OPINION

เจแปน แสนสาหัส ตอน 1

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
13 มิ.ย. 2561
ย้อนเวลาไปเมื่อปี พ.ศ. 2529 ตอนนั้นฉันอายุได้ 18 ปี เพิ่งเรียนจบชั้นมัธยมต้นมาหมาดๆ ขณะเดียวกันก็เพิ่งคลอดลูกชายได้ 4 เดือน แล้วก็เลิกกับพ่อของลูก จากนั้นก็ออกหางานทำ เป็นเด็กเสิร์ฟ ล้างจานอยู่ที่ร้านข้าวมันไก่ แต่รายได้แค่วันละ 100 บาท ไม่เพียงพอกับค่านมลูก จึงเปลี่ยนมาเป็นพนักงานห้าง แต่รายได้ 3,500 บาทก็ยังไม่พอใช้อยู่ดี เพราะเมื่อหักค่ารถ ค่ากินแล้วก็แทบไม่เหลืออะไร

ในที่สุดฉันก็ถูกชักจูงให้เข้าสู่วงการค้ากามที่เมืองพัทยาเป็นแห่งแรก สาเหตุที่ต้องทำงานนี้ก็เพราะต้องการหาเงินมาซื้อนมให้ลูกและไม่อยากเลี้ยงด้วยนมข้นหวานอีกต่อไป ตอนนั้นเพื่อนบอกฉันว่า ไปทำงานเป็นพนักงานชงเหล้าอยู่หน้าเคาน์เตอร์บาร์ มีเงินเดือน 5,000 บาท และมีเงินทิปให้อีกต่างหาก ฉันเห็นว่ารายได้ดีมากพอซื้อนมและช่วยเหลือพ่อแม่ได้ จึงตกลงตามเธอไป โดยไม่ได้คิดเรื่องว่าจะถูกหลอก

เมื่อมาถึงพัทยาเธอก็พาฉันไปทำงานนั่งอยู่ในตู้กระจก พร้อมกับต้องติดเบอร์ 99 ที่หน้าอก ซึ่งฉันยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังขายตัวเพราะเพื่อนบอกว่าต้องนั่งให้แขกเลือกก่อน จากนั้นจึงค่อยไปชงเหล้า และตลอด 4 วันที่มาทำงานฉันก็ไม่เคยถูกเรียกตัวไปบริการชงเหล้าให้ลูกค้าแม้แต่แก้วเดียว ในขณะที่ผู้หญิงคนอื่นๆ ร้อยกว่าคนถูกแขกเลือกไปจนเกลี้ยงหมดตู้ทุกวัน

ตอนนั้นฉันเริ่มท้อแท้และอยากกลับบ้านเต็มที แต่ก็กลับไม่ได้ เพราะทั้งเนื้อทั้งตัวเหลือเงินแค่ 4 บาท ขนาดจะซื้อข้าวกินยังไม่พอ หรือไปทำงานก็ยังต้องเดินเท้าทุกวัน เพราะเงิน 4 บาททำอะไรไม่ได้เลย โชคดีนะที่เจ้าของบ้านที่เพื่อนพาไปขออาศัยอยู่ เขายังใจดีซื้อข้าวให้กินทุกวัน ส่วนเพื่อนที่มาด้วยกันก็ลอยแพฉันตั้งแต่วันแรก เพราะเธอติดแขกแล้วหายหัวไปไม่กลับมาให้ฉันเห็นอีกเลย

กระทั่งวันที่ 4 แม่เล้าก็ยัดเยียดฉันให้กับลูกค้าคนไทย ซึ่งเป็นไกด์พาคนญี่ปุ่นเที่ยว แล้วคืนนั้นหลังจากชงเหล้าและเป็นเพื่อนนั่งดื่มอยู่ในบาร์เขาก็พาฉันไปนอนที่โรงแรม วินาทีนั้นฉันตกใจมากถึงกับร้องให้ทั้งกราบทั้งไหว้ขอร้องไม่ให้เขาทำอะไรฉัน เพราะฉันไม่รู้จริงๆ ว่านี่คืองานขายตัว

ฉันบอกเขาว่าถูกเพื่อนหลอกมาทำงานว่าเป็นแค่เด็กชงเหล้า แต่ไม่คิดเลยว่าจะพามาขายตัวและบอกเขาอีกว่าอยากกลับบ้านไปหาลูกที่กรุงเทพฯ แต่ไม่มีเงินค่ารถ ตอนแรกเขาก็ไม่เชื่อ แต่พอเห็นเสื้อฉันเปียกน้ำนมเพราะเพิ่งคลอดลูกได้ 4 เดือน เท่านั้นแหละเขาถึงกับน้ำตาไหล แล้วบอกฉันว่าไม่ต้องกังวล เขาสัญญาว่าจะไม่ทำอะไรฉัน นอนหลับให้สบายจนกว่าจะเช้าแล้วค่อยกลับบ้าน

เช้าวันรุ่งขึ้นเขาก็ทิ้งเงิน 4,000 บาทให้ฉันแล้วบอกว่าให้กลับไปเลี้ยงลูก ไม่ต้องกลับมาทำงานที่นี่อีก ตอนนั้นฉันเห็นเงิน 4,000 บาทก็รู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้จับเงินก้อนโตที่สุด และคิดไปว่านี่ขนาดยังไม่ได้นอนด้วยกัน ยังได้เงินมากขนาดนี้ แล้วถ้าได้แบบนี้ทุกวันฉันคงรวยแน่ ต้องมีเงินปลูกบ้านหลังใหม่และช่วยเหลือครอบครัวให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้แบบสบายๆ

แล้วเงิน 4,000 บาท ก็เปลี่ยนชีวิตฉันตั้งแต่วันนั้น ให้กลายมาเป็นโสเภณีด้วยความเต็มใจ เพราะเงินก้อนนั้นทำให้ฉันเลือกที่จะอยู่ในเส้นทางนี้ต่อไป ตั้งแต่นั้นฉันก็เริ่มมีเพื่อนมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่อายุไร่เรี่ยกับทั้งนั้น ดูเหมือนว่าโสเภณีเด็กจะมีมานานแล้ว แต่ไม่ได้มีเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมืองมากเท่ากับยุคนี้

ชั่วโมงนั้นฉันไม่คิดอะไรเยอะ ขอแค่มีเงินส่งไปเลี้ยงพ่อแม่และลูกเท่านั้นพอ สมัยก่อนค่าตัวการซื้อบริการทางเพศค่อนข้างแพงอยู่นะ คืนละ 4,000 – 5,000 บาท ต่างจากยุคนี้ที่ได้ค่าตัวแค่ไม่กี่ร้อยบาทก็ขายกันแล้ว บางคนแค่แขกเลี้ยงเหล้าพากินพาเที่ยวโดยไม่ได้ค่าตัวก็ยินดีไปกับเขาแล้ว ซึ่งเรื่องนี้พวกเธออาจมีเหตุผลส่วนตัวในการเอาตัวรอดเพื่อปากท้อง ซึ่งดีกว่าไม่ได้อะไรเลย

วันหนึ่งฉันได้มาพบเพื่อนรักคนหนึ่ง ชื่อเล็ก เราทำงานนั่งตู้มาด้วยกัน จัดว่าเป็นเพื่อนรักเพื่อนตายก็ว่าได้ เพราะตลอด 8 เดือนที่หลงแสงสีอยู่ในพัทยากินเที่ยวใช้ชีวิตเละเทะมาด้วยกันทุกคืน ทุกวันจนแทบไม่เป็นอันทำงาน หาเงินมาได้เท่าไรก็กินเที่ยวหมด จนลืมเป้าหมายในชีวิตไปหมดสิ้น ว่าเรามาทำอาชีพนี้เพื่ออะไร?

สุดท้ายก็ต้องแยกจากกัน เพราะของแม่เล็กส่งเธอไปทำงานที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ส่วนฉันกลับไปตั้งหลักอยู่ที่กรุงเทพฯ เพราะถ้าไม่มีเล็กเพื่อนรักอยู่ในพัทยา ฉันก็ไม่อยากอยู่ที่นั่นอีกต่อไป กระทั่งไม่ถึง 2 เดือน ฉันก็กลับมาสู่วงการขายบริการอีกครั้งที่ประเทศฮ่องกง ก็เพราะความอยากนั่งเครื่องบินแท้ๆ และนั่นเป็นประเทศแรกที่ฉันส่งออกตัวเองไปหากินในต่างแดน

เกือบหนึ่งเดือนที่ฉันทุกข์ทรมานร่างกาย เพราะการถูกบังคับให้รับลูกค้าอย่างสาหัสวันละหลายสิบรอบ กระทั่งผ่านนรกตรงนั้นมาได้ แต่นั่นก็เป็นแค่เพียงจุดเริ่มต้นที่เสมือนชีวิตได้ผ่านบททดสอบด่านแรกมาได้ ซึ่งมีด่านอื่นๆ อีกมากมายหลายด่านกำลังรอฉันอยู่

หลังกลับจากฮ่องกงครั้งนั้น ฉันก็ออกไปตระเวนราตรีทันทีในย่านพัฒพงษ์ แล้วก็ถูกทาบทามจาก “พี่ตุ่น” ไกด์ผียืนเรียกแขกอยู่ในย่านพัฒพงษ์ มาชักชวนให้ฉันไปขายบริการต่อที่ประเทศญี่ปุ่น แกบอกว่าที่นั่นรายได้ดีกว่าที่ฮ่องกงเยอะ แต่ฉันต้องใช้หนี้ค่าประมาณแท็ก 5 แสนบาท เมื่อหมดแท็กแล้วจึงจะเป็นอิสระ ทำเงินได้เท่าไรก็เป็นของเราทั้งหมด แล้วประโยคสุดท้ายพี่ตุ่นได้ทิ้งคำพูดไว้อย่างน่าสนใจ

“เอาเป็นว่า หนิงใช้เงินหมดเมื่อไหร่แล้วค่อยมาหาพี่!”

10 วันผ่านไป ฉันก็ใช้เงิน 4 หมื่นบาทที่ได้มาจากฮ่องกงจนหมดเกลี้ยง จะว่าไปแล้วเงินร้อนนี่มันอยู่ได้ไม่นานอย่างที่พี่ตุ่นสันนิฐานไว้จริงๆ แล้วฉันก็เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าไปหาพี่ตุ่น เพื่อเตรียมพร้อมไปผจญภัยที่ญี่ปุ่นแบบไม่ต้องคิดเยอะ เพราะญี่ปุ่นคือความใฝ่ฝันของฉันมานานแล้ว ว่าอยากไปเห็นหิมะ ดอกซากุระ และภูเขาไฟฟูจิ โดยไม่สนว่าหนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

เมื่อฉันหอบผ้ามาหาพี่ตุ่นเพื่อเตรียมพร้อมเดินทาง แต่พี่ตุ่นก็มีเงื่อนไขต่อรองว่าขอให้ฉันหาเพื่อนไปด้วยยิ่งเยอะเท่าไหร่ยิ่งดี แกให้เหตุผลว่าจะได้มีเพื่อนร่วมทางไปด้วยกันหลายๆ คน

ตอนนั้นฉันนึกถึงเพื่อนๆ ที่พัทยาขึ้นมาทันที ว่ามีอีกหลายคนที่อยากไปทำงานที่ญี่ปุ่น เพราะพัทยาเริ่มหากินลำบาก ประกอบกับช่วงนั้นเป็นยุคขุดทองของผู้หญิงไทยไปแสวงโชคที่ญี่ปุ่นเยอะมาก จึงบอกให้พี่ตุ่นลองไปชวนเพื่อนๆ ฉันดูซิ อาจได้เพื่อนร่วมทางหลายคนอยู่นะ

คืนนั้นพี่ตุ่นจัดการไปเช่ารถเก๋งย่านสีลมแล้วบึ่งไปพัทยาในกลางดึก เพื่อไปขนเพื่อนๆ ฉัน ซึ่งก็ยังไม่รู้เลยว่าจะมีใครกล้าตัดสินใจไปกับฉันหรือเปล่า เพราะช่วงนั้นกระแสข่าวเตือนภัยสาวไทยดังมาก ว่าให้ระวังจะถูกหลอกไปขายตัวที่ญี่ปุ่นและต้องอยู่ในความดูแลของพวกยากูซ่าที่โหดร้ายน่ากลัว

เมื่อมาถึงพัทยาในเวลาเช้ามืด ฉันก็เริ่มไปตามหาเพื่อนๆ ที่สนิทคุ้นเคยกัน โดยรายแรกคือ “พี่โอ๋” เราเคยทำงานบาร์ญี่ปุ่นมาด้วยกัน คือพัทยาซอย 4 เธอเป็นรุ่นพี่ฉัน 3-4 ปี เมื่อก่อนเธอเป็นคนสวยมาก ทุกครั้งที่มานั่งตู้ทำงานเธอติดแขกแทบทุกวัน แต่ระยะหลังๆ พัทยาซบเซาลงเรื่อยๆ ทำให้พวกเราหากินกันยากขึ้นทุกวัน เธอเคยบ่นกับฉันบ่อยๆ ว่าอยากไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น

ทันทีที่ฉันเอ่ยปากชวนเธอไปญี่ปุ่น เธอก็ตอบตกลงอย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องเสียเวลาคิดเยอะและพร้อมเดินทางไปกับฉันวันนั้นเลย แถมยังขอชวนเพื่อนเธอไปด้วยอีก 2 คน เธอบอกว่าทั้งสองคนก็ไม่ค่อยได้งานและเบื่อทำงานที่พัทยาเต็มที ชั่วโมงนั้นพวกเธอคิดว่าขอไปตายดาบหน้าดีกว่าอยู่อย่างอดๆ อยากๆ

เมื่อพี่ตุ่นได้ยินว่าจะขอชวนเพื่อนไปด้วย แกรีบตอบตกลงทันที แล้วเราก็แวะไปรับเพื่อนพี่โอ๋ที่ห้องพักในซอยชุมสาย ทั้งสองเมื่อรู้ว่าจะไปญี่ปุ่นก็รีบเก็บเสื้อผ้าแล้วขึ้นรถไปกับพวกเราอย่างง่ายดาย ราวกับชวนกันไปเที่ยวปิกนิก คิดแล้วก็ไม่อยากเชื่อว่าพวกเธอจะตัดสินใจง่ายดายอะไรขนาดนี้ เหมือนชีวิตไม่มีจุดหมาย

ตอนนั้นฉันได้เพื่อนร่วมทางมา 3 คน ก็จัดว่าโอเคแล้วนะ เพราะฉันมีเพื่อนสนิทก็แค่เล็กกับพี่โอ๋นี่แหละ จึงชวนพี่ตุ่นกลับกรุงเทพฯ แต่ขณะที่กำลังขับรถออกจากซอยชุมสายย่านพัทยากลาง ฉันก็เหลือบไปเห็น “แนน” คือเพื่อนในวงการอีกคนหนึ่งที่เคยเจอกันตามสถานบันเทิงหรือแหล่งจับแขกของผู้หญิงขายบริการ

ตอนนั้นแนนกำลังยืนซื้อส้มตำอยู่หน้าปากซอย ฉันจึงขอให้พี่ตุ่นช่วยชะลอรถเพื่อชวนแนนไปด้วย เผื่อว่าเธอจะสนใจไปผจญภัยกับพวกเรา พอฉันเลื่อนกระจกรถแล้วส่งเสียงทักทายแนนแล้วชวนเธอไปญี่ปุ่น ด้วยประโยคตรงๆ ไม่ต้องอ้อมค้อม เพราะลึกๆ ในใจคิดว่านางคงไม่ไปด้วยแน่

“เฮ้ยแนน ไปญี่ปุ่นกับกูมั้ย?”
“พูดจริงหรือเปล่าวะ?” แนนตอบพร้อมกับเหลือกตาโตใส่ฉัน
“ก็จริงซิวะ มึงจะไปด้วยมั้ยล่ะ?”
แนนรีบยกนิ้วขึ้นทำท่าจุ๊ๆ ที่ปาก แล้วหันซ้ายแลขวา พร้อมกับตอบกลับมาว่า
“กูไปจริงๆนะ แต่ขอพาเพื่อนไปอีกคนได้ป่าววะ?”
พี่ตุ่นได้ยินแนนตอบว่าอยากไปด้วย แกจึงรีบชิงตอบแทนฉันไปทันที
“ได้ๆๆๆ จะชวนเพื่อนไปด้วยกี่คนก็ได้ มาเลย”
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
โชคชะตามันอาจจะเล่นตลกกับผมอยู่ก็ได้ ทุกๆครั้งที่ผมเลิกกับแฟน มันจะต้องมาเลิกในช่วงสิ้นปีแบบนี้ทุกที ทั้งๆที่ผมตั้งใจวางแผนไว้อย่างดิบดีแล้วว่าช่วงสิ้นปีเราจะไปเที่ยวไหนหรือทำอะไรด้วยกันบ้าง แต่สุดท้ายความฝันของผมมันก็พังลงมาแบบไม่เป็นท่า
หลังจากที่ถูกไอ้พวกนักเลงฉกเงินไปจนเกลี้ยง เท่ากับว่าคืนนั้นฉันชวดเงินค่าตัวหลายรอบไปฟรีๆ เพื่อช่วยไอ้จงแท้ๆ นี่แหละนะคำว่า...เพื่อน ถึงจะเป็นไม้เบื่อไม้เมามาตั้งแต่วันแรกก็ตาม