OPINION

ฮ่องกง นรกในเกาะสวรรค์ ตอน 4

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
6 ธ.ค. 2560
ในแต่ละวันฉันต้องทำงานเพิ่มยอดขึ้นไปเรื่อยๆ และหนักขึ้นทุกวัน เท่านั้นไม่พอต้องทะเลาะกับไอ้จงและปะทะอารมณ์กับลูกค้างี่เง่าทุกวัน ลูกค้าบางคนก็ชั่วกว่าไอ้จงหลายร้อยเท่า บางครั้งถึงกับวางมวยตีกัน (เรื่องแบบนี้เจอประจำ)

เหตุเกิดจากว่าฉันไม่สามารถทำตามใจลูกค้าได้ทุกอย่าง บวกกับเวลาน้อยนิดที่ไอ้จงกำหนดไว้ให้แค่ 15 นาที ขนาดเกินไปไม่ถึง 5 นาทีมันก็เตรียมเคาะประตูห้องแหกปากตะโกนเรียกชื่อฉันลั่นโรงแรม

“อาหมวย...ฟายตี้ล้าาาาา” หมายถึงเร็วๆ
การออกคำสั่งให้ลูกรีบเร่งเสร็จภารกิจไวๆ เป็นเหตุให้ลูกค้าอารมณ์เสียแล้วระบายความงี่เง่าใส่ฉัน เมื่อฉันทนไม่ไหว ก็ต้องลงมือตบตีกันอยู่ในห้อง จนไอ้จงต้องเข้ามาช่วยฉันชกต่อยกับลูกค้าเป็นประจำ

การที่ไอ้จงออกตัวออกแรงเพื่อทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ให้กับฉัน มันก็เป็นหน้าที่ของพวกกะจั๊วอยู่แล้วที่ต้องคอยดูแลปกป้องไม่ให้ลูกค้าทำร้ายผู้หญิง แต่สำหรับไอ้จงฉันรู้ว่ามันไม่ได้ห่วงใยฉันอย่างจริงจัง มันเป็นห่วงแค่เรื่องเงินค่าเสียเวลาที่ฉันควรได้เพิ่มขึ้นเป็นสองรอบ เพราะนั่นหมายถึงมันจะได้ส่วนแบ่งจากตรงนี้ด้วยเช่นกัน

8 วันผ่านไปฉันก็เป็นอิสระจากการใช้หนี้ค่าแท็ก 150 คนให้กับเฮียลิ้ม ถือว่าล่าช้ามาก เพราะผู้หญิงคนอื่นๆ ใช้เวลาทำงานแค่ 4-5 วันก็หมดแท็กกันแล้ว และหลังจากใช้หนี้หมดแท็กแล้วความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับไอ้จงก็ดีมากขึ้น ไม่ใช่เรื่องเซ็กส์ แต่กลายเป็นเพื่อนคู่หูที่รู้ใจกัน

เพราะไอ้จงจะรู้ว่าสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกผ่อนคลายจากการทำงานได้เป็นอย่างดีก็คือการปล่อยให้ฉันหยุดพักทำงานชั่วคราว ไปเดินเล่นชมแสงสีความสวยงามของเมืองฮ่องกง และเดินชอปปิ้งซื้อเสื้อผ้า สิ่งของสวยๆ งามๆ โดยไอ้จงจะอนุญาตให้ฉันมีเวลาไปเดินเล่นแบบนี้ตามลำพังทุกวัน

ส่วนความต้องการของไอ้จง ฉันก็รู้ว่ามันเป็นคนชอบเล่นการพนัน มันจะขออนุญาตฉันไปเล่นไพ่ทุกวันเช่นกัน วันละ 1 ชั่วโมงบ้าง ครึ่งชั่วโมงบ้างก็ยังดี และเงินที่มันนำไปเล่นไพ่ได้-เสียทุกวันก็คือเงินส่วนแบ่งที่หามาจากการขายแรงกายของฉัน ครั้งหนึ่งไอ้จงเล่นไพ่เสียจนหมดตูดทำหน้าแห้งกลับมา มันก็เริ่มแนะนำวิธีให้ฉันโกงเงินเฮียลิ้ม เช่น ต้องส่งเงินให้เฮียลิ้ม 30 รอบก็บอกว่าได้งานแค่ 20 รอบ แล้ว 10 รอบที่โกง เรานำมาแบ่งกันคนละครึ่ง แต่ก็เอาเถอะอย่างน้อยก็ยังดีกว่าถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน ฉันกับไอ้จงทำแบบนี้ทุกวันจนฉันมีเงินเก็บมากขึ้น

12 วันที่ฉันทำงานในฮ่องกงต้องขอบอกว่าเหนื่อยแบบสุดๆ ทั้งต้องวิ่งหนีตำรวจวันละไม่รู้กี่รอบและต้องวิ่งไปหาลูกค้าให้ทันเวลา แต่ค่าตอบแทนที่ฉันได้รับนั้นน้อยมากๆ ต่างจากเฮียลิ้มที่นั่งรับเงินอ่างเดียวโดยไม่ได้ออกแรงทำอะไรเลย หรือแม้แต่ไอ้จงที่ถึงแม้จะเดินเหนื่อยพอๆ กับฉัน แต่มันก็ไม่ต้องออกแรงรับแขกเหมือนฉันทุกวัน

วันหนึ่งฉันได้มารู้จักกับ “พี่อร” เธอมาขายบริการที่ฮ่องกงได้ 3-4 ปี พี่อรแนะนำฉันว่า หากจะมาทำงานที่ฮ่องกงให้ได้เงินอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยโดยไม่ต้องผ่านเถ้าแก่นั้นทำได้ไม่ยาก ก็แค่ยอมแลกตัวกับพวกกะจั๊ว แล้วให้มันช่วยการันตีว่าเป็นแฟนเรา เพื่อเราจะได้กลับมาทำงานโดยไม่ต้องเสียค่าแท็กให้ใคร

เมื่อก่อนเธอก็เคยเป็นเด็กแท็กเฮียลิ้มมาก่อน แต่หลังจากหมดแท็กแล้วเธอก็ยอมหลับนอนกับไอ้พวกกะจั๊วแบบฟรีๆ พร้อมกับว่าจ้างให้มันควงเธอไปทำงานตามสถานที่ต่างๆ โดยตกลงแบ่งรายได้กันคนละครึ่งจนกว่าวีซ่าจะหมด จากนั้นก็ค่อยกลับมาใหม่ ผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ก็ใช้วิธีการแบบนี้กันแทบทั้งนั้น

ซึ่งมันก็ดีตรงที่ไม่ต้องมาทำงานใช้หนี้ให้กับพวกเถ้าแก่ถึง 150 คน โดยที่เราไม่ได้เงินส่วนแบ่งแม้แต่เหรียญเดียว แถมหมดแท็กแล้วยังต้องถูกเอาเปรียบโดนแบ่งเป็น 3 ส่วน จนกว่าวีซ่าจะหมด สุดท้ายแล้วคนที่เหนื่อยสุดๆ คือตัวกู ส่วนคนที่รวยสุดๆ คือเถ้าแก่กับแมงดา

พี่อรยังบอกอีกว่าส่วนใหญ่พวกกระจั๊วล้วนแต่เป็นนักเลงมาเฟียกันทั้งนั้น แต่มาหารายได้พิเศษด้วยการเดินควงผู้หญิงทำงาน ซึ่งถ้าคนที่ไม่เก่งไม่เก๋าจริงจะไม่กล้ามาทำงานเสี่ยงกับพวกตำรวจซีไอดี แม้แต่ไอ้จงก็เคยร่วมแก๊งกับพวกนักเลงฮ่องกงมาก่อน มันจึงมีไหวพริบขี้โกงดีเป็นเลิศและเก่งในการพาฉันวิ่งหลบหลีกพวกตำรวจซีไอดีให้รอดพ้นไปได้ทุกครั้ง

ไอ้จงมักจะมีความคิดเก๋ๆ เสมอ เช่น ออกอุบายให้ฉันเดินหิ้วถุงกระดาษของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง แต่ในถุงมีสินค้าที่ไม่ได้ซื้อมาจากห้างดัง คือเตรียมไว้เพื่อตบตาตำรวจเมื่อถูกประกบตัวระหว่างทาง

บางครั้งเราก็โดนตำรวจจับได้จังๆ แบบไม่ทันตั้งตัว เมื่อตำรวจขอค้นกระเป๋าก็เจอถุงยางอนามัยกับเจลหล่อลื่น พอตำรวจถามฉันว่าเป็นอะไรกับไอ้จง? ฉันตอบว่าเป็นแฟนกัน ตำรวจถามต่อไปว่า เป็นแฟนกันทำไมต้องใช้ของพวกนี้ด้วย?

คราวนี้จะเป็นหน้าที่ของไอ้จง ที่จะหาเรื่องด่าตำรวจแบบต่อปากต่อคำอย่างไม่เกรงกลัว แถมมันยังตอบแบบกวนส้นตีนอีกต่างหากว่าไม่ควรมาเสือกหรือละลาบละล้วงเรื่องของคนอื่น เพราะไม่ใช่หน้าที่ของตำรวจ หรือไม่ว่าจะเจอสถานการณ์ฉุกเฉินขนาดไหน ไอ้จงก็จะมีวิธีจัดการกับสถานการณ์นั้นๆ ให้ผ่านไปได้ทุกครั้งอย่างคนเจ้าเล่ห์ สมควรแล้วที่เฮียลิ้มจ้างมันมาทำงานแบบนี้

ดีนะที่ฉันไม่ซวยเจอตำรวจบังคับให้ยืนจูบปากกับไอ้จงเหมือนคู่อื่นๆ ที่อ้างว่าเป็นแฟนกัน และถ้าเป็นเช่นนั้นฉันยอมให้ตำรวจจับตัวฉันส่งกลับเมืองไทยไปเลยดีกว่าที่จะมาจูบปากกับไอ้จง

มีบางวันที่พวกเราเจอตำรวจแบบไม่ทันตั้งตัว คือเห็นพวกกระจั๊วคู่อื่นๆ พากันวิ่งผ่านหน้าไป ไอ้จงก็จะกระชากข้อมือฉันแล้วพาวิ่งหนีไว้ก่อน บางครั้งก็วิ่งไปหลบตามซอกตึก บางครั้งก็วิ่งเข้าไปในตลาด ฉากนี้โคตรเหมือนในหนังเลยว่ะ เรียกได้ว่าต้องมีเรื่องตื่นเต้นทุกวัน และวิ่งกันทั้งวันตั้งแต่เริ่มทำงานตอน 10 โมงเช้ายันใกล้สว่างของอีกวันใหม่… โอ้ย ชีวิต ทำไมกูต้องดิ้นรนมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วยวะ?? ราวกับว่าฉันกำลังแสดงหนังเรื่องวิ่ง สู้ Fuck แท้ๆ…

ถ้าพูดถึงลูกค้าที่มาใช้บริการนั้นมีหลายกลุ่มหลายระดับ ทั้งตี๋หล่อแต่งตัวใส่สูทดูดีเหมือนนักธุรกิจ ยันจับกังได้ค่าแรงแค่วันละร้อยกว่าเหรียญ นั่นเท่ากับเงินค่าตัวของฉันแค่รอบเดียว ลูกค้าบางคนก็งี่เง่าจุกจิกจะเอาท่านู้น จะเอาท่านี้ ทั้งที่มีเวลาแค่ 15 นาที และจ่ายค่าตัวให้แค่ 150 เหรียญ แต่จะให้พวกเราบริการแบบฟูลออฟชันทำให้ครบทุกอย่าง (20 ปีที่แล้วเงินฮ่องกง 1 เหรียญ เท่ากับ 3 บาท)

ทุกวันที่ฉันทำงานมักมีปัญหาเข้ามาตลอด คือทะเลาะกับแขกบ้าง กับไอ้จงบ้าง ชวนให้ปวดกบาลรำคาญใจได้ทุกวัน บางวันโชคดีหน่อยก็จะเจอลูกค้าใจดี ใจใหญ่ กล้าจ่ายทิปให้มากกว่าค่าตัวก็มี แต่บางครั้งซวยๆ ก็เจอลูกค้าต่อรองค่าตัวเหมือนซื้อผักปลาตามตลาด

วันหนึ่ง ขณะที่ฉันกำลังเข้าห้องจะทำงาน แต่ก่อนจะถอดผ้าทำงานฉันจะต้องเก็บเงินลูกค้าก่อนเป็นอันดับแรก แต่ลูกค้ารายนี้หน้าตาเอ๋อๆ แปลกๆ ลักษณะเหมือนคนโรคจิตอายุประมาณ 30 ปี เขานั่งนิ่งเหนียมอายอยู่บนเตียง ดูท่าแล้วจะไหวมั้ยเนี่ย?? นึกแล้วก็โมโหไอ้จงที่มักจะมีแขกแปลกๆ มาให้ฉันได้ทุกวัน

แล้วฉันก็ไม่รีรอ รีบแบมือขอเงินค่าตัวก่อนเป็นอันดับแรก โดยสื่อสารกันเป็นภาษากวางตุ้ง ซึ่งตอนนั้นฉันพอพูดกวางตุ้งได้บ้าง เมื่อลูกค้าถามราคากลับมาว่า
“เท่าไร” พูดเสียงเบามาก
“150” ฉันตอบอย่างฉะฉาน
“100 ได้มั้ย ฉันเสร็จไวมากนะ?” ลูกค้าพูดต่อรองราคาพร้อมชักสีหน้าเศร้าๆ
“โน 150 ก็ 150 ล้าาาา!” ฉันเริ่มมีอารมณ์หงุดหงิด
เวลาผ่านไปหลายนาที ดูเหมือนจะตกลงกันไม่ได้ซะที ฉันจึงเตรียมแหกปากเรียกไอ้จงให้เข้ามาจัดการกับลูกค้า เพราะพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง เมื่อลูกค้าเห็นท่าไม่ดีจึงรีบพูดขึ้นว่า

“โอเคล้าา โอเคล้าาา” พร้อมกับทำปากบ่นขมุบขมิบแล้วค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าออกอย่างสโลวโมชัน ตอนนั้นฉันกำลังคิดในใจว่าที่ไอ้เอ๋อมันต่อค่าตัวเพราะมีเงินไม่พอจ่ายหรือเปล่าวะ? บอกตรงๆ ว่าฉันเป็นคนขี้สงสารคน ถ้ามีเงินไม่พอจ่ายจริงๆ ก็อยากลดให้นะ แต่ถ้ามีเงินแล้วขี้เหนียว แบบนี้ฉันไม่ลดราคาให้แน่ แต่สุดท้ายไอ้เอ๋อก็ยอมควักเงินจ่ายให้ฉันตามที่ตกลงกันคือ 150 เหรียญ

ฉันรับเงินจำนวนนั้นมาเสียบไว้ในกระเป๋าสะพาย แล้วไม่ลีลารีบถอดกระโปรงชุดแซ็กขึ้นเหนือหัวเพื่อเตรียมตัวเปลือยกายทำงานจะได้เสร็จๆ ไปซะที แต่ทันทีที่ถอดชุดแซ็กพ้นออกจากหัว ฉันก็ได้ยินเสียงไอ้เอ๋อร้องโอดครวญเสียงหลง

“ไอ้หยาาาาาาา ติ้วววววเหร่!!” ประมาณว่า โอ้ยๆๆๆๆ ไม่นะ…ไม่นะ!!!

วินาทีนั้นฉันนึกในใจว่า โอ้โห ไอ้นี่โรคจิตแน่ๆ แค่มึงเห็นเรือนร่างกูก็ถึงกับร้องเสียงหลงขนาดนี้เลยเหรอวะ!! แต่ที่ไหนได้ ฉันเห็นไอ้เอ๋อทำหน้าเหยเก แล้วใช้ 2 มือกุมที่น้องชายของมัน...ปรากฏว่าท่อน้ำประปาแตกค่ะ!!

ฉันยืนมองสภาพไอ้เอ๋อแบบอ้าปากค้างแล้วอุทานในใจว่า พระเจ้าจ๊อด...ไม่คิดเลยว่าอะไรมันจะไวปานสายฟ้าแลบขนาดนี้วะ...นี่กูยังไม่ได้ทำอะไรมึงเลยนะเนี่ย!!
จากนั้นฉันก็ค่อยๆ สวมชุดแซ็กกลับเข้าที่อย่างเดิมพร้อมกับหยิบเงินในกระเป๋าคืนให้ไอ้เอ๋อไป 100 เหรียญ ไอ้เอ๋อเห็นฉันคืนเงินให้ มันก็แสดงสีหน้าเลิกลั่กกึ่งดีใจ แล้วถามฉันว่า

“ติ๋มไก๋…ติ๋มไก๋??”  ทำมั้ย ทำมั้ย??

ฉันไม่ตอบคำถามใดๆ เพราะไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่โบกมือแล้วเดินออกจากห้องด้วยอาการงงจังงัง!!?? 
พอถึงหน้าประตูฉันก็ยื่นเงินให้ไอ้จง 50 เหรียญ คือส่วนที่มันต้องได้อยู่แล้ว ซึ่งทุกครั้งไอ้จงจะต้องเป็นคนเก็บเงินทั้งหมด 150 แต่ครั้งนี้ฉันให้มันเป็นค่าปิดปากเพื่อไม่ให้มันด่าฉัน โดยฉันไม่ขอส่วนแบ่งใดๆ

“เอ้าไอ้จง นี่ส่วนของมึง แล้วไม่ต้องถามล่ะ” ไอ้จงรับเงินด้วยสีหน้างงๆ แต่มันก็ถามฉันจนได้
“ทำไมได้แค่นี้ล่ะ?”
“แขกไม่ได้เอา”
“ลื้อชักว่าวให้แขกเหรอ?”
“เปล่า...แขกชักเอง”
“ทีหลังแขกชักว่าวก็ต้องเก็บ 150 ล้าาาาา”
“ก็กูสงสารแขกนี่”
“ไอ้หยาาาา...ลื้อบ้าเหรอ ทำงานสงสารแขกไม่ได้ล้าาาา”
“ไม่ต้องพูดมากได้ไหม กูให้เงินมึงก็ดีแล้วนะ”
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ถึงท่าเรือที่หั่วเตี่ยน ข้างๆโรงหนังเก่า หรือโรงหนังศรีสาธร แถวบางรัก ที่คนสมัยนั้นคุ้นเคยดี ค่าโดยสารอยู่ที่สองแสนสองหมื่นหยวน อากงไม่แน่ใจว่าเทียบเป็นเงินไทยได้เท่าไร แต่ที่รู้คือ เงินเก็บทั้งหมดของอากงมีไม่พอค่าเรือ
เราจะรู้ได้ยังไงว่า คนไหนที่เป็นบ้านของเรา
คนๆนึงที่เราจะไม่ได้แค่อยากจะใช้เวลาให้ผ่านไปแค่แต่ละวัน หากแต่เฝ้ารอที่จะตื่นมาพบหน้าเขาในทุกๆเช้า