OPINION

เกลัง...ครั้งหนึ่งที่เคยไป ตอน 13

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
16 พ.ค. 2561
คืนนั้นฉันรู้สึกว่าฤกษ์ไม่ดีซะแล้ว บรรยากาศในเกลังก็ไม่ค่อยคึกคักเพราะผู้หญิงโดนจับไปหลายสิบคน แพรวบอกว่าคืนนี้ฉันไม่ควรอยู่ร้านนี้ เพราะพวกเอนตีวายมันรู้แน่ชัดแล้วว่าร้านนี้มีผู้หญิงทำงานโดยไม่มีการ์ดขาว ไม่แน่มันอาจย้อนกลับมาอีกรอบก็ได้

แพรวจึงส่งฉันไปอยู่ร้านอีกร้านหนึ่งซึ่งอยู่คนละซอยแต่เป็นเจ้าของเดียวกัน และร้านนี้ก็มีผู้หญิงไทยทำงานรวมกันถึง 5-6 คน ส่วนใหญ่มีการ์ดขาวกันทั้งนั้น จึงไม่ต้องหวังว่าจะได้งานหลายรอบ แล้วคืนนั้นฉันก็ผจญภัยหนีเอาตัวรอดมาได้อีกหนึ่งคืน แต่ก็ยังใช้หนี้ไม่หมดแท็กซะที เพราะได้งานแค่ 3-4 รอบก็ได้เวลาเฮียหมงมารับกลับที่พัก

เมื่อกลับมาถึงที่พักเจอเฮียไหวกำลังทำอาหารกินกลางดึก ส่วนเพื่อนๆ ที่นอนอยู่ห้องเดียวกันกลับเมืองไทยไปแล้ว 2 คน เหลืออีกหนึ่งคน แต่นางมีการ์ดขาวทำงาน ก็อยู่อย่างสบายๆ ไม่ต้องกดดันเหมือนฉันที่ต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ และวิ่งหนีตำรวจทุกวัน

คืนนั้นฉันนั่งคุยกับเฮียไหว ว่าไม่อยากทำงานแล้วอยากกลับบ้านเต็มที เพราะฉันไม่อยากอยู่ในสภาพแบบนี้อีกต่อไป วีซ่าก็ใกล้หมดเต็มที แต่ค่าแท็กก็ยังใช้ไม่หมดสักที มีแววว่ารอบนี้อาจต้องได้กลับบ้านมือเปล่าแน่

เฮียไหวก็แค่รับฟังแต่ช่วยอะไรฉันไม่ได้ จึงพูดปลอบใจฉันว่าให้อดทนและแนะนำว่าถ้าอยากทำงานอยู่ในสิงคโปร์ก็ควรทำการ์ดขาวเหมือนคนอื่นๆ จะได้ไม่ต้องวิ่งหนีตำรวจอีกต่อไป แต่ความคิดฉันเวลานั้นไม่ได้ต้องการอยากทำการ์ดขาว แต่อยากเลิกอาชีพขายตัวไปตลอดชีวิต

วันต่อมาเฮียหมงมารับฉันไปทำงานอีกตามปกติ พร้อมกับพูดให้กำลังใจ ว่าให้ฉันอดทนอีกหน่อย เหลืออีกแค่ 20 กว่ารอบก็จะหมดแท็กแล้ว ต่อไปฉันจะได้ทำงานเก็บเงินเป็นของตัวเองสักที จากนั้นก็มาส่งฉันทำงานที่ร้านเดิมกับแพรว บอกตรงๆ ว่าคืนนี้จิตใจฉันไม่ค่อยเป็นสุขเลย ทั้งเสียว ทั้งเสี่ยง และไม่ออกไปยืนเรียกลูกค้าหน้าร้านเหมือนทุกคืน เพราะหากมีสายของพวกเอ็นตีวายมาคอยสอดส่อง ฉันจะซวยอีก

เวลาผ่านมาถึง 5 ทุ่ม เหตุการณ์ยังคงเป็นปกติ ฉันคิดว่าคืนนี้คงพ้นขีดอันตรายแล้ว และคงไม่มีการวิ่งไล่จับแน่ เพราะแพรวบอกว่าผู้หญิงโดนจับไปเยอะแล้วน่าจะสงบไปได้สักพักแหละ ประกอบกับเลยช่วงเวลาที่พวกเอ็นตีวายจะออกมาไล่ล่า เพราะปกติจะออกมาช่วงหัวค่ำ

ตอนนั้นแพรวกำลังทำงานอยู่ในห้องกับลูกค้า ส่วนฉันยืนเรียกแขกอยู่หน้าร้าน แล้วก็มีลูกค้าเดินเข้ามาคุยกับฉันเพื่อตกลงราคาซื้อบริการ กระทั่งกำลังจะพากันเข้าห้อง แล้วจู่ๆ ก็มีผู้ชายอีกคนหนึ่งเดินตามหลังฉันมาติดๆ พร้อมกับเข้ามาคว้าข้อมือฉันไว้อย่างแน่น ขณะนั้นลูกค้าเห็นท่าไม่ดีจึงรีบแผ่นหนีเอาตัวรอดไปอย่างไว

พอฉันหันไปมองคนที่คว้าข้อมือฉัน ก็เห็นเป็นชายรูปร่างสูงใหญ่ ตัวดำปิ๊ดปี๋หน้าตาละม้ายคล้ายกับพวกอินเดียผสมอิสลาม แต่งกายแบบสากลนอกเครื่องแบบ ฉันรู้เลยว่าไอ้ดำนี่ต้องเป็นพวกเอ็นตีวายแน่นอน วินาทีนั้นฉันอาศัยทีเผลอสะบัดแขนจนหลุด แล้ววิ่งตรงไปทางประตูหลังร้านเหมือนเช่นทุกครั้ง

แต่ปรากฏว่าด้านนอกมีพวกเอ็นตีวายในเครื่องแบบเป็นผู้หญิงสองคนตัวใหญ่ล่ำบึกสีผิวดำปิ๊ดปี๋ คอยดักรอฉันอยู่แล้ว ส่วนไอ้เอ็นตีวายคนแรกที่ฉันสะบัดแขนหลุดมาได้มันคงโมโหที่ฉันคิดหนี มันรีบเดินปรี่มากระชากผมฉันไว้เต็มขยุ้มมือแล้วจิกไว้แน่นอย่างโกรธแค้น

จากนั้นเอ็นตีวายหญิงสองคนที่ยืนอยู่ประตูหลังร้าน ก็กรูกันเข้ามากระชากคอเสื้อแล้วตบหน้าฉันอย่างจัง พร้อมกับพูดกระแทกเสียงใส่ฉันเป็นภาษาอังกฤษ
“รันอะเวย์...รันอะเวย์!”  หนีเหรอ...หนีเหรอ

ฉันต้องจำยอมอยู่ในท่ายืนสงบนิ่งไม่ขัดขืนใดๆ ขณะที่มันยังคงใช้มือจิกผมฉันไว้แน่นแล้วดึงเอนไปด้านหลังจนฉันต้องส่งเสียงร้องเพราะปวดแสบปวดร้อนหนังหัว ส่วนอีดำอีกคนยังคงใช้มือกระชากคอเสื้อฉันจิกไว้แน่น สภาพที่พวกมันทำกับฉันครั้งนั้นดูโหดร้ายมาก ราวกับว่าฉันเป็นนักโทษอุกฉกรรจ์ที่ไปฆ่าคนตาย หรือกำลังวิ่งหนีชิงทรัพย์ใครมาซะอย่างงั้น

พวกเอ็นตีวายใส่กุญแจมือฉันไพร่ไว้ที่ด้านหลัง แล้วพวกมันก็กระชากแขนฉันออกมายืนรวมกับผู้หญิงคนอื่นๆ อีก 10 กว่าคน ที่บริเวณหน้าร้าน ตอนนั้นพวกเรากลายเป็นจุดสนใจของลูกค้าที่กำลังเดินพลุกพล่านอยู่ในซอยเกลัง จนต้องพากันหยุดยืนมุงดูพวกเราถูกรวบตัวอย่างน่าอับอาย ส่วนฉันก็ยืนเคว้งคว้างทำอะไรไม่ถูก ได้แต่บ่นพึมพำอยู่ในใจ

“ไม่น่าเลยกู...ไม่น่าเลยกู”
ตอนนั้นแพรวออกมายืนดูฉันถูกจับกุมด้วยสีหน้าเศร้าซึม เธอคงคิดไม่ถึงว่าวันนี้ฉันจะพลาดท่าถึงคราวซวยจนได้ ขณะเดียวกันอีดำทั้งสองก็แผดเสียงตะคอกถามฉันเป็นภาษาอังกฤษ

“พาสปอร์ตอยู่ที่ไหน?” ฉันส่ายหน้าบอกว่าไม่มี
แพรวซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลจากฉัน เธอได้ยินคำถามจึงวิ่งเข้าไปในร้านแล้วนำกระเป๋าสะพายของฉันมายื่นให้อีดำทั้งสอง แล้วบอกว่าเป็นกระเป๋าของฉัน อีดำกระชากกระเป๋าจากมือแพรวแล้วเปิดซิปเททุกอย่างลงกับพื้นอย่างไร้มารยาท แต่ในกระเป๋าไม่มีของมีค่าใดๆ นอกจากเครื่องสำอางแค่ไม่กี่ชิ้นกับกระเป๋าสตางค์ที่มีเงินอยู่แค่ 20-30 เหรียญ

แต่แล้วฉันก็เห็นเงินสิงคโปร์หลายสิบใบถูกเทออกมาจากกระเป๋า มารู้ทีหลังว่าเงินจำนวนนั้นคือเงินค่าตัวทั้งหมดที่ฉันทำงานได้ในคืนนั้นรวม 300 กว่าเหรียญ ซึ่งแพรวต้องเก็บไว้ส่งให้เฮียหมงทุกครั้งที่มารับฉันกลับที่พัก แต่วันนี้เธอกลับยัดใส่กระเป๋าให้ฉันไว้ติดตัว

ฉันหันไปมองหน้าแพรวด้วยความซาบซึ้งน้ำใจที่เธอช่วยเหลือฉันครั้งนี้ ซึ่งเธอก็คงเข้าใจความหมายดีว่าฉันอยากขอบคุณเธอที่อุตส่าห์ยัดเงินจำนวนนั้นมาให้ฉัน จากนั้นไอ้พวกเอ็นตีวายก็ต้อนพวกเราทุกคนขึ้นไปรวมกันบนรถที่มันขับมาจอดรออยู่หน้าปากซอย จุดหมายปลายทางของพวกเราก็คงไม่พ้นคุกแน่นอน ซึ่งฉันก็ยังไม่รู้ว่าต้องถูกกักขังไปอีกนานแค่ไหนถึงจะได้กลับเมืองไทย

นั่นเป็นครั้งสุดท้าย ฉันจะไม่มีโอกาสได้กลับมาเกลังอีกต่อไป ทุกอย่างจบลงอย่างไม่ยุติธรรม เพราะเงิน 300 เหรียญที่แพรวยัดใส่กระเป๋ามาให้ฉัน มันคือเงินปลดหนี้ที่ฉันจะไม่ต้องเป็นทาสของสองผัวเมียอีกต่อไป แต่ฉันดวงซวยดันมาโดนจับในวันนี้พอดี คิดแล้วก็เหมือนโชคชะตาเล่นตลกกับฉันแท้ๆ

คงไม่ต้องอธิบายหรอกนะว่าฉันจะเสียใจแค่ไหนที่ต้องมาโดนจับในวันหมดหนี้พอดี ฉันถามตัวเองอยู่ตลอดเวลา ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตฉันวะ ทำไมโชคชะตาต้องทำกับฉันแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่ฉันเพิ่งออกจากคุกไทยมาได้ยังไม่ถึง 1 เดือนเลยก็ต้องมาเข้าคุกต่างแดนต่ออีกแล้วเหรอ

คิดแล้วก็อยากร้องไห้ออกมาดังๆ กับเรื่องเลวร้ายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เพราะมันทำให้ความฝันฉันต้องสลายไปในพริบตากับสิ่งที่คาดหวังไว้ ว่าจะหอบเงินก้อนโตกลับไปตั้งหลักที่เมืองไทย หรืออย่างน้อยที่สุดก็ขอแต่เศษเงินติดมือกลับมาเป็นค่าเช่าห้องซุกหัวนอนชั่วครู่ชั่วคราวก็ยังดี แต่นอกจากจะไม่เป็นอย่างที่วาดฝันไว้แถมยังต้องมาติดคุกและเสียตัวฟรีอีกต่างหาก

เมื่อมาถึงสถานกักกันของพวกเอ็นตีวาย ซึ่งก็ไม่ต่างจากโรงพักในเมืองไทยบ้านเรา คือมีห้องขังแยกหญิง-ชายเป็นสัดส่วน จากนั้นพวกเราก็ถูกแยกตัวไปสอบปากคำทำประวัติเบื้องต้น เพื่อดำเนินเรื่องส่งตัวกลับภูมิลำเนาต่อไป
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง

“สตีฟ จ็อบส์” หนึ่งในบุคคลสำเร็จท่านหนึ่งของโลก ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาคือผู้ที่เปลี่ยนโลก และเป็นผู้ก่อตั้งแอปเปิลคอมพิวเตอร์

การ์ตูนล้อเลียน by น้าชู