OPINION

ฮ่องกง นรกในเกาะสวรรค์ ตอน 6

เอรี่ – ธนัดดา สว่างเดือน
20 ธ.ค. 2560
เหลือเวลาอีก 2 วัน วีซ่าฉันก็กำลังจะหมด ดูไอ้จงจะสงบปากสงบคำไม่แผดเสียงแสดงอำนาจข่มขู่ฉันเหมือนทุกวันที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะฉันกำความลับมันไว้หลายเรื่องและเฮียลิ้มได้ตั้งกฎเหล็กไว้กับพวกกะจั๊วทุกคนว่า ห้ามไม่ให้กะจั๊วบังคับขืนใจหลับนอนกับผู้หญิงที่เดินควงทำงาน

และห้ามแอบไปเล่นการพนันในเวลาทำงาน เพราะจะทำให้กะจั๊วไม่ใส่ใจดูต้นทางหากมีตำรวจบุกเข้ามาจับผู้หญิงระหว่างทำงาน และข้อห้ามสำคัญถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด คือห้ามอมเงินเถ้าแก่ ซึ่งไอ้จงบังอาจแหกกฎทุกข้อที่เฮียลิ้มกำหนดไว้ แต่ก็มีเรื่องเดียวที่มันทำไม่สำเร็จก็คือขอร่วมหลับนอนกับฉัน

เรื่องนี้ฉันไม่ยอมเล่นด้วยเด็ดขาด ต่างจากผู้หญิงคนอื่นๆ ที่เคยยอมมัน (แถมให้เอาฟรี) ด้วยเหตุนี้ฉันกับมันจึงเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอด

ถ้าฉันเอาเรื่องทั้งหมดนี้ไปฟ้องเฮียลิ้ม มีหวังไอ้จงได้ตกงานไม่มีแดกไปอีกนานแน่ แถมยังหมดโอกาสไปเดินควงผู้หญิงให้กับเถ้าแก่รายอื่นๆ เพราะเรื่องแบบนี้พวกเถ้าแก่จะส่งข่าวบอกให้รู้ต่อๆ กันทั่วถึงทั้งฮ่องกง

แล้วกำหนดการเดินทางไปต่อวีซ่าที่เมืองซัวเถา สาธารณะรัฐประชาชนจีนก็มาถึงจนได้ (เรื่องนี้เถ้าแก่และนายหน้าไม่ได้บอกให้รู้มาก่อน) ครั้งนั้นฉันต้องเดินทางไกลไปเมืองจีนเพียงลำพังคนเดียว ถึงแม้ว่าจะไม่เคยไปที่นั่นมาก่อนในชีวิต และไม่รู้ว่าชะตากรรมข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร แต่ฉันก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจที่จะได้ไปเห็นโลกอีกโลกหนึ่ง และที่วิเศษไปกว่านั้นคือไม่ต้องเห็นหน้าไอ้จง จะได้หยุดทะเลาะกับมัน 2-3 วัน และดูเหมือนว่ามันก็ดีใจนะ ที่ไม่ต้องทำงานกับฉัน

“พรุ่งนี้อั๊วจะไปต่อวีซ่าที่ซัวเถาแล้วนะ”
“ก็ดีแล้ว...อั๊วจะได้ไปนั่งเล่นไพ่ให้สบายใจไปเลย” ตอบด้วยสีหน้าเบิกบาน
“อ้าว…แล้วลื้อไม่ไปควงคนอื่นทำงานต่อรึ?” 
“ให้อั๊วหยุดพักบ้างซิ แค่ทำงานกับลื้อก็ปวดหัวจะตายอยู่แล้ว” ตอบเหมือนทำงานหนักมาก

เช้าวันต่อมา เฮียลิ้มกับพี่น้อยพาฉันไปส่งที่ท่ารถฝั่งเกาลูนตั้งแต่ตี 5 แต่พอเห็นสภาพรถยนต์โดยสารเท่านั้นแหละ ฉันก็แทบไม่อยากไป เพราะคิดว่าจะได้นั่งรถทัวร์แบบ 2 ชั้นคันใหญ่ๆ แต่กลายเป็นรถเมล์ขนาดเล็กมีประมาณ 20 ที่นั่ง แถมไม่มีแอร์อีกต่างหาก

คุณลองนึกถึงสภาพรถเมล์เล็กสีส้มสีเขียวของบ้านเราดูละกันประมาณนั้นเลยแหละ แถมเก่าแก่มากๆ นี่นะหรือคือรถท่องเที่ยวที่จะนำพาฉันไปยังเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ที่ต้องใช้เวลาเดินทางกว่า10 ชั่วโมง เห็นแล้วรู้สึกตกใจมากนะ แต่ก็โคตรตื่นเต้น

การที่เฮียลิ้มต้องมาส่งฉันตั้งแต่เช้ามืดขนาดนี้ ก็เพราะว่าถ้ามาสายฉันอาจต้องยืนหรือไม่ก็ต้องนั่งกับพื้นรถไปจนกว่าจะถึงเมืองจีน ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทาง 1 วันเต็มๆ ราคาค่าโดยสารไม่ว่าจะนั่งเบาะหรือนั่งกับพื้นหรือจะขึ้นนั่งบนหลังคารถ ราคาก็เท่าเทียมกันทุกคน

ตอนแรกฉันก็กลัวนะกับการเดินทางไกลคนเดียวขณะที่อายุแค่ 18 ปี ภาษาก็สื่อสารกับใครไม่รู้เรื่อง แถมคนจีนที่ซัวเถาก็แทบไม่มีใครใช้ภาษาอังกฤษ แต่ไอ้เฮียลิ้มก็มีคำพูดปลอบใจอย่างเห็นแก่ตัว “ไม่ต้องกลัวล้าาาา…มีเพื่อนร่วมทางไปกับลื้อทั้งคันรถจนถึงเมืองจีนล้าาาา”

เท่านั้นยังไม่พอ ไอ้เฮียลิ้มยังซื้อทีวีสีขนาด 20 นิ้ว 1 เครื่อง ฝากให้ฉันหิ้วไปให้น้องชายเขาที่เมืองจีนด้วย เฮียลิ้มบอกว่ามีน้องชายเปิดร้านขายผ้าอยู่ในเมืองซัวเถา โดยที่ฉันก็ไม่เคยเห็นหน้าตามาก่อน ว่ารูปร่างลักษณะเป็นอย่างไร เฮียลิ้มก็บอกอีกว่า ไม่ต้องกังวลเพราะรถคันนี้จะไปจอดที่หน้าร้านขายผ้า แล้วน้องชายเขาจะออกมายืนรอรับฉัน จากนั้นก็จะพาไปพักที่โรงแรม 2 คืน โดยน้องชายเฮียลิ้มจะคอยดูแลฉันตลอด 2 วันเต็ม จากนั้นก็จะไปส่งขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับมาฝั่งฮ่องกง

เวลาล่วงเลยไปจนถึง 8 โมงเช้า ผู้โดยสารเริ่มขึ้นมานั่งบนรถจนเต็มครบทุกที่นั่ง ที่พื้นรถด้านล่างมีข้าวของสัมภาระของใครต่อใครก็ไม่รู้ตั้งเกะกะเต็มไปหมด รวมทั้งเด็กเล็กเด็กแดงที่พ่อแม่กระเตงมาด้วย ไปจนถึงคนแก่ชราราว 60-70 ปี เท่านั้นยังไม่พอ บนหลังคารถยังมีผู้โดยสารเป็นชายล้วนๆ ขึ้นไปนั่งอีกนับสิบคน

การเดินทางไกลไปซัวเถาคราวนี้ เฮียลิ้มบังคับให้ฉันแต่งตัวใส่เสื้อผ้าแบบรัดกุมและต้องเป็นสีขาว- ดำเท่านั้น แม้กระทั่งทรงผมก็ไม่ให้ฟู่ฟ่าหรือจัดรูปทรงตามสมัยนิยม แต่ให้รวบเป็นผมมวยหรือไม่ก็ต้องถักเปียให้เรียบร้อย
ซึ่งฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเฮียลิ้มต้องบังคับให้ฉันแต่งกายแบบนี้ด้วย? โดยไม่มีการอธิบายใดๆ ให้ฉันเข้าใจ แม้แต่ผู้โดยสารทุกคนบนรถต่างก็แต่งกายไม่ต่างจากฉัน บางคนถักเปีย บางคนเกล้าผมมวย บางคนตัดผมทรงบ๊อบสั้นติดติ่งหูเหมือนเด็กนักเรียนประถม เพราะอะไรหรือ?

8 โมงเช้า ได้เวลาล้อหมุนออกจากจุดพักรถ ขณะนั้นพี่น้อยรีบยื่นซาลาเปากับหมั่นโถและขนมต่างๆ ส่งให้ฉันทางหน้าต่างรถ เธอบอกว่าเผื่อหิวจะได้เก็บไว้กินระหว่างทาง แต่ฉันก็ปฏิเสธเพราะไม่ชอบกินซาลาเปากับหมั่นโถ แต่เธอก็พยายามยัดเยียดให้ฉันรับไว้จนได้
สุดท้ายก็ต้องรับไว้เพราะไม่อยากให้เธอเสียน้ำใจ แต่ฉันตั้งใจว่าเดี๋ยวค่อยไปโยนทิ้งระหว่างทาง เพื่อไม่ให้เธอเห็นจะดูดีกว่า

รถเมล์คันเล็ก ไม่มีแอร์ ไม่มีพัดลม มีแต่ลมเย็นจากธรรมชาติพัดเข้ามาทางหน้าแต่ละบาน ฉันมองดูบรรยากาศในรถมันช่างแออัดยัดเยียด ทั้งผู้โดยสาร ทั้งสัมภาระข้าวของที่วางระเกะระกะทับถมกันแน่นไปหมด ขนาดกล่องทีวี 20 นิ้วที่เฮียลิ้มยัดเยียดมากับฉันก็กลายเป็นที่นั่งสำรองให้แก่พวกเด็กเล็กไปเสียแล้ว

คือมันอึดอัดมาก จะลุกขึ้นมาเดินเยียดแข้งขาหรือขยับตัวให้สบายก็ไม่ได้ อีกทั้งเสียงคุยของผู้คนในรถก็คุยกันลั่นโขมงโฉงเฉงตามสไตล์ของพวกคนจีน แถมด้วยเสียงกระจองอแงของเด็กดังระงม โอ้ย...ตอนนั้นฉันประสาทจะแดก เพราะส่วนตัวเป็นคนไม่ชอบเสียงเด็กร้องอยู่แล้ว แถมบรรยากาศในรถก็ทั้งร้อนทั้งแออัด ไหนจะกลิ่นน้ำมันเครื่องเหม็นคละคลุ้งชวนให้เวียนหัวอยากจะอาเจียน

กระทั่งรถวิ่งออกมานอกตัวเมืองได้ชั่วโมงกว่าก็เริ่มเห็นวิวทิวทัศน์เป็นถนนคดเคี้ยวและวิ่งลัดเลาะไปตามเนินเขาสูงบ้างต่ำบ้าง มีต้นไม้สูงใหญ่เป็นป่าดงดิบเขียวชอุ่มทั้งสองข้างทาง ค่อยรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย ขณะชื่นชมธรรมชาติได้ยังไม่ทันไร ฝนก็ตกโปรยปรายลงมาเป็นระยะๆ แต่ดูเหมือนว่าผู้โดยสารที่นั่งอยู่บนหลังคาจะไม่ค่อยหวั่นไหว ตอนนั้นฉันนั่งมองธรรมชาติท่ามกลางสายฝนก็หวนคิดถึงคืนวันอันสาหัสที่ต้องมาทำงานในฮ่องกง ว่ามันช่างหนักหน่วงเอาการอยู่นะ แต่ลึกๆ ก็ยังแอบดีใจ ว่าตอนนี้ฉันมีเงินก้อนเล็กๆ ฝากไว้ที่เฮียลิ้มราวสองหมื่นบาทแล้ว

นั่นคือเงินก้อนแรกในชีวิตที่ฉันไม่เคยมีมากมายถึงเพียงนี้มาก่อน และถ้าฉันต่อวีซ่ากลับมาทำงานได้อีกสองอาทิตย์ เงินหมื่นก้อนนั้นก็จะกลายเป็นเงินแสนที่ฉันจะกลับไปช่วยพ่อแม่ให้แกได้บรรเทาทุกข์ลงมาบ้าง พอนึกถึงเงินแสนขึ้นมาทีไรก็ยิ้มออกอย่างสุขใจ มันทำให้ฉันมีกำลังใจฮึดสู้กับงานหนักได้อีกอย่างไม่หวาดหวั่น
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เชื่อว่าคนคบกันทุกคู่ก็คงอยากแต่งงาน อยากเริ่มต้นชีวิตคู่อย่างสวยงาม แต่พอถึงวันนั้นขึ้นมาจริงๆ การแต่งงานกลับไม่ได้เป็นเรื่องของคนสองคน แต่กลายเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่พ่อแม่และวงศ์ตระกูล แล้วทำยังไงดีล่ะ ที่จะควบคุมไม่ให้ค่าใช้จ่ายบานปลาย จนท้ายที่สุดแล้วงานแต่งงานได้สร้างหนี้มหาศาลในช่วงเริ่มต้นของชีวิตคู่
การ์ตูนล้อเลียน by น้าชู