OPINION

เกลัง...ครั้งหนึ่งที่เคยไป ตอน 11

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
2 พ.ค. 2561
ฉันเห็นสารรูปคนงานพวกนี้และสถานที่ทำงานแล้วรู้สึกอนาถใจอย่างบอกไม่ถูก จนต้องตั้งคำถามกับตัวเองมากมายว่า นี่คือสิ่งที่ฉันต้องทำเพื่อเอาตัวรอดอย่างนั้นหรือ? มันเป็นงานที่ฉันจำเป็นต้องทำไหม? แล้วฉันมีสิทธิ์เลือกที่จะทำหรือไม่ทำก็ได้ใช่ไหม?

เมื่อหันไปถามความคิดเห็นจากน้องเล็ก ซึ่งกำลังแสดงสีหน้าสะอิดสะเอียนกับสถานการณ์เบื้องหน้าและสารรูปคนเหล่านั้น

“มึงว่าไงน้องเล็ก?”
“กูไม่ทำงานกับไอ้พวกนี้เด็ดขาด เป็นไงเป็นกัน!”
“งั้นเดี๋ยวกูให้ไอ้สันต์โทรศัพท์ตามไอ้หมงมารับพวกเรา”
“มึงรีบๆ เลยหนิง กูอยากออกไปจากที่นี่ก่อนจะมืดค่ำไปกว่านี้”
ฉันเดินไปบอกตาสันต์ว่าช่วยโทรศัพท์ไปบอกเฮียหมงให้มารับพวกเราด้วย และฉันขอไม่ทำงานที่นี่ ตาสันต์ได้ยินเช่นนั้นก็แสดงท่าทีอารมณ์เสียใส่ฉันทันที เพราะนั่นหมายถึงสองผัวเมียต้องขาดรายได้จากการเก็บค่าหัวคิวจากลูกค้าที่มาใช้บริการรายละ 5 เหรียญ

ตาสันต์ทำท่าอิดออดไม่อยากออกไปโทรศัพท์ซึ่งเป็นตู้สาธารณะอยู่ที่โกดัง แถมยังพูดจาถากถางว่าเราสองคนเรื่องมาก ถ้าอยากสบายทีหลังก็ไม่ต้องมาทำงาน ให้หาผัวเลี้ยงดูอยู่กับบ้านเถอะ แต่ฉันไม่สนใจคำพูดเหล่านั้น ยังคงยืนกรานให้มันออกไปโทรศัพท์เรียกเฮียหมงมารับพวกเราโดยด่วน

ฝ่ายยัยใจ ซึ่งนั่งฟังเราสองคนรบเร้าให้ผัวนางออกไปโทรศัพท์ นางจึงแส่คำพูดออกมาด้วยอารมณ์โกรธจัดและไม่พอใจอย่างแรง “พี่สันต์ รีบๆ ออกไปโทรศัพท์ให้เฮียหมงมารับมันเร็วๆ เห็นแล้วรำคาญว่ะ”

น้องเล็กได้ยินยัยใจพูดจาไม่ค่อยเข้าหู ทั้งที่เป็นคนไทยด้วยกัน จึงออกอาการไม่พอใจบ้าง แล้วสวนคำพูดแรงๆ ปะทะกลับไปจนเกือบจะมีเรื่องตบตีกันในป่า ฉันต้องรีบแยกน้องเล็กออกมาห่างๆ เพื่อไม่ให้ต่อปากต่อคำกัน เพราะบรรยากาศเปลี่ยวๆ กลางป่ากลางดงอย่างนี้ ยัยใจอาจยุให้พวกบ้ากามรุมทึ้งแล้วทำร้ายเราสองคนได้

ระหว่างที่นั่งรอให้เฮียหมงขับรถมารับ บรรยากาศก็ค่อยๆ มืดมัวลงไปทุกที ตาสันต์จึงจุดตะเกียงและจุดเทียนไขอีกหลายแท่งตั้งไว้ตามจุดต่างๆ เพื่อให้พอมีแสงสว่างแก่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ
ตอนนั้นลูกค้าหลายสิบคนพากันมานั่งรอยืนรอต่อคิวอย่างไม่ขาดระยะ ขณะที่สาวๆ ทั้ง 4 คนยังคงผลัดกันรับแขกอย่างไม่หยุด ช่วงเวลานั้นลูกค้าไม่ต้องเลือกหน้าตาผู้หญิงแล้วว่าใครเป็นใคร เอาเป็นว่าห้องไหนว่างก็เดินเข้าไปปลดปล่อยความใคร่กันเลย

ให้ตายเถอะ!! ตั้งแต่ฉันอยู่วงการนี้มานาน ไปทำงานก็หลายประเทศ แต่ไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็นรูปแบบการขายบริการเช่นนี้มาก่อน คิดแล้วก็ไม่อยากเชื่อว่าเรื่องอุบาทว์แบบนี้มันเกิดขึ้นกับมนุษย์เราได้ยังไง!?

นี่ถ้าฉันไม่ได้มาเห็นกับตาก็คงไม่เชื่อว่าเรื่องแบบนี้มีจริง และไม่เข้าใจว่าทั้ง 4 สาวที่กำลังทำงานคิดอะไรกันอยู่ ทำไมถึงยอมทำงานกับลูกค้ากลุ่มนี้โดยไม่มีข้อแม้และไม่นึกรังเกียจเดียดฉันท์เลยหรือไร? ก็ต้องขอยอมรับว่าพวกเธอสุดยอดอึด ทรหดอดทนและมีความตั้งใจมาหาเงินกันจริงๆ โดยไม่เลือกรูปร่างหน้าตาคนที่จะมานอนทับร่าง ยอมรับว่าฉันเทียบพวกเธอไม่ติดฝุ่น

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป ไอ้เฮียหมงก็แบกสีหน้าเป็นส้นตีนมารับเราสองคน ระหว่างทางที่นั่งอยู่ในรถ สถานการณ์ค่อนข้างตึงเครียด เพราะทุกคนต่างนั่งนิ่งเงียบ ไอ้หมงก็เช่นกันไม่พูด ไม่ถามอะไรฉันสักคำ ว่าเพราะเหตุใดถึงไม่ทำงาน หรือว่าตาสันต์คงรายงานไปหมดเรียบร้อยแล้ว

ฉันรู้ว่าไอ้หมงคงโกรธและไม่พอใจอย่างแรง ที่เราสองคนไม่ยอมทำงานในครั้งนี้ ฉันทนนั่งนิ่งคร่ำเครียดอยู่ได้ไม่นาน จึงต้องเป็นฝ่ายพูดให้มันรู้สึกดีขึ้น

“เฮียหมง...อั๊วขอโทษด้วย ที่ทำงานตรงนี้ไม่ได้จริงๆ”
“ไม่เป็นไร ถ้าพวกลื้อไม่อยากทำที่นั่นก็กลับไปทำที่เกลังอย่างเดิม” ไอ้หมงกล่าวด้วยสีหน้านิ่ง
น้องเล็กจากที่หน้างอเป็นส้นตีนอีกคน ก็กลับมาตีสีหน้ายิ้มแย้ม นางคงดีใจที่ไม่ต้องทำงานกับคนกลุ่มนั้น ถึงแม้ต้องกลับไปทำที่เกลังซึ่งต้องเสี่ยงกับการวิ่งหนีตำรวจแทบทุกคืน แต่เราก็ยังมีโอกาสได้เลือกทำงานกับลูกค้าได้บ้าง

คืนนั้นฮียหมงพาเราสองคนกลับมาทำงานที่เกลังอย่างเดิม แล้วสั่งว่าจะกลับมารับอีกทีตอนตี 3 ฉันกับน้องเล็กกลับมาสู่บรรยากาศเดิมๆ อีกครั้ง คืนนี้สถานการณ์ดูคึกคักกว่าเมื่อวาน เพราะวันเป็นวันเงินเดือนออกของพวกอินเดียและบังกลาเทศ วันนี้จึงเป็นวันที่พวกเขาจะได้ปลดปล่อยอารมณ์ใคร่ อารมณ์ดิบให้สมใจอยากอย่างเต็มที่ หลังจากที่ทนยืนดูสาวๆ เป็นอาหารตาอย่างอดอยากหิวโหยมาทั้งเดือน

คิดแล้วก็น่าเห็นใจแขกพวกนี้นะ ที่ต้องจากลูกเมียมาหากินต่างแดน กว่าจะได้กลับไปพบกันแต่ละครั้งต้องอดทนรอคอยเป็นเวลานานปี หลายคนทนไม่ไหวที่จะอดเปรี้ยวไว้กินหวานกับเมียของตน สุดท้ายก็ต้องจำยอมสละเงินเป็นค่าบำบัดความใคร่เพียงแค่ไม่กี่นาที ซึ่งเงินจำนวนนั้นหากพวกเขาส่งไปให้ลูกเมียกินใช้ก็น่าจะอยู่ได้หลายวันอยู่นะ

คืนนั้นฉันกับน้องเล็กเริ่มงานรอบแรกในเวลาเกือบ 3 ทุ่ม เราผลัดกันเข้าห้องทำงานไม่ขาดระยะ จนได้งานไปคนละ 4-5 รอบ กระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึง 5 ทุ่ม เหตุการณ์ที่ไม่ปกติก็เกิดขึ้นจนได้ เป็นไปตามที่เฮียหมงคาดหมายไว้จริงๆ ที่บอกว่าช่วงนี้ตำรวจเอ็นตีวายออกปฏิบัติการไล่ล่ากวาดล้างพวกที่ไม่มีบัตรทำงานอย่างจริงจัง

ขณะที่ฉันกำลังยืนเรียกแขกอยู่หน้าร้านพร้อมกับเด็กต่างด้าวอีก 2 คน ส่วนน้องเล็กกำลังขึ้นแขกอยู่ในห้อง ตอนนั้นไม่มีใครทันระวังพวกเอ็นตีวาย เพราะมัวแต่แหกปากเรียกลูกค้าอย่างเดียว แล้วเสียงแพรวก็ตะโกนขึ้นอย่างร้อนรน
“ไปหลังบ้าน ไปหลังบ้านเร็วๆ”

แค่ไม่กี่วินาที พวกเอ็นตีวาย 3 คน ก็กรูกันเข้ามาในร้าน แล้วตรงไปกระชากประตูห้องที่น้องเล็กกำลังทำงาน ฉันเดาว่าวันนี้เธอต้องไม่รอดการจับกุมแน่ ส่วนฉันโชคดีที่ชิงวิ่งออกทางหลังร้านอย่างฉิวเฉียด โดยไอ้เอ็นตีวายก็พยายามเอื้อมมือหมายจะกระชากตัวฉันให้ได้ แต่ไม่ทัน

จากนั้นมัน 2 คนก็วิ่งไล่จับฉันตามหลังมาติดๆ กระทั่งฉันวิ่งมาโผล่ที่ร้านอาหารซีฟู้ด หน้าปากซอยเกลังที่เท่าไหร่ไม่รู้ บริเวณนั้นมีแต่ร้านขายอาหารสารพัดมากมายอยู่ตามข้างถนนแบบเปิดโล่ง ฉันยืนหันซ้ายหันขวาไม่รู้จะวิ่งไปทางไหนดี ขณะนั้นมีหนุ่มใหญ่ชาวจีน 3 คน กำลังนั่งกินอาหารร่วมกัน

ดูเหมือนพวกเขาจะรู้ว่าฉันกำลังวิ่งหนีตำรวจออกมาจากเกลัง เพราะบริเวณนั้นเกิดเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายไปทั่วทั้งซอย หนุ่มชาวจีน 1 ใน 3 พยักหน้าส่งซิกเรียกให้ฉันเข้ามานั่งร่วมโต๊ะกับพวกเขา ตอนนั้นฉันไม่มีทางเลือก จึงตัดสินใจเข้าไปมั่วนั่งร่วมโต๊ะตามคำชักชวน ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

ขณะนั้นพวกเอ็นตีวายหลายคนยังคงตะเวนไล่จับผู้หญิงคนอื่นๆ อย่างไม่เลิกรา สถานการณ์ยามนั้นฉันทั้งตื่นเต้น ใจเต้น กลัวก็กลัว ไอ้พวกเอ็นตีวายคงไม่คิดหรอกว่าฉันจะกล้ามั่วเข้ามานั่งร่วมโต๊ะกับคนแถวนั้น จึงพากันวิ่งผ่านเลยไปต่อหน้าต่อตาอย่างไม่สงสัย
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การทำ social distancing ด้วยการอยู่บ้านหรือที่เรียกว่า “self quarantine” หรือ “กักตนเอง” นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับมนุษย์ส่วนใหญ่
ต่อให้เฆี่ยนด้วยหวายลงยาก็ไม่กลัว ต่อให้ควายธนูมัดรวมกันสิบตัวก็ไม่หาย วิญญาณอาฆาตพวกนี้การันตีว่ามีอยู่จริง และคนไทยกลัวมากที่สุด