OPINION

เกลัง...ครั้งหนึ่งที่เคยไป ตอน 8

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
4 เม.ย. 2561
หลังจากคุยกับกะเทยที่ร่วมผจญภัยมาด้วยกัน พูดคุยได้พักหนึ่งพวกเราต่างก็แยกย้ายกันไป ฉันกับน้องเล็กเดินลงไปตามหาไอ้เฮียหมงที่ด้านล่าง รู้สึกว่าคืนนี้ฤกษ์ไม่ค่อยดีซะแล้ว เพราะตำรวจออกก่อกวนไปทั่วเมืองเพื่อตรวจจับผู้ค้าบริการแบบผิดกฎหมาย ต้องยอมรับว่ากฎหมายบ้านเขาเข้มงวดกวดขันจับจริงแทบทุกวัน

เมื่อมาถึงด้านล่าง ฉันเห็นไอ้หมงกำลังยืนคุยกับผู้ชายคนหนึ่ง ตอนแรกคิดว่าเป็นเพื่อนมัน แต่มารู้ทีหลังว่าชายคนนั้นเป็นลูกค้าที่ไอ้หมงไปเดินเร่หาให้มาซื้อบริการจากเราสองคน ฉันไม่คิดเลยว่าไอ้หมงมันจะเห็นพวกเราเป็นเยี่ยงทาสหรือผักปลาที่มันจะทำอย่างไรกับชีวิตเราก็ได้ทุกอย่าง

ตอนนั้นฉันมองดูตัวเองเหมือนคนไม่มีคุณค่า แค่ก้าวเข้ามาอยู่ในอาชีพแบบนี้มันก็แย่พออยู่แล้ว แต่การถูกนำมาเร่ขายตามข้างถนนหนทางแบบนี้มันยิ่งกว่าตกต่ำจนแทบไม่น่าเรียกว่าเป็นคนอีกต่อไป

บางครั้งสิ่งที่เราจำยอมต้องเลือก เราก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่ามันจะมีอะไรเลวร้ายเกินกว่าที่เราคิด เพราะเราผิดเอง ที่เลือกเข้ามาอยู่เส้นทางอุบาทว์สายนี้ มันทำให้ฉันนึกถึงภาพลักษณ์ของกะเทยที่ชื่อเชอรี่และเพื่อนของนาง ที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าหรูหราราคาแพง ฉีดพรมน้ำหอมด้วยกลิ่นที่สัมผัสได้ถึงรสนิยมความเป็นคนชั้นสูง แม้แต่กระเป๋าที่พวกนางหิ้วมาทำงาน ล้วนแล้วแต่เป็นสินค้าแบรนด์เนมยี่ห้อดังทั้งนั้น

แต่ว่าเบื้องหลังการทำงานของพวกนางนี่ซิ อยากบอกว่าไม่ต่างอะไรจากสัตว์ทั่วไปที่มันนึกอยากจะสมสู่กันโดยไม่จำเป็นต้องเลือกสถานที่เวลาและโอกาส และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับมนุษย์แท้ๆ

นี่แหละโลกแห่งมายาของคนที่ย่ำอยู่บนถนนสายกามโลกีย์ มันลึกลับซับซ้อนเกินกว่าที่ใครหลายคนจะล่วงรู้ได้ หากเลือกที่จะเข้ามาอยู่ในอาชีพขายบริการก็ต้องยอมทำได้ทุกอย่างแม้ต้องขายศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ทั้งนี้ก็เพื่อความอยู่รอด ยิ่งคิดก็ยิ่งน้อยใจตัวเอง ว่าทำไมโชคชะตาถึงต้องส่งฉันให้มาเจอกับสองผัวเมียคู่นี้ด้วยก็ไม่รู้

เวลาล่วงเลยมาเกือบ 10 วัน เราสองคนยังไม่หมดหนี้สินจากไอ้หมงสักที เพราะมัวแต่วิ่งหนีตำรวจแทบทุกวัน และเป็นเพราะเราเลือกแขก ไม่ยอมทำงานกับพวกแขกดำทุกชาติ ไม่อย่างนั้นอาจหมดแท็กไปนานแล้ว แต่นั่นคือสิ่งที่ฉันมีสิทธิ์ไม่ใช่หรือ

10 วันที่เราสองคนทำงานอยู่ในสิงคโปร์ ไม่เคยได้ออกเที่ยวที่ไหน ไม่เคยเห็นวิถีชีวิตตอนกลางวันของคนสิงคโปร์ ไม่เคยเห็นธรรมชาติหรือสถานที่ท่องเที่ยวใดๆ เพราะตื่นมาช่วงบ่ายก็ต้องรีบหาอาหารยังชีพ จากนั้นก็อาบน้ำแต่งตัวออกไปทำงาน ระหว่างทำงานก็ต้องวิ่งหลบตำรวจ พอใกล้สว่างก็กลับเข้านอน ชีวิตประจำวันก็วนเวียนซ้ำซากอยู่อย่างนี้

การทำงานใช้หนี้ด้วยจำนวน 80 รอบ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่ยัยจี๋โม้ให้ฟังว่าอย่างมากไม่เกิน 3 วันก็ใช้หนี้สินหมด แต่นี่ปาเข้าไปอาทิตย์กว่าแล้ว เราสองคนเพิ่งทำงานใช้หนี้ไปได้แค่ครึ่งทางเอง และถ้าเหตุการณ์ยังเป็นอยู่อย่างนี้ทุกวัน มีหวังฉันกับน้องเล็กต้องได้กลับบ้านมือเปล่าแน่

ทั้งที่มีความหวังว่าหนี้สินใกล้จะหมดเต็มที คือเหลืออีกประมาณ 30 รอบ เราก็จะเป็นอิสระได้เงินเข้ากระเป๋าเป็นของตัวเองซะที แต่ดูเหมือนจะเลือนรางเหลือเกิน

คืนหนึ่งช่วงเวลาเที่ยงคืน ไอ้เฮียหมงมารอรับเราสองคนที่เกลังไวกว่าปกติอีกเช่นเคย เพราะมันรู้ว่าถ้าดึกมากลูกค้าจะซาลงเรื่อยๆ โอกาสที่จะได้ลูกค้าหลายรอบอาจเป็นไปได้ยาก และครั้งนี้มันก็ทำเหมือนที่ผ่านๆ มา คือพาเราไปทำงานต่อนอกพื้นที่เกลังอีกตามเคย

คืนนี้ไอ้หมงขับรถพาเราสองคนไปนั่งที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ลักษณะเป็นตึกสูงประมาณ 3 ชั้น ความกว้างราว 2 คูหา ด้านล่างขายกาแฟและทอดปลาท่องโก๋ขายยามเช้า ดูแล้วก็คล้ายกับบรรยากาศร้านกาแฟที่เมืองไทยบ้านเรา

ส่วนด้านบนเป็นโรงแรมราคาถูก มีพวกแท็กซี่มาเช่าพักกันเพียบ เท่าที่สังเกตลูกค้าที่เข้ามาดื่มกาแฟส่วนใหญ่เป็นพวกขับแท็กซี่ทั้งนั้นและน่าจะเป็นพรรคพวกเพื่อนฝูงของไอ้หมง

ฉันกับน้องเล็กเริ่มมีอาการหงุดหงิดกับไอ้หมงที่พามานั่งร้านนี้และเดาว่าคืนนี้มันต้องพาเราไปตระเวนทำงานที่นี่แน่ๆ ยิ่งเห็นสีหน้าของน้องเล็กเป็นส้นตีนแบบนี้ก็ยิ่งสร้างความกดดันให้ฉันรู้สึกแย่เข้าไปอีก เพราะต้องคอยพูดปลอบใจเพื่อนตลอดเวลา ว่าอดทนสู้อีกนิดไม่เกิน 3 วันเราก็คงเป็นอิสระ ได้ทำเงินเข้ากระเป๋าตัวเองซะที

แล้วคืนนั้นไอ้หมงก็จัดการยัดลูกค้าซึ่งเป็นเพื่อนขับแท็กซี่กับมันให้ฉันกับน้องเล็กคนละ 2 รอบ ซึ่งเราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะเราเป็นเด็กแท็กอยู่ในสภาวะที่ต้องปลดหนี้ จึงต้องยอมทำตามคำสั่งมันทุกอย่าง

“กูรู้สึกแย่มากนะ ที่ต้องทำงานกับไอ้พวกขับแท็กซี่!” น้องเล็กกล่าวอย่างน้อยใจชีวิต
“มึงอย่าคิดมากซิ คนขับแท็กซี่ก็คนเหมือนกันน่า”
“กูไม่ได้อยากดูถูกอาชีพใคร แต่หมายถึงดูเราตกต่ำ ยังไงบอกไม่รู้”
“ช่างแม่งเถอะน่า กูว่าก็ยังดีกว่าไปเอากับไอ้พวกแขกดำจับกังตัวเหม็นๆ นะ”
“เออ...กูก็ไม่เข้าใจ ทำไมอีพวกนั้นมันรับกันได้วะ?”
“ก็ตั้งใจมาหาเงินนี่หว่า เจอแขกเหี้ยอะไรก็รับได้หมดแหละ”

ความเถื่อนดิบของงานขายบริการทางเพศมีสารพัดรูปแบบ ไม่มีขอบเขต ไม่มีคำว่าศีลธรรมใดๆ ขอแค่ให้ได้เงินมาเท่านั้นเป็นพอ เพราะเวลามีทรัพย์สินเงินทองมากมายใช้ชีวิตหรูหราก็มีคนเคารพยกย่อง (ผู้หญิงที่ทำตัวไฮโซแต่แอบแฝงขายตัวมีเยอะมากในสังคมปัจจุบัน)

คืนนั้นกว่าเราสองคนได้เวลาหอบร่างกลับไปพักผ่อนก็ปาไปค่อนสว่างตามเคย และเตรียมตื่นมารับสถานการณ์ที่ยังไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป
วันรุ่งขึ้นเฮียไหวเข้ามาปลุกให้เราตื่นตั้งแต่ 10 โมงเช้า ซึ่งฉันยังอยู่ในอาการทั้งง่วงทั้งเพลีย เหมือนเพิ่งจะหลับไปได้ไม่กี่นาที

“วันนี้ลื้อสองคนอยากไปไหว้เจ้าแม่กวนอิมกันไหม” เฮียไหวถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“เฮียจะพาพวกหนูไปเหรอ?” ฉันถาม
“เดี๋ยวอั๊วเขียนที่อยู่ให้แท็กซี่พาพวกลื้อไป”
“กูไม่ไปนะ...ง่วง” น้องเล็กงัวเงียตอบ
“ไปเถอะน่า ให้เจ้าแม่คุ้มครองพวกลื้อไง จะได้ใช้หนี้หมดไวๆ” เฮียไหวกล่าว
“เจ้าแม่กวนอิมอยู่แถวไหนล่ะ ไกลมั้ย?” 
“ไม่ไกลหรอก นั่งรถ 10 นาทีก็ถึง”

เฮียไหวพยายามพูดให้เราสองคนไปกราบไหว้ขอพรกับเจ้าแม่กวนอิมให้ได้ เพราะเห็นว่าเราสองคนดวงไม่ค่อยดี ทำงานก็ไม่ค่อยเป็นสุข ต้องวิ่งหนีตำรวจแทบทุกวัน ทำให้การงานต้องสะดุด ใช้หนี้เถ้าแก่ไม่หมดสักที

ตอนนั้นฉันอยากไปกราบไหว้ท่านมาก เพราะนับถือเจ้าแม่กวนอิมมานานตั้งแต่เข้าวงการ ครั้งแรกที่ไปไหว้ก็ที่พัทยาบนเขา สทร. และไปไหว้อีกครั้งที่เมืองซัวเถา ครั้งนี้จะได้มาไหว้ที่สิงคโปร์อีก ก็รู้สึกอัศจรรย์ใจอยู่นะ วันนั้นฉันพูดกับน้องเล็กว่าเธอสมควรไปไหว้ขอพรท่านนะ เผื่อจะได้พบเจอกับสิ่งดีๆ แล้วน้องเล็กก็ตกลงไปตามที่ฉันแนะนำจนได้
เฮียไหวจึงเขียนสถานที่ศาลพระแม่โพธิสัตว์กวนอิมและที่อยู่อพาร์ตเมนท์เป็นภาษาจีนให้เราพกติดตัวไว้ยื่นให้แท็กซี่ดู จะได้ไป-กลับเองได้

เมื่อ 20 ปีที่แล้วฉันยังจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดี ที่ไปกราบไหว้ขอพรกับเจ้าแม่กวนอิม ว่าพรที่ขอท่านก็คือ อยากกลับบ้านมากๆ เพราะไม่อยากทรมานสังขาร ไม่อยากวิ่งหนีตำรวจอีกต่อไปแล้ว ฉันขอพรให้ชีวิตพบเจอแต่สิ่งดีๆ ให้ใช้หมดหนี้ไวๆ และขอให้เจอคนดีๆ เข้ามาในชีวิตจะได้เลิกขายตัวเสียที...
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เราเปรียบความรักเป็นเหมือนต้นไม้ ถ้าคุณไม่ดูแลเอาใจใส่ก็ยากที่รากมันจะฝังดินและตายไปในที่สุด และการเติบโตของทุกๆอย่างมันต้องใช้เวลา
ความคิดเหล่านั้นทำให้เพศหญิงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง  อ่อนแอ  ไร้เหตุผล  ซึ่งทำให้เพศหญิงถูกใช้เป็นคำเปรียบเปรยในความหมายเชิงลบบ่อยๆครั้ง  เช่น การพูดถึงผู้ชายในทำนองว่า “ผู้ชายคนนี้นิสัยผู้หญิง” หรือ “ผู้ชายหน้าตัวเมีย ควรไปเอากระโปรงมาใส่”