สำหรับไอ้จงมีรายได้จากการเดินควงฉันทำงาน เฉลี่ยแล้วก็วันละเกือบพันเหรียญ บางวันก็ได้มากกว่านั้น (20 ปีที่แล้วเงินฮ่องกง 1 เหรียญ เท่ากับ 3 บาท) แต่ไอ้จงก็บริหารเงินได้หมดเกลี้ยงไปกับการพนันทุกวัน เพราะตั้งแต่ทำงานกับไอ้จง 10 กว่าวัน ฉันยังไม่เคยเห็นมันจะมีสีหน้ายิ้มแย้มดีใจเพราะเล่นไพ่ได้แม้แต่ครั้งเดียว หนำซ้ำบางวันยังมาขอยืมเงินฉันไปจ่ายค่าเสียไพ่อีกต่างหาก ครั้นจะไม่ให้ยืมก็ไม่ได้ เพราะไม่อย่างนั้นพวกเจ้าหนี้นักเลงเสือสิงห์การพนันก็พร้อมจะหาทางกลั่นแกล้งไอ้จงด้วยการโทรศัพท์ไปแจ้งเบาะแสกับพวกซีไอดีว่า ขณะนี้ไอ้จงกำลังควงผู้หญิงทำงานอยู่ย่านไหน เรื่องโดนขู่ไอ้จงเคยเจอประจำ พลอยทำให้ฉันซวยไปด้วยเพราะทำงานไม่เป็นสุข
ที่สุดแล้วฉันต้องจำใจให้มันขอยืมเงินทุกที แต่พอถึงเวลาใช้คืนก็อดไม่ได้ที่รู้สึกเจ็บปวดลึกๆ เพราะเงินที่มันเอามาใช้หนี้ฉันก็คือเงินส่วนแบ่งที่ได้จากการขายเรือนร่างของฉันทั้งนั้น แต่ที่ยอมให้มันยืมเพราะอดสงสารไม่ได้ที่เห็นหน้ามันเวลาหมดตูดแล้วดูน่าสมเพชมาก
วันหนึ่งเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็มาเกิดขึ้น ขณะที่ฉันกับไอ้จงกำลังเดินควงกันไปทำงานตามตึกต่างๆ ย่านจิมซาจุ่ย จู่ๆ ก็มีเสียงผู้ชายพูดสำเนียงภาษาไทยไม่ค่อยชัดตะโกนเรียกชื่อฉันซะดังโหวกเหวก
“เว้ยๆ...อาหนิง...อาหนิง”
ฉันกับไอ้จงหันไปมองที่ต้นเสียงนั้นอย่างพร้อมเพรียงกัน แล้วไอ้จงก็พูดว่า
“สงสัยจะเป็นแขกลื้อล้าาา”
พอฉันเพ่งมองคนที่เรียกชื่ออย่างถนัดตาก็ต้องตกใจ ไม่คิดว่าโลกมันจะกลมขนาดนี้ ที่นำพาฉันมาเจอกับพอล์ ซึ่งเคยเป็นแฟนของเล็กเพื่อนซี้ฉันที่เคยทำงานด้วยกันที่พัทยา
ตอนนั้นฉันตื่นเต้นดีใจอย่างบอกไม่ถูก นั่นเป็นครั้งแรกที่เห็นพอล์แต่งตัวหล่อเฟี้ยว สวมสูทผูกเนกไทและหิ้วกระเป๋าเจมส์บอน ประมาณว่าเป็นพวกนักธุรกิจ ผิดจากตอนที่เจอกันที่พัทยาเป็นคนละคน คือสวมรองเท้าแตะ นุ่งขาสั้นกับเสื้อยืดตลอด
ฉันรีบวิ่งแจ้นไปหาพอล์ แล้วยืนคุยกันเป็นภาษาอังกฤษปนภาษาไทย พอล์ก็พอรู้ภาษาไทยบ้าง แล้วเขาถามถึงสารทุกข์สุขดิบของฉันกับเล็ก
“อาหนิงยูมาที่นี่ได้ไงเนี่ย?”
“ไอมาเที่ยวอ่ะ”
“คนนั้นแฟนยูเหรอ?”
“โนๆๆ ล่ะ...อาจงเป็นเพื่อนไอเอง”
“ยูมาทำงานใช่มั้ย?” พอล์ถามด้วยสีหน้าไม่ค่อยดี
“เอออออ...ก็มาทำงานนั่นแหละ”
ฉันสังเกตสีหน้าของพอล์ค่อนข้างกังวล ดูเหมือนเขาจะรู้ระบบการมาทำงานในฮ่องกงว่ามันหนักหนาสาหัสแค่ไหน
“อาหนิง...ยูกลับเมืองไทยเถอะที่นี่งานหนักนะ”
“ยังกลับไม่ได้หรอก ไอยังใช้หนี้เขาไม่หมดเลย”
“ยูต้องใช้หนี้เค้าอีกเท่าไรล่ะ?”
“เหลือไม่เยอะแล้ว...ไม่ต้องเป็นห่วงล้าาาา... ไอโอเคดี”
ฉันรู้ว่าพอล์เป็นห่วงฉัน ในฐานะที่ฉันกับเล็กเป็นเพื่อนรักกันมาก ตอนนั้นทั้งคู่เป็นแฟนกัน พอล์จะบินมากินเที่ยวกับพวกเราที่พัทยาเกือบทุกเดือน เป็นเวลาเกือบปีจนทั้งคู่เกือบจะแต่งงานกัน แต่ว่าแม่เล็กมารับนางไปอยู่ด้วยที่ซาอุดี้ ทั้งคู่จึงต้องแยกจากกันไปโดยปริยาย
เมื่อพอล์มาเห็นฉันอยู่ในสภาพอย่างนี้ก็คงอยากช่วยใช้หนี้ให้ฉันได้กลับเมืองไทยไวๆ แต่ฉันก็พูดตัดบทไม่อยากให้เขาต้องกังวล ที่สำคัญฉันยังอยากทำงานเก็บเงินต่อไปเรื่อยๆ แล้วพอล์ก็ถามถึงเรื่องราวของเล็ก
“ยูรู้ไหมว่าอาเล็กไปไหน ไม่ได้อยู่ที่พัทยาแล้วใช่ไหม?”
“อาเล็กไปอยู่กับแม่ที่ประเทศซาอุดี้แล้ว”
พอฉันพูดจบพอล์ก็ชักสีหน้าเศร้า ฉันรู้ว่าพอล์รักเล็กมากและตอนนี้คงรู้แล้วว่าเล็กไปทำอะไรที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย
“อา Hee เร็วๆ ล้าาาาา...ไม่พูดมาก ล้าาาา”
เสียงไอ้จงตัววายร้ายตะโกนมาแต่ไกล (เวลามันโมโหหรือโกรธจัด มันจะเปลี่ยนชื่อฉันเป็นอา Hee ทุกที!!!) พอล์หันไปมองไอ้จงที่พูดภาษาไทยอย่างคล่องแคล่ว โดยมันพูดเร่งรัดฉันให้คุยไวๆ เพราะเสียเวลาทำมาหากินของมัน
“อาพอล์...ไอต้องไปทำงานก่อนน่ะ รำคาญไอ้นี่เหลือเกิน”
“โอเค…โอเค แล้วกลับเมืองไทยไวๆ นะ”
ก่อนจากกันพอล์พูดว่า หากฉันมีโอกาสได้พบกับเล็กเมื่อไร เขาฝากไปบอกนางด้วยว่าเขายังรักและคิดถึงนางเสมอ ฉันได้แต่พยักหน้ารับปากตามที่พอล์ขอ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีทางที่ฉันกับเล็กจะวนกลับมาพบกันได้อีก แล้วฉันก็ต้องรีบร่ำลาพอล์ เพราะไอ้จงตะโกนเร่งรัดด้วยอารมณ์ฉุนหนักขึ้นเรื่อยๆ จนฉันก็เริ่มหงุดหงิดเช่นกัน ไอ้คนพรรค์นี้มันไม่สนใจหรอกว่าใครจะเป็นอย่างไร มันสนใจแต่ผลประโยชน์ของมันเท่านั้น
“ผัวเก่าลื้อเหรอวะ?” ไอ้จงถามแบบกวนส้นตีน
“ผัวอะไรล่ะ เพื่อนกูโว้ย”
“ลื้อมีเพื่อนเป็นคนฮ่องกงด้วยเหรอ?”
ไอ้จงพูดจบก็เปลี่ยนอารมณ์ทำทีเป็นหัวเราะชอบใจ แล้วเราก็พากันไปทำงานในโรงแรมระแวกนั้น เพราะมีลูกค้าอีกเพียบรอเรียกใช้บริการอย่างเร่งด่วน จนฉันกับไอ้จงแทบอยากจะเหาะไปซะเลย เพราะถ้าไปช้าเกินกว่าที่ลูกค้าจะรอได้ ฉันอาจพลาดงานและถูกยกเลิกเอาง่ายๆ แถมจะต้องถูกไอ้จงด่าให้ต้องประสาทเสียอีก
ชีวิตในฮ่องกงทุกวันก็วนเวียนอยู่อย่างนี่แหละคือ วิ่งรับแขก วิ่งหนีตำรวจ กัดกับไอ้จง ทะเลาะกับแขก ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง.. วันนั้นมันไม่สนุกเลยนะ แต่วันนี้ทุกครั้งที่มองย้อนกลับไป ก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า “นี่เราผ่านเรื่องห่วยๆ แบบนี้มาได้อย่างไรวะ?” (กูนี่เก่งแกร่งและโคตร Strong มากๆ)
ความเหนื่อยล้ากลายเป็นความเคยชินจนไม่รู้รสชาติของความเจ็บปวดทรมาน ร่างกายเหมือนเป็นหุ่นยนต์เข้าไปทุกวัน พอได้เวลางานเลิกกลับถึงห้องพักก็ล้มตัวหลับสนิท ไม่มีเวลานอนร้องไห้เหมือนช่วงมาใหม่ๆ 2-3 วันแรก เพราะต้องรีบนอนรีบตื่นไปผจญภัยต่อ
อารมณ์หงุดหงิดที่ต้องเกรี้ยวกราดฟาดฟันกับไอ้จงกับแขกทุกๆ วันกลับช่วยให้ลืมความทุกข์ไปได้เป็นอย่างดี ต่างจากช่วงที่มาแรกๆ ทุกวินาทีอยากกลับบ้านอย่างเดียว
เช้าวันใหม่ฉันเริ่มงานตามปกติ แต่วันนี้ไอ้จงพาฉันมารับประสบการณ์แปลกใหม่ๆ คือทำงานในห้องพักแคปซูล (ฟังเหมือนดูดี!) ครั้งแรกที่ขึ้นไปเห็นสภาพแคปซูลฉันต้องยืนตะลึงตกใจ เพราะลักษณะไม่ต่างจากหีบเก็บศพในวัด ที่ต้องสอดตัวเข้าไปนอนในพื้นที่เฉพาะตัว
คุณลองนึกภาพหีบเก็บศพในวัดที่ตั้งเรียงกันเป็นแถวยาวหลายหีบแล้วซ้อนกันประมาณ 2-3 ชั้น นั่นแหละ เหมือนกันไม่มีผิด ภายในอาจกว้างกว่าโรงศพนิดหน่อยแต่ถ้าลุกขึ้นนั่งหัวก็เกือบชนเพดานและต่างกันตรงมีบันไดลิงปีนขึ้นห้องใครห้องมันเท่านั้นเอง
ส่วนห้องน้ำห้องส้วมต้องใช้รวมกัน ลูกค้าที่มาใช้บริการนอนในแคปซูลล้วนแต่เป็นผู้ชายและมีหลายระดับชั้น ทั้งคนทำงานบริษัทยันจับกัง คนฝรั่งก็ยังมี
วันนั้นฉันถูกเรียกขึ้นไปให้บริการรวม 3-4 ห้อง แต่ก็เห็นผู้หญิงไทยคนหนึ่งกำลังปีนเข้าไปทำงานห้องอื่นๆ เช่นกัน มันอาจจะดูแย่ต่อความรู้สึกสำหรับใครหลายคนที่เห็นพวกเรามาทำงานแบบนี้ แต่นี่คืองานขายบริการทางเพศ อาชีพที่ฉันเลือกให้กับตัวเอง เมื่อเข้ามาแล้วไม่อยากทำก็ต้องจำใจทำเพื่อให้มันจบๆ ไป






