท็ลเลาจน์ทั่วไปที่มีผู้หญิงไทยแต่งตัวสวยๆ ดูหรูหราคอยทำหน้าที่เป็นเพื่อนดื่มเพื่อนคุยให้บริการลูกค้าที่เข้ามานั่งดื่มและร้องเพลง คืนนั้นมีแม่แท็กหลายคนพากันมาดูตัวพวกเรา แล้วคนแรกที่ถูกซื้อตัวไปก่อนใครก็คือแนนและพี่โอ๋ ตามมาด้วยพรและคนอื่นๆ ซึ่งเป็นไปตามความคาดหมายที่ฉันคิดไว้ไม่มีผิด ว่ายังไงต้องเหลือกูเป็นคนสุดท้ายแน่นอน!!
               
สรุปว่าภายใน 3-4 วัน ทุกคนถูกจำหน่ายไปหมดแล้ว แม้แต่นังต่ายติงต๊องก็ยังถูกซื้อตัวไปก่อนหน้าฉัน ทีนี้ก็เหลือฉันคนเดียวที่ยังไม่มีใครกล้าซื้อ
กระทั่งหนึ่งอาทิตย์ผ่านไปที่ฉันต้องนั่งๆ นอนๆ อยู่ในบ้านพี่ติ๊ก ก็รู้สึกเสียใจอยู่นะที่ไม่มีใครมาซื้อฉันสักที เพราะฉันก็อยากทำงานไวๆ จะได้ส่งเงินไปให้ทางบ้านใช้บ้าง ที่สำคัญคือฉันยังมีลูกน้อยวัยขวบเศษกำลังคอยเงินซื้อนม

พี่ติ๊กจะพูดปลอบใจฉันทุกวันว่าไม่ต้องคิดมากยังไงก็ต้องมีคนมาซื้อไปทำงานแน่นอน ถึงกระนั้นพี่ติ๊กก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เธอพยายามโทรติดต่อคนนู้นคนนี้ให้มาดูตัวฉัน แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะมีใครโผล่มาสักคน บางวันพี่ติ๊กก็พาฉันเข้าไปนั่งๆ นอนๆ อยู่ในบ่อนการพนัน ซึ่งเป็นบ่อนเถื่อนเฉพาะคนไทยเท่านั้น

นักเล่นที่เข้ามาใช้บริการเป็นคนไทยทั้งสิ้น มีทั้งหญิงและชาย ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้หญิงที่ไปขายบริการนั่นแหละรวมทั้งพวกแม่แท็กชื่อดังทั้งหลายที่โด่งดังอยู่ในวงการน้ำกามในยุคนั้น (ขอไม่เอ่ยชื่อนะคะ เนื่องจากทุกคนยังมีชีวิตอยู่)
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
รู้ไหมว่ามึงทำให้ชีวิตกูพังชิบหายย่ำแย่ถึงเพียงนี้!! ทำไมกูต้องมาทนอดๆ อยากๆ เพื่ออะไร? แล้วกูจะโง่รออะไรอยู่ล่ะ กลับไปขายหอยเหมือนเดิมดีกว่า เผื่อชีวิตจะกลับมาดีอีกครั้ง
 
บางคนชอบเลขคู่ บางคนชอบเลขคี่ บางคนชอบเลขมงคล