OPINION

เกลัง...ครั้งหนึ่งที่เคยไป ตอน 12

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
11 พ.ค. 2561
หลังจากพวกเอ็นตีวายวิ่งผ่านไปได้ไม่กี่นาที ฉันก็ทำท่าจะลุกออกจากโต๊ะอาหาร แต่ชายคนหนึ่งพูดทักท้วงฉันเป็นภาษาจีนปนอังกฤษ ประมาณว่ายังไปไม่ได้นะ เพราะตำรวจยังวิ่งไล่จับผู้หญิงอยู่เลย ถึงแม้ฉันจะฟังภาษาไม่ค่อยออก แต่กิริยาที่เขาแสดงออกก็พอเข้าใจได้ว่าเขายินดีที่จะให้ฉันนั่งได้ต่อไป

แล้วชายอีกคนหนึ่งก็ส่งถ้วยข้าวสวยมาวางไว้ที่ด้านหน้าฉัน แล้วกล่าวเชื้อเชิญเป็นภาษาจีนว่าให้ฉันกินข้าวร่วมกับพวกเขาได้ แต่อารมณ์นั้นฉันกินอะไรไม่ลงจริงๆ และไม่กล้ากินด้วยแหละ เพราะแค่เขายอมให้นั่งร่วมโต๊ะด้วยก็เกรงใจมากพอแล้ว จึงได้แต่นั่งคีบตะเกียบไว้ในมือแล้วส่งสายตาสอดส่ายไปรอบๆ เห็นผู้หญิงหลายคนยังคงวิ่งหนีตำรวจกันจ้าละหวั่นไปทั่วทั้งซอย

ฉันนั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารนานกว่าสิบนาที โดยพูดคุยกับพวกเขาไปเรื่อยเปื่อยด้วยภาษาจีนปนอังกฤษแบบมั่วๆ ก็เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ขำๆ กันไป กระทั่งแน่ใจว่าเหตุการณ์เป็นปกติดีแล้วจึงขอตัวชายจีนทั้งสามพร้อมกับยกมือไหว้ขอบคุณพวกเขาเป็นการใหญ่ที่ช่วยให้ฉันรอดการจับกุมครั้งนี้มาได้

ตอนนั้นฉันรู้สึกซาบซึ้งน้ำใจชาวจีนสิงคโปร์ทั้งสามเป็นอย่างยิ่ง ที่เขาไม่รังเกียจผู้หญิงขายบริการอย่างฉันให้นั่งร่วมโต๊ะ เพียงเพื่ออยากช่วยเหลือฉัน แต่ขณะเดียวกันพวกแขกดำสัญชาติอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งอยู่ในชุดเครื่องแบบตำรวจดูโหดร้ายน่ากลัว กลับวิ่งไล่ล่าจับฉันอย่างเอาเป็นเอาตาย

ฉันเดินกลับมาที่ร้านพบแพรวและสาวต่างด้าวทั้งสองคนกำลังยืนคุยกันอยู่ที่หน้าร้าน เมื่อทุกคนเห็นฉันเดินเข้ามาในร้าน ต่างก็แสดงสีหน้าตื่นเต้นดีใจ เพราะคิดว่าฉันคงโดนจับไปแล้ว ส่วนแพรวหลังจากเห็นรอยยิ้มเธอได้ไม่กี่วินาทีก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าเศร้าสลดทันที แล้วเธอก็บอกข่าวร้ายแก่ฉันว่า “น้องเล็กโดนพวกเอ็นตีวายจับตัวไปแล้วนะ!”

ตอนนั้นฉันได้แต่ยืนก้มหน้าคอตกหมดอาลัยตายอยาก เมื่อรู้ข่าวว่าเพื่อนโดนจับ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าอย่างไรซะน้องเล็กต้องไม่รอดแน่ แต่ฉันก็ไม่อยากรับรู้ข่าวนี้

คืนนั้นแพรวโทรศัพท์ไปบอกเฮียหมงให้มารับฉันกลับที่พัก พร้อมกับบอกข่าวร้ายว่าน้องเล็กโดนตำรวจจับ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเฮียหมงก็มารับฉันออกจากร้าน ขณะที่นั่งอยู่ในรถฉันกับเฮียหมงต่างนั่งนิ่งเงียบ มันก็ไม่พูดอะไรสักคำเกี่ยวกับเรื่องน้องเล็กโดนตำรวจจับ

ตอนนั้นฉันรู้สึกผิดที่ไม่ยอมเชื่อฟังคำสั่งของเฮียหมง นี่ถ้าฉันกับน้องเล็กยอมทนหลับหูหลับตาทำงานกับพวกจีนและอินเดียในป่ารกแห่งนั้น น้องเล็กก็คงไม่โดนจับและเราสองคนอาจใช้หนี้หมดแท็กซ์ในคืนนี้ก็ได้ ความรู้สึกผิดทำให้ฉันต้องกล่าวอะไรบางอย่างกับเฮียหมงเพื่อเป็นการขอโทษที่ไม่เชื่อฟังกัน

“เฮียหมง…อั๊วขอโทษนะ ถ้าเชื่อเฮียตั้งแต่แรกน้องเล็กก็คงไม่โดนจับ”
“ผู้หญิงที่ไซต์งานก็โดนจับไปหมดแล้ว” เฮียหมงตอบหน้านิ่ง
“อ้าว...ที่นั่นก็โดนตำรวจลงด้วยเหรอเฮีย?”
“ใช่ซิ…อาใจบอกว่าพวกลือต้องโทรไปแจ้งตำรวจ!”
“จะบ้าเหรอเฮีย ทำไมอีมาโทษอั๊วแบบนี้ล่ะ อั๊วยังใช้โทรศัพท์ไม่เป็นด้วยซ้ำ”
“ก็อีบอกว่าพวกลื้อทะเลาะกับอี”

เฮียหมงพูดเชิงสงสัยว่าอาจเป็นฉันที่เป็นคนโทรไปแจ้งตำรวจให้ไปจับผู้หญิงพวกนั้นทั้ง 4 คน พร้อมกับไอ้ตาสันต์ก็โดนตำรวจรวบตัวไปด้วยเช่นกัน เหลือแต่ยัยใจที่หนีเอาตัวรอดไปได้ นางจึงโทรศัพท์ไปบอกยัยจี๋ ว่าตำรวจบุกป่าเข้าไปจับพวกเธอตอนสองทุ่ม โดยยัยใจสงสัยว่าเป็นฝีมือฉันกับน้องเล็กโทรศัพท์ไปแจ้งตำรวจ เหตุเพราะเธอกับน้องเล็กเกิดปะทะคารมกันเรื่องไม่ยอมทำงาน

คืนนั้นฉันกลับมาถึงที่พักก็นอนไม่หลับ กระวนกระวายใจเป็นห่วงแต่น้องเล็ก ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นอย่างไร เพราะรู้ว่าน้องเล็กมีเงินติดตัวแค่ไม่กี่สิบเหรียญ ไม่พอซื้อตั๋วค่าเครื่องบินกลับบ้านแน่ ป่านนี้นางคงโกรธฉันมากที่พานางมาลำบาก ต้องนอนกับผู้ชายตั้งหลายสิบคนทั้งเจ็บใจและเสียตัวฟรีแถมไม่ได้เงินติดมือกลับบ้านอีกต่างหาก

คิดแล้วก็เริ่มนึกถึงตัวเอง ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้ชะตากรรมจะเป็นอย่างไร ก็ได้แต่หวังว่าสองผัวเมียจะไม่ทอดทิ้งฉันกับน้องเล็ก และต้องนำเงินส่งไปช่วยค่าตั๋วโดยสารให้น้องเล็กได้กลับบ้านไวๆ ด้วยเถอะ

เช้าวันรุ่งขึ้น ฉันบอกเรื่องน้องเล็กโดนตำรวจจับให้เฮียไหวรู้ แต่ดูเหมือนแกจะไม่อาทรร้อนใจสักเท่าไร ราวกับเป็นเรื่องปกติที่ผู้หญิงมาทำงานในสิงคโปร์แล้วต้องโดนตำรวจจับ เฮียไหวจึงพูดปลอบใจฉันว่าไม่ต้องกังวลใจเรื่องนี้ อย่างไรซะเฮียหมงกับพี่จี๋ก็ต้องดำเนินเรื่องส่งเงินค่าตั๋วไปให้น้องเล็กแน่นอน เพราะเป็นกฎกติกาของเฮียหมงอยู่แล้ว ว่าถ้าผู้หญิงคนไหนโดนตำรวจจับก่อนหมดแท็กซ์ เฮียหมงจะรับผิดชอบส่งเงินค่าตั๋วให้ทุกคน ยกเว้นคนที่หมดแท็กซ์แล้วต้องออกค่าใช้จ่ายเอง

เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็ค่อยโล่งใจขึ้นมาหน่อย ที่สองผัวเมียรับผิดชอบเรื่องนี้ เพราะถ้าไม่มีเงินค่าตั๋วน้องเล็กต้องติดคุกยาวแน่ ระบบนี้ไม่ต่างจากประเทศอื่นๆ คือถ้าใครไปขายบริการในต่างประเทศแล้วโดนตำรวจจับ ทุกคนจะต้องออกเงินซื้อตั๋วเครื่องบินเอง แต่ถ้าไม่มีเงินซื้อก็ต้องติดคุกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีญาติหรือคนใจดีช่วยออกเงินให้คนละนิดคนละหน่อยจนครบค่าตั๋วเมื่อไหร่ก็ได้กลับบ้านเมื่อนั้น

วันรุ่งขึ้น เวลา 5 โมงเย็น เฮียหมงยังคงมารับฉันไปทำงานที่เกลังตามปกติ ทั้งที่เหตุการณ์ไม่ค่อยปกติ แต่สองผัวเมียก็ยังส่งฉันมาทำงาน โดยไม่สนใจว่าชะตากรรมฉันจะเป็นอย่างไร แล้วคืนนั้นทั้งร้านก็มีฉันกับแพรวมาทำงานแค่ 2 คน ส่วนผู้หญิงเวียดนามอีก 2 คนถูกเถ้าแก่สั่งให้หยุดงานชั่วคราวจนกว่าเหตุการณ์ในเกลังจะเป็นปกติพวกเธอถึงจะกลับมาทำงานตามเดิม

คืนนั้นงานรอบแรกของฉันเริ่มขึ้นในเวลา 6 โมงเย็นและรอบอื่นๆ ก็ตามมาเรื่อยๆ ยิ่งในร้านมีฉันกับแพรวทำงานอยู่แค่สองคนโอกาสที่จะได้งานหลายรอบจึงมีมากกว่าทุกคืนที่ผ่านมา ดีไม่ดีคืนนี้ฉันอาจโชคดีหมดแท็กก็ได้นะ ถ้ารับแขกไหวและไม่ต้องวิ่งหนีตำรวจ

กระทั่งช่วงเวลาประมาณ 2 ทุ่ม ขณะที่ฉันอยู่ในห้องกับลูกค้าชาวจีน วัยประมาณ 30 กว่าปี ที่เพิ่งจะเข้าห้องมาได้ไม่ถึง 5 นาทีดีเลย คือพูดง่ายๆ ว่าเพิ่งจะแก้ผ้ายังไม่ทันได้ทำอะไรกันเลย แล้วเสียงเคาะประตูห้องก็ดังรัวๆ ไม่หยุด ตามมาด้วยเสียงตะโกนเป็นภาษาอังกฤษ

“Open Open!!”  เปิดประตูเดี๋ยวนี้
วินาทีนั้นฉันทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนจ้องหน้าแขก ประมาณว่ากูจะทำอย่างไงดีวะ แล้วฉันก็ส่ายหัวขอร้องเขาว่าห้ามเปิดประตูเด็ดขาด เพราะรู้ว่าต้องเป็นตำรวจแน่นอน ส่วนลูกค้าซึ่งอยู่ในสภาพถอดเสื้อแต่ยังคงนุ่งกางเกง เขาก็ยืนหน้าเหวอทำอะไรไม่ถูกเช่นกันและคงรู้ว่าฉันกลัวมาก เราสองคนอยู่ในวิกฤติกดดันลนลานและจนตรอก

ฉันมองไปที่หน้าต่างภายในห้อง ซึ่งมีอยู่บานเดียว แต่พอเปิดดูแล้ว ถ้าหนีออกทางนี้ต้องไม่รอดแน่ เพราะสามารถเดินเข้าไปด้านหลังร้านคนอื่นๆ ได้ แต่คงไม่มีใครยอมให้ฉันเข้าไปหลบแน่ เพราะจะพากันซวยโดนจับไปด้วย แล้วลูกค้าก็ชี้ทางให้ฉันเข้าไปหลบใต้เตียงขนาด 3 ฟุตครึ่งพร้อมกับทำท่าขยับเตียงยกขึ้นพอให้ฉันสอดตัวเข้าไปได้

ฉันไม่รอช้ารีบหอบเสื้อผ้าคว้ารองเท้ากลิ้งตัวเข้าไปหลบอยู่ใต้เตียง ทั้งที่รู้ว่าเป็นวิธีที่สิ้นคิดมากและอาจซวยโดนจับได้ง่ายๆ ตอนนั้นสถานการณ์ชุลมุนวุ่นวายมากและเกิดขึ้นภายในไม่กี่วินาที เสียงเคาะประตูก็ยังคงรัวดังลั่นไม่ขาดระยะ แล้วลูกค้าก็เดินไปเปิดประตู

ตอนนั้นฉันรู้สึกอนาถตัวเองเหลือเกินที่ต้องอยู่ในสภาพเช่นนั้น มันเป็นรสชาติของชีวิตบัดซบจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าคนอื่นจะเคยมีชะตากรรมเหมือนฉันหรือเปล่า ก็ได้แต่นึกถึงคุณพระคุณเจ้าให้ช่วยคุ้มครองให้รอดพ้นการจับกุมครั้งนี้ด้วยเถอะ

ทันทีที่ประตูเปิดออก เสียงคนเดินด้วยรองเท้าคอมแบตก็กรูกันเข้ามาในห้อง 2-3 คน แล้วเสียงสนทนากับลูกค้าก็ดังขึ้นแค่ไม่กี่วินาทีพวกมันก็พากันออกไป เหลือแต่ฉันที่ต้องนอนหมอบอยู่ใต้เตียงไปอีกหลายนาที เพื่อรอให้สถานการณ์สงบลง กระทั่งแพรวเดินเข้าช่วยยกเตียงแล้วพาฉันออกมาด้วยสารรูปเปรอะเปื้อนฝุ่นกับหยากไย่ติดหัวกระบาลเต็มไปหมด ซึ่งฉันก็ไม่เข้าใจว่ารอดมาได้อย่างไร?
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การมีมิตรช่วยส่งเสริมให้ชีวิตเราไปในทิศทางที่ดี...ช่างน่ายินดียิ่งกว่าถูกหวย...ซึ่งกัลยาณมิตรในที่นี้ผู้เขียนหมายความหลากหลายเช่น เพื่อน  คู่ชีวิต หรือผู้ให้คำปรึกษา ฯลฯ แล้วสถานที่ไหนล่ะ...ที่ทำให้เรามีโอกาสเจอคนเหล่านี้มากขึ้น?
แมวก็คือแมว แมวคือสัตว์ที่สามารถคอนโทรลมนุษย์อย่างเราๆได้ (ได้ยังไงเนี่ย) ความเก่งกาจและความฉอเลาะของเจ้าแมวแต่ละตัวมีความต่างกัน บางตัวขี้อ้อนเป็นนิสัย บางตัวหยิ่งอย่าเข้าใกล้ แต่บางตัวก็นิ่งเมินเฉยจะทำอะไรก็ไม่สน นั่นล่ะ..แมว จะด้วยนิสัยหรืออะไรก็ตาม ตัวผู้เขียนก็ถูกแมวคอนโทรลเป็นที่เรียบร้อย ในทุกวันเราจะเดินไปเล่นกับแมวแถวบ้าน นั่งเกาคางเกาตัว เล็กๆน้อยๆเราว่านี่คือความสุขที่แมวให้เราได้ในทุกวัน ซึ่งสิ่งใดๆก็ตามที่แมวทำให้เรานั้น เราไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร แต่ขอเรียกว่า นี่คือความแมวของแมวนั่นล่ะ