OPINION

เกลัง...ครั้งหนึ่งที่เคยไป ตอน 15

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
6 มิ.ย. 2561
เมื่อทั้งสองเห็นหน้าฉันก็ยิ้มแฉ่งต้อนรับด้วยความดีใจ แต่ต้องหุบปากเงียบกริบ รอให้อีแหม่มดำออกไปก่อนจึงได้สนทนาสารทุกข์สุขดิบ แล้วโบว์ก็เล่าว่า วันนั้นพวกเธอและไอ้พี่สันต์ถูกพวกเอ็นตีวายบุกเข้าไปจับถึงในป่า และคนที่แจ้งจับแท้ที่จริงแล้วก็คือยัยใจ น้าสาวแท้ๆ ของเธอนั่นเอง

โบว์เล่าว่าเหตุที่ยัยใจแจ้งตำรวจจับพวกเธอและตาสันต์ก็เพราะรู้เรื่องทั้งหมดแล้วว่าผัวของเธอแอบมาใช้บริการกับเธอ ด้วยความโกรธจึงเป็นเหตุให้ยัยใจทำอย่างนั้น เพราะเธอต้องการให้ตาสันต์หมดอนาคตและติดคุกหัวโตเพียงผู้เดียว

หลังจากพูดคุยกับโบว์จนได้รู้เรื่องราวความจริงทั้งหมด ฉันก็เริ่มสำรวจภายในห้องขังสี่เหลี่ยมโล่งกว้างซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 5x8 เมตร มีผู้หญิงหลายชาติถูกขังปะปนอยู่รวมกันราว 30 กว่าคน ภายในห้องขังมีส้วมแบบเปิดโล่ง โดยใช้อิฐบล็อกก่อขึ้นจากฐานให้สูงประมาณหนึ่งฟุต เพื่อปิดกั้นระหว่างนั่งถ่ายทุกข์ สภาพโดยรวมๆ ก็ไม่ต่างจากคุกในไทยที่ฉันเข้าไปติด

สำหรับการทำความสะอาดหลังการถ่ายทุกข์ทั้งหนัก-เบาต้องขอบอกว่ามันช่างน่าทุเรศสิ้นดี คือคุกที่นี่ใช้กระดาษชำระหยาบกระด้างสีขาวขุ่น คล้ายกระดาษห่อโรตีแทนการใช้ทิชชู่ และเมื่อคนแรกถ่ายทุกข์เสร็จ ไม่ว่าจะหนักหรือเบา จะยังไม่สามารถกดน้ำราดทำความสะอาดได้ทันที แต่จะใช้กระดาษปิดไว้ก่อนจนกว่าจะมีคนที่ 2 - 3 - 4 เข้ามาใช้ต่อๆ กัน จากนั้นจึงตะโกนบอกให้เจ้าหน้าที่ช่วยกดน้ำให้ด้วย

เนื่องจากตัวกดน้ำเป็นระบบอัตโนมัติและติดตั้งอยู่ที่ห้องพักของเจ้าหน้าที่ ดังนั้นคนที่จะกดน้ำได้ต้องเป็นพวกเจ้าหน้าที่เท่านั้น สำหรับผู้หญิงจะลำบากกว่าผู้ชายก็ตอนเป็นรอบเดือนนี่แหละ เพราะเจ้าหน้าที่จะแจกผ้าอนามัยให้คนที่เป็นรอบเดือนแค่วันละ 1 ชิ้นเท่านั้น ส่วนน้ำดื่มก็มีให้อย่างจำเขียดจำกัด คือโดยเฉลี่ย 2 ขวดลิตรให้ดื่มร่วมกัน 4 -5 คน ต่อวัน

ที่สำคัญคือในนี้ไม่มีน้ำให้พวกเราอาบจนกว่าถึงวันพ้นโทษ พวกเราจะได้กลับไปอาบที่บ้านใครบ้านมัน ซึ่งบางคนอาจถูกจองจำแค่หนึ่งอาทิตย์ แต่บางคนก็ถูกจองจำถึงเดือน ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ว่าใครมีเงินซื้อตั๋วค่ารถ หรือตั๋วเครื่องบิน คนนั้นก็จะได้กลับบ้านไว

3 วันผ่านไป ฉันและเพื่อนๆ เริ่มปรับตัวเข้ากับบรรยากาศในคุกและชินกับกิจวัตรประจำวันซ้ำซาก กับการลุกขึ้นนั่งตั้งแถวให้เป็นระเบียบ เพื่อรอทำความเคารพหัวหน้าใหญ่ที่ต้องเข้ามาตรวจความเรียบร้อยทุกวัน 3 เวลา ส่วนเรื่องอาหารยังคงให้วันละ 2 มื้อเหมือนเดิม

จากนั้นก็เป็นช่วงเวลาของพวกเราที่จะพากันจับกลุ่มสุมหัวคุยกันถึงเรื่องราวต่างๆ และเรื่องที่พวกเธอคุยกันมากที่สุดก็คือ เมื่อกลับถึงไทยแล้วจะเดินทางไปทำงานที่ประเทศไหนต่อไป? ดูเหมือนว่าฉันไปติดคุกไหนๆ ในต่างแดนก็จะมีแต่คนคิดเรื่องนี้กันทั้งนั้น ฉันไม่เคยได้ยินใครคนไหนจะยอมแพ้กับโชคชะตาว่าแล้วบอกว่า จะเลิกทำอาชีพนี้ตลอดไป

จะว่าไปผู้หญิงไทยเราถือเป็นวีรสตรีที่ไม่ค่อยสะทกสะท้านหรือเข็ดหลาบกับชะตากรรมใดๆ ทั้งสิ้น ขนาดถูกกักขังอย่างทุกข์ทรมาน ถูกทำโทษสารพัดต่างๆ นานา ทั้งกล้อนผมเหมือนถูกหนูแทะ ถูกตบตีอย่างป่าเถื่อน แต่ก็ยังย้อนกลับมากันอีก

3 อาทิตย์ผ่านไป เริ่มมีเพื่อนๆ หลายคนถูกทยอยเรียกชื่อกลับเมืองไทยไปเรื่อยๆ คนไหนมีเงินมากพอที่จะซื้อตั๋วเครื่องบินก็โชคดีไป ได้นั่งเครื่องบินกลับบ้าน ไม่เกิน 3 ชั่วโมงก็ถึงเมืองไทยแบบสบายๆ ส่วนคนที่เงินน้อยจะถูกส่งกลับทางรถทัวร์ กว่าจะถึงเมืองไทยต้องใช้เวลาเดินทางถึง 1 วัน 1 คืนเต็มๆ

วันหนึ่งหลังจากกินอาหารเช้าเสร็จสรรพ มีเจ้าหน้าที่หญิงเดินมาไขกุญแจประตูห้องขังแล้วเรียกชื่อชั้นกับเพื่อนๆ รวมสิบกว่าคนให้ออกไปถ่ายรูปและสอบถามเรื่องเงิน ว่าใครมีมากน้อยแค่ไหน เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้จัดการเรื่องตั๋วโดยสารให้ถูกต้องว่าใครจะได้กลับเครื่องบินหรือกลับรถทัวร์

วันนั้นเป็นครั้งแรกที่ฉันได้พบกับน้องเล็ก เราต่างดีใจที่ได้พูดคุยกัน แล้วฉันก็รู้ว่าไอ้เฮียหมงกับพี่จี๋ทอดทิ้งเราสองคนอย่างใจจืดใจดำ โดยไม่ยอมส่งพาสปอร์ตกับเงินค่าตั๋วโดยสารมาให้เรา อาจกลัวความผิดและถูกจับติดคุก ฉันจึงตกลงกับเจ้าหน้าที่ว่า จะขอนำเงินที่มีติดตัวมา 300 เหรียญ รวมกับของน้องเล็กที่มีอยู่ 100 เหรียญ เมื่อนำมารวมกันแล้วจะเพียงพอเป็นค่าตั๋วรถทัวร์ไปถึงหาดใหญ่ และยังพอซื้อตั๋วรถไฟกลับเข้ากรุงเทพฯ แบบพอดีเปะ

เมื่อตกลงกับเจ้าหน้าที่ได้ตามนั้นแล้ว นังแหม่มดำก็พาฉันและเพื่อนๆ คนไทยอีกสิบกว่าคนขึ้นรถสำหรับขนผู้ต้องขังไปฟังคำพิพากษา วันนั้นเป็นครั้งแรกที่ฉันและเพื่อนๆ ได้ออกไปเห็นธรรมชาติจากโลกภายนอก เมื่อสายตากระทบกับแสงอาทิตย์ พวกเราก็แทบล้มทั้งยืนเหมือนผีถูกข้าวสารซัดอย่างแรง เพราะสายตาสู้แสงไม่ไหว หลังจากถูกขังอยู่ในที่มืดมาเกือบเดือนที่มีเพียงแสงนีออน

ผลการตัดสินคำพิพากษาวันนั้นคือส่งตัวพวกเรากลับเมืองไทย และสั่งห้ามกลับเข้าประเทศสิงคโปร์อีกต่อไป หากฝ่าฝืนจะมีโทษเพิ่มขึ้นหนักกว่าครั้งนี้ และจะถูกจำคุกเป็นเวลายาวนาน

2 วันต่อมา พวกเราก็ถูกส่งตัวกลับเมืองไทยบ้านใครบ้านมัน ฉันกับน้องเล็ก โบว์ ตุ๊กตา และเพื่อนๆ ร่วมชะตาคนอื่นๆ ถูกส่งกลับด้วยรถทัวร์ โดยจะมาสิ้นสุดที่ปลายทางหาดใหญ่ จากนั้นพวกเราต่างก็ร่ำลาแยกย้ายกันไป แต่ก็มีหลายคนที่หมดเนื้อหมดตัวกลับมาแล้วยังไม่อยากกลับเข้าบ้านอย่างคนมือเปล่า พวกเธอจึงตัดสินใจอยู่หาเงินต่อในเมืองหาดใหญ่ เพื่อให้ได้เงินติดกระเป๋ากลับไปบ้างก็ยังดี

โบว์และเพื่อนๆ ของเธอเลือกที่จะอยู่หาเงินในหาดใหญ่ต่อไปสักระยะ ส่วนฉันกับน้องเล็กกลับกรุงเทพฯ ทันที เพราะไม่มีกะจิตกะใจจะทำงานอีกต่อไป

ที่เมืองหาดใหญ่มีแหล่งบันเทิงมากมายให้ผู้หญิงขายบริการเข้าไปหาเงินด้วยการจับแขกตามดิสโก้เธค และตามสถานบันเทิงต่างๆ อีกทั้งยังมีโรงแรมใหม่ๆ เกิดขึ้นราวกับดอกเห็ด แต่ละแห่งแข่งขันกันเอื้ออำนวยความสะดวกให้บริการทางเพศแก่ลูกค้าจนถึงห้องพัก มีลูกค้าชาวต่างชาติทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย และประเทศอื่นๆ เดินทางเข้ามาใช้บริการอย่างคับคั่ง

เมื่อกลับมาถึงกรุงเทพฯ ฉันกับน้องเล็กติดต่อกันได้ไม่ถึงเดือน ต่างก็เงียบหายกันไป แล้วมิตรภาพของเราสองคนต้องสิ้นสุดลงเมื่อน้องเล็กมีคำพูดให้ฉันต้องรู้สึกเจ็บปวด ว่าฉันพาเธอไปลงนรกแท้ๆ

ทั้งที่ก่อนเดินทางฉันได้พูดเตือนเธอแบบย้ำแล้วย้ำอีก ว่าให้ตัดสินใจคิดดีๆ ถ้าโชคเข้าข้างเราอาจได้เงินก้อนโตติดมือกลับมา แต่ถ้าโชคร้ายเราอาจต้องติดคุก เสียตัวฟรีและกลับบ้านมือเปล่า แต่เธอก็ยืนยันว่าจะไปให้ได้

วันสุดท้ายก่อนที่มิตรภาพความเป็นเพื่อนของเราจะขาดจากกันอย่างถาวร ฉันยังจำคำพูดเสียดแทงใจและจดจำภาพนั้นได้ดีไม่เคยลืม เมื่อน้องเล็กหยิบโทรศัพท์มือถือยี่ห้อโนเกียร์ รุ่น 3310 ซึ่งเป็นรุ่นยอดฮิตในยุคนั้นขึ้นมาอวดโชว์ แล้วพูดเย้ยเยาะใส่ฉันอย่างเจ็บปวดลึกๆ

“มึงดูโทรศัพท์เครื่องนี้ซิ...ราคาสองหมื่นกว่าบาท กูได้มาโดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท เพราะไอ้แก่คนไทยมันซื้อให้กู ทั้งที่มันนอนกับกูแค่ 2-3 ครั้ง แต่มึงพากูไปรับศึกหนักที่สิงคโปร์เกือบร้อยคน กลับไม่มีเงินติดตัวกลับมาสักบาท แถมยังพากูไปติดคุกอีกต่างหาก”

ฉันฟังน้องเล็กพูดจบ ก็รู้สึกเสียใจและเจ็บปวดลึกๆ อย่างบอกไม่ถูก ที่ความเป็นเพื่อนของเราต้องสิ้นสุดกันแค่นี้ เสียดายวันเวลา 3 ปีกว่าที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขอยู่ในโลกมืดหลังกำแพงมาด้วยกัน ทั้งยังร่วมทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปผจญนรกในต่างแดน สุดท้ายแล้วก็ไม่หลงเหลือสิ่งดีๆ ที่เคยมีให้กันแม้แต่น้อย ตั้งแต่นั้นมาเราก็ไม่เคยเจอกันอีกเลย…

เมื่อเพื่อนเก่าจากไปเพื่อนใหม่ก็มีเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งฉันเตรียมพร้อมตั้งรับกับสถานการณ์ใหม่ๆ เสมอ ไม่ว่ามันจะดีขึ้นหรือแย่ลงฉันก็ยินดี

ประสบการณ์ชีวิตของเราทุกคนย่อมมีความแตกต่างกันไป และมีคุณค่าในความทรงจำเสมอ แต่สังคมไทยมักจะยอมรับและชื่นชมกับคนที่มีทรัพย์และการศึกษาสูง ส่วนคนด้อยการศึกษา ต่อให้เคยผ่านประสบการณ์เลวร้ายสารพัดมาอย่างโชกโชน กลับโดนดูถูกเหยียดหยาม ว่าเป็นเพราะโง่เขลาเบาปัญญา

ฉันควรขอบคุณพวกเอ็นตีวายด้วยซ้ำ ที่พยายามผลักดันส่งพวกเรากลับเมืองไทย เสมือนเขาช่วยให้เราหลุดพ้นจากมุมมืดตรงนั้น บอกตรงๆ ว่าฉันเข็ดหลาบกับการถูกจองจำอย่างทุกข์ทรมานอยู่ในขุมนรกแห่งนั้น ถือว่าเป็นประสบการณ์เลวร้ายสุดๆ ซึ่งฉันจะไม่มีวันย้อนกลับไปทำงานในประเทศสิงคโปร์อีกตลอดชีวิต
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
แมวสองตัว กับคนที่ไม่เคยเลี้ยงแมวมาก่อน ด้วยจิตใจที่รักแมวอย่างเปี่ยมล้น สุดท้ายก็หวั่นเล็กๆว่าจะรอดไหม
เมื่อคุณไปสังสรรค์หรือปาร์ตี้ แน่นอนละว่าคุณต้องเจอ คนหลายแบบแต่พวกนั้นย่อมมีภูมิหลังประสบการณ์ หรือ Experience ที่แตกต่างกันออกไป