OPINION

ฮ่องกง นรกในเกาะสวรรค์ ตอน 8

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
8 ม.ค. 2561
หลังจากคุยกันได้ไม่กี่นาที อาเหลียงก็แบกทีวีเข้าไปเก็บในบ้านแล้วคว้าจักรยานคันใหญ่รุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พาฉันซ้อนท้ายพร้อมกับช่วยสะพายกระเป๋าสัมภาระขนาดเล็กที่ฉันหิ้วติดตัวมาด้วย จากนั้นก็ปั่นไปเรื่อยๆ ประมาณ 10 นาทีก็มาโรงแรมแห่งหนึ่ง สภาพค่อนข้างเก่า เป็นตึก 2 คูหา สูง 3 ชั้น แต่มีหลายห้องติดกัน

อาเหลียงสั่งให้ฉันนั่งรอที่เก้าอี้รับแขกกลางห้องโถงของโรงแรม โดยเขาเป็นฝ่ายเดินเข้าไปติดต่อเปิดห้องพัก ไม่กี่นาทีต่อมาอาเหลียงก็ยื่นกุญแจห้องให้ฉันแล้วร่ำลาจากไป โดยพูดทิ้งท้ายไว้ว่า “พรุ่งนี้ 9 โมงเช้าเขาจะมารับฉันไปเที่ยว”
หลังจากอาเหลียงแยกตัวไปแล้ว ผู้หญิงวัย 40 กว่าปีลักษณะคล้ายครึ่งจีนครึ่งไทยก็เดินออกมาต้อนรับฉัน นางพูดภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่วแล้วแนะนำตัวเองว่าเป็นคนไทย ชื่อ “เจ๊ทิพย์” (นามสมมุติ)

เจ๊ทิพย์บอกว่า มาได้ผัวอยู่ที่ซัวเถานานกว่า 20 ปีแล้ว ตอนนั้นฉันดีใจสุดฤทธิ์ที่ได้เจอคนไทยด้วยกัน ราวกับได้เจอญาติสนิทคนหนึ่ง จึงรู้สึกไม่โดดเดี่ยวอ้างว้าง

“หนูเป็นเด็กแท็กของเฮียลิ้มใช่มั้ย?”
“ใช่ค่ะ”
“ที่นี่เป็นโรงแรมชั้น 1 ที่ดีที่สุดในซัวเถา หนูสบายใจได้ถ้ามาพักที่นี่”
“ค่ะ เจ๊…”

ฉันยิ้มรับพร้อมกวาดสายตามองไปรอบๆ โรงแรม...นี่เหรอวะที่อีเจ๊บอกว่าเป็นโรงแรมชั้น 1 ทำไมมันเงียบเชียบเหมือนป่าช้าอย่างนี้วะ? ดูจากสภาพความเก่าแก่แล้วน่าจะเป็นโรงแรมที่สร้างขึ้นในเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พอๆ กับสะพานและจักยานของอาเหลียงนั่นแหละ 

แล้วถ้าเป็นโรงแรมระดับชั้น 2 ชั้น 3 สภาพจะเป็นอย่างไรเนี่ย ฉันนึกภาพไม่ออกจริงๆ แล้วเจ๊ทิพย์ก็สาธยายต่อไปว่า นางเป็นเมียเจ้าของโรงแรมแห่งนี้และมีหน้าที่คอยดูแลกิจการทุกอย่าง ส่วนใหญ่พวกเถ้าแก่ในฮ่องกงที่ส่งผู้หญิงไทยมาต่อวีซ่าก็จะให้มาพักที่โรงแรมของนาง เพื่อให้นางช่วยดูแลเรื่องความเป็นอยู่ และแนะนำเรื่องอื่นๆ ไปด้วย
จากนั้นเจ๊ทิพย์ก็ช่วยหิ้วกระเป๋าให้ฉันไปส่งถึงห้องพักบนชั้น 3 ซึ่งมีประมาณ 5 - 6 ห้อง แต่คืนนั้นมีฉันคนเดียวที่ขึ้นไปพักอยู่บนชั้น 3 ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเจ๊ทิพย์บอกว่าชั้น 2 มีลูกค้าเข้าพักเต็มทุกห้องแล้ว ถึงแม้จะดูวังเวงน่ากลัวมาก แต่ก็จำต้องพัก

สภาพภายในห้องพักไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากเตียงไม้เก่าๆ ขนาด 5 ฟุต กับที่นอนยัดนุ่นแบบ 3 พับ หมอน 2 ใบ ผ้าห่มเก่าๆ 1 ผืน และมุ้งสายเดี่ยวทรงคล้ายกระโจม มีเชือกอยู่ระหว่างกลางมุ้งเพื่อโยงติดกับเพดาน ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือภายในห้องพักไม่มีห้องน้ำห้องส้วมให้ใช้ เจ๊ทิพย์บอกว่าห้องน้ำต้องลงไปใช้รวมกันที่ชั้นล่างสุด ไม่ว่าจะอาบน้ำหรือถ่ายทุกข์หนักเบาก็ต้องลงไปชั้นล่างเท่านั้น ซึ่งมีให้บริการถึง 3 ห้องด้วยกัน

คืนนั้นฉันต้องเดินหอบผ้าตั้งแต่ชั้น 3 ลงมาอาบน้ำชั้นล่างสุด แต่พอเห็นสภาพห้องน้ำห้องส้วมก็แทบเป็นลม เพราะที่ถ่ายทุกข์ของโรงแรมชั้น 1 ยังคงเป็นส้วมหลุมแบบตามชนบทที่เรียกว่า “เว็จ”
บอกตรงๆ ว่าฉันแค่เหลือบมองลงไปเพียงแว๊บเดียวก็รู้สึกขยะแขยงเหลือเกินขอไม่บรรยายละกัน โดยเฉพาะกระดาษชำระดูแล้วก็ไม่ต่างจากกระดาษห่อโรตีสีขาวที่ใช้เส้นลวดเสียบไว้กับที่หมุนกระดาษ เพื่อสะดวกแก่การดึงใช้

คืนนั้นความเหนื่อยล้าจากการเดินทางอย่างทุลักทุเลจากฮ่องกงมาถึงซัวเถากินเวลา 10 กว่าชั่วโมง ทำให้ฉันหลับไปอย่างไม่รู้ตัว กระทั่งมารู้สึกตัวอีกทีเมื่อได้ยินเสียงเจ๊ทิพย์เคาะประตูห้องแล้วตะโกนเสียงดังอยู่หน้าห้อง “น้องตื่นเร็ว …อาเหลียงจะพาไปเที่ยวแล้วนะ”

เมื่อได้ยินแว่วๆ ว่าจะได้ไปเที่ยว ฉันก็หูผึ่งรีบลุกขึ้นอัตโนมัติ (ความรู้สึกยังนึกไปว่าถูกปลุกให้ลุกขึ้นมารับแขก! เมื่อแต่งตัวเสร็จสรรพฉันก็รีบลงไปหาอาเหลียงที่ด้านล่างตามกำหนดเวลาที่นัดกันไว้คือ 9 โมงเช้า ขณะนั้นในโรงแรมเริ่มพลุกพล่านไปด้วยลูกค้าที่เข้ามาพัก หลายคนกำลังนั่งจิบน้ำชา กาแฟ อ่านหนังสือพิมพ์ สุมหัวถกปัญหาสารพัดเรื่องตามประสาวิถีชีวิตคอกาแฟตามชนบททั่วไป ซึ่งที่ไหนๆ ก็มักจะเป็นในลักษณะนี้

วันนั้นอาเหลียงพาฉันซ้อนท้ายจักรยานคันใหญ่ไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ที่เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว สภาพบ้านเมืองของชาวจีนในซัวเถายังคงอยู่ในสภาพเก่าแก่และดูโบราณมาก ต่างจากทุกวันนี้ที่เจริญก้าวไกลไปไวมาก ผู้คนในยุคนั้นยังคงนิยมใช้จักรยานมากกว่าการใช้รถมอเตอร์ไซต์และรถยนต์ บรรยากาศยามเช้าในเมืองซัวเถาจึงสดชื่นเย็นสบายเพราะไร้มลพิษ แล้วสิ่งที่ฉันสังเกตเห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือ ประชากรทุกคนล้วนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าโทนสีมืดอึมครึม เช่น ขาว ดำ เทา น้ำตาล ส่วนทรงผมถ้าเป็นผู้หญิงต้องรวบตึงเป็นผมมวย หรือถักเปียให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ถ้าเป็นผู้ชายจะโกนทั้งศีรษะหรือตัดให้เตียนคล้ายทรงทหาร

ที่เป็นเช่นนี้เพราะเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ยังถูกปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ รัฐบาลจึงออกกฎบังคับไม่ให้ประชากรแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาด คราวนี้ฉันเริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมเฮียลิ้มถึงสั่งให้ฉันแต่งกายเช่นนี้ โดยไม่อธิบายเรื่องนี้ให้รู้ล่วงหน้า ก็เพราะเกรงว่าฉันจะกลัวและไม่กล้าไป

อาเหลียงพาฉันไปเที่ยวเดินชมตลาดนัดยามเช้า ที่มีแต่ความอลหม่านวุ่นวายจากพ่อค้าแม่ค้าที่แย่งกันซื้อแย่งกันขาย กับสินค้าสารพัด ทั้งเสื้อผ้า ของกินของใช้ พืชผักผลไม้ (จำได้ว่าผ้าลินินที่นั่นถูกมากๆ เมตรละ 10-20 บาท ฉันก็บ้าขนซื้อมาหลายสิบเมตรเลยแหละ)

จากนั้นก็พาไปเที่ยวชมแถบชานเมืองบ้าง เพื่อไปดูวิถีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งของชาวจีนที่ประกอบอาชีพทำเครื่องปั้นดินเผา ถือเป็นอาชีพในประวัติศาสตร์ที่ขึ้นชื่อของชาวจีนซัวเถา วันนั้นฉันก็ขนซื้อเครื่องปั้นเป็นรูปเจ้าแม่กวนอิม และเทพเจ้าจีนต่างๆ มากอีกเพียบ เพราะราคาถูกมากๆ ทั้งลดทั้งแถมจนแทบไม่มีปัญญาขนกลับ

พอตะวันเริ่มบ่ายคล้อย อาเหลียงก็พาฉันไปเที่ยวชมวิถีชีวิตชาวไร่ชาวสวน ที่นั่นมีแปลงผักและผลไม้ตามฤดูกาลต่างๆ แต่ส่วนใหญ่เกือบทุกหลังคาเรือนนิยมปลูกแตงโมกับพืชผักต่างๆ ไว้กินเองและขายบ้างเพื่อสร้างรายได้ ขณะนั้นเป็นเวลาที่ชาวสวนออกมารดน้ำราดปุ๋ยกันพอดี ฉันเห็นพวกเขาเดินไปตักปฏิกูลของมนุษย์ที่อยู่ในบ่อเกรอะแล้วนำมาราดที่แปลงผักสลับกับตักน้ำในท้องร่องราดตามไปด้วย พอเห็นอย่างนี้แล้วก็ไม่อยากบริโภคผักกวางตุ้ง ผักคะน้า และผักบุ้งจีนอีกต่อไปเลย

5 โมงเย็น อาเหลียงก็พาฉันมาส่งที่โรงแรม จากนั้นเจ๊ทิพย์ก็รับหน้าที่พาฉันไปกินข้าวต้มริมถนน ซึ่งเดินไปไม่ไกลนัก ต้องขอบอกก่อนว่าอาหารร้านนี้เค้าสดทุกอย่างจริงๆ เมนูอาหารก็ไม่ต่างจากบ้านเราคือ มีทั้งไข่เจียว ผักบุ้งไฟแดง และอาหารตามสั่งทั่วไป 

ที่สำคัญคือร้านข้าวต้มอยู่ใกล้กับแปลงผัก ฉันเดาว่าเจ้าของร้านต้องเด็ดผักในแปลงนี้นำมาปรุงอาหารให้พวกเรากินแน่ๆ มันทำให้ฉันนึกถึงภาพเมื่อตอนเย็นที่เห็นชาวสวนรดอุจจาระในแปลงผัก คิดแล้วก็ไม่อยากกลืนลงคอ ได้แต่ถือตะเกียบค้างอยู่อย่างนั้นจนเจ๊ทิพย์ต้องเอ่ยปากถาม

“เป็นอะไร…ทำไมไม่กิน?”
“หนูไม่ชอบกินผัดผักค่ะ”
“งั้นกินไก่ผัดพริกมั้ย เดี๋ยวเจ๊สั่งให้”
“เอาๆๆๆ ค่ะ”

ค่อยโล่งใจที่มีตัวเลือกอย่างอื่น ว่าแล้วเจ๊ทิพย์ก็ตะโกนส่งภาษาจีนล้งเล้งกับพ่อครัว เพื่อสั่งอาหารจานใหม่ ขณะนั้นฉันเห็นเจ้าของร้านถือมีดปลายแหลมเดินตรงรี่ไปที่สุ่มไก่ ทันใดนั้นไก่ในเล้าก็พากันตีปีกพึ่บพลับพลางแหกปากส่งเสียงร้องระงมเหมือนจะเกี่ยงกันไปตาย

จากนั้นไอ้เจ้าของร้านก็ยกขอบสุ่มขึ้นมานิดหน่อย แล้วคว้าคอไก่ออกมานอกสุ่ม จากนั้นก็ใช้มีดปาดไปที่คอไก่แล้วจุ่มลงไปในกระทะน้ำเดือดพล่านที่ต้มเตรียมไว้ตลอดเวลา ไม่กี่นาทีต่อมา เจ้าของร้านก็นำไก่ผัดพริกมาเสิร์ฟให้ฉันถึงโต๊ะ

ตอนนั้นฉันยังคงอยู่ในอาการตะลึงอ้าปากค้าง ที่เห็นไก่เคราะห์ร้ายดิ้นกระแด่วอย่างน่าเวทนา นี่ถ้าเจ๊ทิพย์บอกให้ฉันรู้ล่วงหน้าตั้งแต่แรกว่าไก่ผัดพริกมีขั้นตอนสดใหม่ขนาดนี้ รับรองว่าฉันจะไม่สั่งอาหารจานนี้อย่างเด็ดขาด!! และสุดท้ายไก่ผัดพริกจานนั้น เจ๊ทิพย์ก็ต้องหอบกลับไปกินเองที่บ้าน
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ถึงเวลาที่ต้องมานั่งพินิจพิเคราะห์ตัวเองในแต่ละด้านว่าเป็นอย่างไรบ้างชีวิต สบายดีอยู่ไหม หรือย่ำแย่ไปกว่าเดิม
หลายคนมักจะสร้างกำแพงกั้นตัวเองเอาไว้ เพราะเกิดความกลัว ไม่กล้าที่จะทำในบางสิ่ง