OPINION

เกลัง...ครั้งหนึ่งที่เคยไป ตอน 4

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
7 มี.ค. 2561
ถึงแม้พวกเราจะเข้าประเทศสิงคโปร์มาได้ง่ายดาย แต่ถ้าเข้ามาค้าประเวณีอย่างผิดกฎหมายก็อย่าหวังว่าจะรอดสายตาของพวกตำรวจเอ็นตี้วายไปได้ง่ายๆ เช่นกัน ซึ่งต่างกับพวกที่เข้ามาขายอย่างถูกกฎหมาย พวกเธอใช้ชีวิตอย่างอิสระ ไม่ต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ เหมือนพวกเรา 

เนื่องจากพวกเธอมีวีซ่าหรือการ์ดขาวทำงานได้ยาวนานถึง 2 ปี ที่สำคัญคือไม่ต้องคอยวิ่งหนีตำรวจ และหากเกิดปัญหาถูกลูกค้าทำร้ายตบตีก็สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ในกรณีเป็นผู้เสียหาย ว่าง่ายๆ ก็คือกะหรี่ตีทะเบียนการค้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จะได้รับการคุ้มครองไม่ต่างจากทำประกันสังคมเหมือนคนทั่วไป

ก็แปลกดีนะ เป็นคนไทยที่ไปขายตัวต่างในประเทศได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ในเมืองไทย ทั้งที่อัตรากะหรี่ไทยมีมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก...เสียดายจัง เงินทองรั่วไหลไปไม่รู้เท่าไร (เป็นความเห็นส่วนตัว)

เวลา 2 ทุ่ม พี่จี๋มารับฉันกับน้องเล็กตามที่นัดกันไว้ เพื่อพาไปทำงานที่เกลัง ขณะนั่งอยู่ในรถเธอก็แจงเงื่อนไขการทำงานในซ่องเกลังให้เราสองคนฟังพอคร่าวๆ อีกรอบ
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเธอต้องเริ่มทำงานตั้งแต่ 6 โมงเย็น ถึงตี 3 ส่วนเงินค่าตัวให้เก็บรอบละ 30 เหรียญ 1 เหรียญ เท่ากับ 20 บาท (เมื่อ 20 ปีที่แล้ว) โดยใช้เวลาทำงานไม่เกิน 20 นาที แต่ถ้าแขกไม่เสร็จกิจก็ต้องเก็บเพิ่มอีกเท่าตัว”

ฉันฟังกฎกติกาโดยรวมๆ แล้วก็ไม่ต่างจากฮ่องกงอีกเช่นกัน ก็แค่ได้รอบงานน้อยกว่า แต่ได้ค่าตัวเพิ่มขึ้นมาอีกแค่ร้อยกว่าบาทเท่านั้นเอง พี่จี๋บอกว่าส่วนใหญ่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการจะเป็นพวกแขกอินเดีย ,ศรีลังกา บังคลาเทศ และจีน แล้วเธอก็รีบพูดดักคอขึ้นมาว่า

“ทำงานที่นี่เธอจะเลือกแขกไม่ได้นะ ไม่งั้นเธอไม่หมดหนี้ง่ายๆ แน่”

ฉันกับน้องเล็กรีบหันหน้ามามองกันด้วยสายตาที่ไม่รู้สึกยินดี แล้วก็พากันนิ่งเงียบ เพราะนั่นหมายความว่าเธอกำลังบังคับให้เราต้องรับแขกทุกเชื้อชาติ และนั่นคือสิ่งที่ฉันทำไม่ได้ แต่ก็ไม่กล้าพูด ได้แต่คิดในใจว่า “ค่อยว่ากันหน้างาน”

เมื่อเฮียหมงขับรถเข้ามาจอดย่านเกลัง พี่จี๋ก็พาเราสองคนเดินเข้าไปในซอยเกลังที่เท่าไรจำไม่ได้ เพราะมีด้วยกันเป็นสิบซอย แต่ละซอยสามารถเดินทะลุทั่วถึงกันได้

สถานที่ทำงานย่านเกลังจะว่าไปก็ไม่ต่างจากซ่องนั่นแหละ คือมีห้องเล็กๆ ติดกันถี่ยิบตั้งแต่หัวซอยยันท้ายซอย ลักษณะคล้ายห้องแถว รวมแล้วไม่ต่ำกว่าเป็นร้อยห้อง ทุกห้องเปิดไฟสีแดง สีชมพู มีผู้หญิงเอเชียแต่งกายด้วยชุดล่อแหลมออกมายืนเรียกลูกค้าอยู่บริเวณหน้าบ้านๆ ละ 3-4 คน

ผู้หญิงที่ทำงานแถวนั้นเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า...บ้าน ส่วนลูกค้าที่มาใช้บริการก็มีหลายชาติด้วยกัน เท่าที่ฉันเห็นเข้ามาเดินกันขวักไขว่เป็นร้อยๆ ก็คือจีน อินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ แขกทั้งหมดนี้มีลักษณะคล้ายกันมาก ทั้งหน้าตา สีผิว ภาษา แม้แต่การแต่งกายก็ไม่ต่างกัน คือสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว นุ่งกางเกงแสล็คสีดำ บางคนก็นุ่งโสร่ง สวมรองเท้าแตะแบบง่ายๆ ดูคล้ายกันจนแยกออกไม่ว่าชาติไหนเป็นชาติไหน

“ตายๆๆๆ ตั้งแต่เกิดมากูไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน เหมือนพวกมันมาเดินตลาดนัดเลยวะ” น้องเล็กพูดด้วยอาการตื่นเต้น
“มึงดูไว้เถอะน้องเล็ก ที่นี่คือสถานที่ขาย Hee ล้วนๆ”
“รู้แบบนี้กูไม่มาก็ดี”
“ทีนี่แหละอีเล็ก มึงจะได้รู้ว่านรกมีจริง”

ฉันเริ่มเบื่อเซ็งน้องเล็กมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ชอบบ่นตลอดตั้งแต่เริ่มเดินทางออกจากกรุงเทพฯ แต่ก็ไม่อยากพูดอะไรมากให้เสียบรรยากาศ จึงหันมาสนใจกับสิ่งที่จะต้องผจญภัยในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

เมื่อเห็นสภาพคนที่มาเที่ยวส่วนใหญ่ ดูก็รู้ว่าเป็นพวกกรรมกรขายแรงงานที่มีรายได้น้อย แถมกลิ่นตัวแต่ละคนก็โชยมาแต่ไกลตั้งแต่ 200 เมตร มันโคตรฉุนรุนแรงเกินกว่าจะรับได้ แตกต่างจากในฮ่องกงที่มีแต่คนจีนวัยรุ่นล้วนๆ

พี่จี๋บอกว่าปกติแขกพวกนี้ไม่ค่อยมีเงินมาเที่ยวกันหรอก ต้องรอจนกว่าวันเงินออก หรือช่วงวันศุกร์-เสาร์ จะคึกคักมาก แต่ที่เห็นมายืนจับกลุ่มเหมือนชุมนุมอะไรกันนั้น เป็นเพราะมายืนดูสาวๆ ที่แต่งตัวโชว์อกโชว์ก้นเพื่อเป็นอาหารตา

น้องเล็กเห็นสภาพแขกแต่ละคนและสถานที่ทำงาน เธอก็หันมาเบ้หน้าแบะปากใส่ฉันอีกจนได้ แล้วก็บ่นพึมพำเบาๆ

“นี่มันซ่องทั้งนั้นเลยนี่หว่า” น้องเล็กเริ่มออกอาการอยากเปลี่ยนใจ 
“ก็กูบอกมึงแล้วไง ว่ามาทำงานในซ่อง”
“แต่กูบอกก่อนนะ กูไม่ทำงานกับไอ้แขกพวกนี้แน่”
“มาแล้วไม่ทำได้ไงล่ะ” พี่จี๋พูดสวนกลับไปทันที

น้องเล็กทำสีหน้าเซ้งๆ ไม่คิดว่าพี่จี๋จะได้ยิน แล้วพี่จี๋ก็พาเราสองคนมาถึงร้านที่ทำงาน คือเกลังซอย 8 ลักษณะเป็นร้านเล็กๆ สร้างด้วยอิฐบล็อกทาสีสันสวยงาม ภายในร้านมีห้องแคบๆ อีก 3 ห้อง คือห้องสำหรับให้บริการทางเพศ

เห็นอย่างนี้แล้วก็อดบ่นกับตัวเองไม่ได้ว่า...นี่นะหรือที่เค้าเรียกว่า “ซ่องนรก” แห่งสิงคโปร์ ที่เคยได้ยินชื่อเสียงเรื่องลือมานาน ในที่สุดกูก็มาเยือนจนได้

พี่จี๋แนะนำให้เราสองคนรู้จักกับ “แพรว” ผู้หญิงไทยวัย 20 ปีเศษ เธอมาขายบริการอยู่ที่เกลังได้ 2 ปีกว่า และเคยเป็นเด็กแท็กของพี่จี๋มาก่อน แต่ทุกวันนี้เธอถือการ์ดขาว (บัตรอนุญาต) ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

หลังจากพี่จี๋ฝากฝังฉันกับน้องเล็กให้แพรวช่วยดูแลเรียบร้อยแล้ว เธอก็ขอตัวกลับที่พัก แล้วหันมาบอกเราสองคนว่า...ตี 4 เฮียหมงจะมารับกลับที่พัก

ร้านนี้มีผู้หญิงทำงานอยู่ 3 คน คือแพรวและสาวเอเชียอีก 2 คน ซึ่งฉันไม่แน่ใจเป็นคนชาติไหน จะเป็นไทย พม่า เวียดนาม หรือสาวฝั่งลาวกันแน่ เพราะหน้าตาละม้ายคล้ายคนไทยมาก แถมยังพูดภาษาไทยได้อีกต่างหาก ถ้าพวกเธอไม่ขยับปากพูดก็จะคิดว่าเป็นคนไทยแท้

แพรวบอกว่าทั้งสองคนนอกจากไม่มีบัตรทำงานแล้วยังไม่มีพาสปอร์ต แต่ที่พวกเธอเข้ามาทำงานในเกลังได้ เพราะมีขบวนการค้ามนุษย์เป็นผู้นำพาเข้ามาและคอยดูแลตลอด โดยสาวๆ พวกนี้ต้องทำงานใช้หนี้ค่าแท็กเป็นจำนวนเยอะกว่าสาวไทยหลายเท่าตัว บางคนต้องใช้หนี้ถึง 200 คน

ส่วนใหญ่พวกเธอจะถูกเถ้าแก่เสี้ยมไว้ว่า ถ้าโดนตำรวจจับก็ให้บอกว่าเป็นคนไทย ดังนั้นพวกเธอจึงต้องหัดพูดและฟังภาษาไทยให้พอเข้าใจได้ในระดับหนึ่ง

สาเหตุที่ต้องเป็นเช่นนี้ก็เพื่อต้องการให้ตำรวจทางสิงคโปร์ส่งตัวพวกเธอกลับไปยังประเทศไทย  โดยจะถูกส่งกลับทางรถทัวร์เข้าทางหาดใหญ่ จากนั้นพวกเธอก็จะติดต่อให้คนในขบวนการที่อยู่ในเมืองไทยมารับ แล้วดำเนินการทำเอกสารชุดใหม่เพื่อส่งพวกเธอกลับไปทำงานในสิงคโปร์ต่อไป (เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วปลอมแปลงเอกสารต่างๆ ไม่ยุ่งยากเหมือนปัจจุบันนี้ ก็ไม่ต่างกับฉันตอนไปทำงานที่ญี่ปุ่นครั้งแรก ก็ถูกเถ้าแก่จัดการให้ฉันถือพาสปอร์ตมาเลเชียเข้าประเทศญี่ปุ่นเช่นกัน)
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ความคิดถึงมีสองด้าน มีทั้งด้านที่เป็นพลังบวก และด้านลบที่ส่งผลเสียต่อเรา อยู่ที่จะคิดว่าให้มันเป็นไปทางไหน 
บางครั้งการมีทางเลือกเหลือเพียงไม่กี่ทาง หรือ เหลือเพียงทางเดียวที่ต้องเดิน ทำให้การตัดสินใจง่ายขึ้น