OPINION

เกลัง...ครั้งหนึ่งที่เคยไป ตอน 2

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
20 ก.พ. 2561
สำหรับพี่จี๋ก่อนหน้าที่เธอจะมาเป็นแม่แท็ก เธอก็เคยเป็นกะหรี่เก่าอยู่เกลังมาก่อน แต่โชคดีที่ได้สามีอย่าง “เฮียหมง” ลูกค้าที่เคยซื้อบริการ หลังจากทั้งคู่แต่งงานจนมีลูกด้วยกัน 2 คน ก็ผันตัวเองมาทำแท็กค้าเนื้อสดซะเอง และจัดว่าเป็นเจ้าใหญ่มีชื่ออยู่ในเกลังมานานหลายปี
กระทั่งครบกำหนด 7 วันที่ต้องไปรับพาสปอร์ตในตอนเช้า พี่จี๋ก็คุมเข้มเราสองคนไปรับหนังสือเดินทางโดยไม่ให้คลาดสายตา แล้วบอกว่าให้เราเตรียมตัวเก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋าเพื่อเดินทางไปสิงคโปร์ในเย็นวันนั้น

วันนั้นฉันกับน้องเล็กพากันตื่นเต้นดีใจที่จะได้นั่งเครื่องบินไปสิงคโปร์ ทั้งที่กำลังเดินทางไปสู่เส้นทางนรก...ขณะนั้นความรู้สึกถึงรสชาติความเจ็บปวดทุกข์ทรมานในฮ่องกงก็แวบเข้ามาในหัวฉันทันทีว่า อีกแล้วเหรอ?? นี่กูต้องกลับไปสู่สภาพเดิมๆ อีกแล้วหรอ??

ถึงแม้เวลาจะผ่านมาแล้ว 10 ปี แต่ฉันก็ไม่เคยลืมเลือนความรู้สึกเจ็บปวดในครั้งนั้น แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อตอนนั้นทางเลือกฉันมีน้อยเต็มที บางครั้งเส้นทางนรกก็เป็นทางเลือกที่ดีในยามคับขัน ไม่ต่างจากที่พวกนักเลงเดนตายหลายคนที่เลือกหนีตายไปใช้ชีวิตเป็นเจ้าพ่ออยู่ในคุก

พอถึงกำหนดเดินทางจริงๆ กลับกลายเป็นว่าพี่จี๋พาเราสองคนไปส่งที่สถานีรถไฟบางซื่อ โดยให้นั่งรถไฟตู้นอนไปลงหาดใหญ่ แล้วพี่จี๋ก็แนะนำให้เรารู้จักกับผู้ชายไทยวัย 40 ปี ชื่อ “พี่วุฒิ” ซึ่งเป็นคนในทีมงานของเธอที่จะคุมเราสองคนไปส่งที่เมืองหาดใหญ่

ตอนนั้นฉันกับน้องเล็กรู้สึกไม่พอใจที่พี่จี๋ให้เราเดินทางโดยรถไฟไปหาดใหญ่ จากนั้นก็ต้องเปลี่ยนไปนั่งรถทัวร์เข้าประเทศสิงคโปร์ ซึ่งต้องใช้เวลาการเดินทางถึง 1 วัน 1 คืนเต็มๆ พี่จี๋ให้เหตุผลว่ามันประหยัดค่าใช้จ่ายและสะดวกต่อการนำพาเราไปสู่จุดหมายปลายทาง

ซึ่งมันไม่ง่ายเลยที่ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองถึง 2 ประเทศ แต่พี่วุฒิบอกว่าไม่ต้องกังวล เพราะจะมีคนคอยดูแลเราตลอดการเดินทางไปจนถึงปลายทางประเทศสิงคโปร์

ครั้งนั้นฉันกับน้องเล็กเดินทางออกจากสถานีรถไฟบางซื่อในเวลาโพล้เพล้ใกล้ค่ำเต็มที ระหว่างทางจึงไม่ได้ชมทัศนียภาพใดๆ น้องเล็กก็เริ่มหงุดหงิดไม่พอใจกับการเดินทางครั้งนี้ เพราะเธอใฝ่ฝันว่าจะได้นั่งเครื่องบิน ซึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิตแต่สุดท้ายก็ต้องมานั่งรถไฟอยู่ในความมืดมิด

จริงๆ แล้วชีวิตของน้องเล็กก็ไม่เคยได้โลดแล่นไปไหนไกลๆ หรอกนะ และไม่เคยได้เห็นโลกกว้างใหญ่เพราะเธอเติบโตมาในชุมชน พอเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นก็ติดยาตามพี่น้องทุกคน พออายุได้ 15-16 ปี ก็เดินเข้าออกสถานพินิจมาตลอด

7 โมงเช้า รถไฟก็พาพวกเรามาถึงเมืองหาดใหญ่ จากนั้นพี่วุฒิก็เปิดโรงแรมให้เราสองคนนอนพักผ่อนเอาแรง เพื่อเตรียมตัวขึ้นรถทัวร์ไปสิงคโปร์ในเวลา 6 โมงเย็น กระทั่งได้เวลาอันสมควร พี่วุฒิก็พาเราไปที่ท่ารถทัวร์แล้วส่งต่อเราสองคนให้กับ “บังรอ” ผู้ชายวัย 30 กว่าปี ครึ่งไทยครึ่งมุสลิม รูปร่างเตี้ยล่ำ ตัวดำผมหยิก ตาโปนโตดู ท่าทางจะโหดๆ น่ากลัว ไม่ต่างจากพวกโจรสามชายแดนภาคใต้

บังรอเป็นเด็กติดตามรถทัวร์ที่คอยทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารทุกคน เขาใช้ภาษายาวีเป็นหลักแต่ก็พูดภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้ดี

พี่วุฒิบอกว่าบังรอจะคอยดูแลเราตลอดการเดินทางและจะจัดการเรื่องเอกสารต่างๆ ให้เราไปยื่นกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองทั้ง 2 ด่าน โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย จึงขอให้เราสบายใจได้ว่า อย่างไรก็ต้องผ่านด่านเข้าไปสิงคโปร์ได้แน่นอน

รถบัสที่ฉันนั่งไปสิงคโปร์ เป็นรถวีไอพี 24 ที่นั่ง ผู้โดยสารชายส่วนใหญ่เป็นคนจีน มุสลิม และฝรั่ง นอกนั้นเป็นผู้หญิงไทยประมาณ 6-7 คน พี่วุฒิบอกว่าผู้หญิงพวกนี้มีที่หมายปลายทางเดียวกับฉัน คือไปทำงานที่เกลังทั้งนั้น จากนั้นพี่วุฒิก็ล่ำลาพวกเรา แล้วต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไป

ระหว่างทางที่รถแล่นไป ฉันนั่งชมวิวทิวทัศน์ทั้งสองข้างทางเป็นชนบท สลับกับมีต้นไม้สูงใหญ่ เดาว่าน่าจะเป็นต้นยางตลอดแนวทาง และได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้านในระแวกนั้น ซึ่งยังคงเป็นไปในแบบวัฒนธรรมไทย แต่แค่ไม่กี่นาทีผ่านไปบรรยากาศ โพล้เพล้ใกล้ค่ำก็กลับมาเยือนอีกครั้ง

ฉันกับน้องเล็กยังคงนั่งคุยโน้นนี่นั่นกันไปไม่หยุด เราพากันวาดฝันไว้อย่างสวยหรูกับที่ปลายทางสิงคโปร์ ว่าถ้าได้คว้าเงินติดมือกลับมาสักก้อน ก็จะช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นมาบ้าง กระทั่งคุยกันไปคุยกันมาจนรู้สึกเมื่อยล้าที่ต้องนั่งอยู่ในท่านั่งเดิมๆ แล้วเราก็ม่อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย มารู้สึกตัวตื่นอีกทีเมื่อมีคนมาสะกิดที่แขน

“น้องๆ ตื่นก่อน…ถึงด่านสะเดาแล้วเตรียมพาสปอร์ตกันไว้นะ” เสียงบังรอสื่อภาษาไทยไม่ค่อยชัด
“เขาจะถามอะไรหนูเยอะมั้ยบัง?” ฉันถามด้วยความวิตกกังวล
“ไม่ต้องตื่นเต้น ถามไม่เยอะหรอกน่า เดี๋ยวบังคอยดูแลให้” บังรอตอบให้เราสองคนรู้สึกโล่งใจ
“ทำไมมึงจะต้องกลัวขนาดนั้นวะ?” น้องเล็กรีบถามกลับทันที
“มึงยังไม่เคยโดนแบบกู มึงไม่เข้าใจหรอกอีเล็ก!”
“แต่เราเป็นนักท่องเที่ยวนะโว้ย!” พูดด้วยสีหน้าหงุดหงิด
“แล้วถ้ากูให้มึงพกยาบ้าสัก 2-3 เม็ด มึงจะเก็บอาการได้มั้ย?”

พอฉันย้อนถามน้องเล็กแบบนี้ เธอก็สงบปากสงบคำไม่สงสัย ไม่ซักไซ้ใดๆ อีกต่อไป เรื่องแบบนี้มันอธิบายยากจริงๆ มันเป็นความรู้สึกที่ไม่ต่างจากพวกวัวสันหลังหวะนั่นแหละ

ฉันกับน้องเล็กเตรียมพาสปอร์ตตามที่บังรอสั่ง แล้วลงไปเข้าแถวรวมกับคนอื่นๆ ไม่กี่นาทีต่อมาผู้โดยสารทุกคนก็ผ่านพ้นการตรวจจ๊อบพาสปอร์ตเป็นที่เรียบร้อย ฉันรู้สึกโล่งใจที่ผ่านด่านมาได้อย่างง่ายดาย โดยไม่มีการสอบถามใดๆ ได้แต่เตรียมตัวเตรียมใจไว้ลุ้นด่านต่อไป

กระทั่งหลายชั่วโมงต่อมา ฉันได้ยินเสียงบังรอประกาศให้ผู้โดยสารทุกคนลงจากรถเพื่อพักรับประทานอาหาร โดยกำหนดเวลาให้ 30 นาที พอฉันลืมตาก็รู้ว่าโชเฟอร์กำลังขับรถเข้าไปจอดในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง

ตอนนั้นน่าจะเป็นเวลาเที่ยงคืนกว่าๆ จากนั้นทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปทำกิจของตน ฉันกับน้องเล็กพากันเดินไปกินอาหารที่ทางรถทัวร์มีไว้บริการให้กินฟรี และหลังจากกินอาหารเสร็จสรรพ เราก็พากันไปเดินยืดเส้นยืดสายแล้วหาซื้อของกินติดมือขึ้นมากินบนรถทัวร์ 

ความรู้สึกของฉันกับน้องเล็กตอนนั้นดูสนุกสนานตื่นตาตื่นใจเหมือนกำลังมาท่องเที่ยวทัศนาจร
บรรยากาศในปั๊มแห่งนี้ก็ไม่ต่างจากปั๊มน้ำมันตามต่างจังหวัดทั่วไปในเมืองไทยบ้านเรา คือพลุกพล่านไปด้วยรถเล็กรถใหญ่ และผู้คนที่แวะมาหาของกิน ซึ่งแตกต่างจากที่เคยไปต่อวีซ่าที่เมืองจีนซัวเถา…
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
รู้สึกตันๆหรอ  รู้สึกชีวิตเนือยๆหรอ ลองหาแรงบันดาลใจในสถานที่เหล่านี้ดูสิ กับ 9 สถานที่หาแรงบันดาลใจในชีวิต
 
นี่พวกมันคิดได้อย่างไรว่าต้องพาคนไปล่อกันในกลางป่ากลางดง ไม่คิดว่าเทวดาเจ้าป่าเจ้าเขาจะลงโทษบ้างหรือไร