OPINION

ฮ่องกง นรกในเกาะสวรรค์ ตอน 2

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
22 พ.ย. 2560
เช้าวันต่อมาฉันกับอาม่าเตรียมตัวออกเดินทางไปฮ่องกง โดยมีเฮียดำไปส่งขึ้นเครื่องที่สนามบินดอนเมือง ในที่สุดฉันก็ได้นั่งเครื่องบินสมความปรารถนา ขณะนั่งอยู่ในเครื่องบินฉันตื่นเต้นมากที่ได้เห็นท้องฟ้า เห็นเมฆหมอกลอยละล่องอย่างใกล้ชิด ไม่อยากเชื่อเลยว่าความฝันของฉันจะเป็นจริงจนได้ (ทั้งที่เรากำลังเดินทางไปลงนรกอย่างไม่รู้ตัว) 

ฉันนั่งมโนภาพไว้อย่างสวยงามว่าจะคว้าเงินแสนกลับบ้านมาให้พ่อแม่ อย่างที่เฮียดำพูดไว้ว่า...ถ้ามาทำงานฮ่องกงต้องได้เงินแสนกลับบ้านทุกคน และถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงฉันจะได้เก็บเงินส่วนหนึ่งไว้ลงทุนค้าขายอะไรสักอย่าง จะได้ไม่ต้องกลับมาขายตัวอีกต่อไป

3 ชั่วโมงผ่านไปก็มาถึงฮ่องกง ก่อนที่เครื่องบินจะร่อนลงสู่พื้น ฉันเห็นแม่น้ำกว้างใหญ่เหมือนจะเป็นทะเลอยู่ติดกับสนามบิน และเห็นตึกสูงมากมาย ดูแล้วช่างแน่นแออัดเหลือเกิน คิดว่าเมืองไทยบ้านเราสวยและดูดีกว่าเยอะเลย

แล้ววินาทีสำคัญก็มาถึง เมื่อถึงด่าน ต.ม อาม่าเป็นผู้ยื่นพาสปอร์ตคนแรก แกถูกถามอะไรมากมาย ซึ่งฉันไม่ได้ยิน แล้วไม่กี่นาทีต่อมาเราสองคนก็ถูกยัดเข้าห้องในออฟฟิตจนได้ และถูกแยกกันคนละห้องอีกต่างหาก เพื่อซักถามข้อมูลต่างๆ กระทั่งเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี เพราะคำถามที่เตี๋ยมกันไว้ ได้ถูกงัดขึ้นมาใช้ทุกข้อ!!! (อืมมมม...ไอ้พวกหาแดกกับกะหรี่นี่มันเก่งจริงๆ นะ ที่ทำสคิปออกมาได้แม่นยำ มันรู้ได้ไงวะว่าพวกเราต้องถูกซักถามแบบนี้??) แต่ก็เกือบซวยอยู่นะเพราะคำถามบางข้อฉันกับอาม่าตอบไม่ตรงกัน)

นั่นเป็นประสบการณ์ลุ้นระทึกของการเดินทางออกนอกประเทศครั้งแรกในชีวิต ที่ทำให้ฉันต้องจำฝังใจไปจนวันตาย ว่าถ้าไปประเทศไหนจะต้องเตรียมคำถาม คำโกหกไว้ให้ดี เพราะถ้าไม่ผ่านนั่นหมายถึงต้องถูกส่งกลับเมืองไทยทันที เงินค่าตั๋วที่ซื้อมาก็จะละลายหายไปในพริบตา

เมื่อพ้นจากด่าน ต.ม มาได้ เราก็พบกับ “เฮียลิ้ม” พ่อแท็ก เป็นชายสูงอายุชาวฮ่องกงวัย 60 กว่าปี แกมากับเมียคนไทยชื่อ “พี่น้อย” วัย 30 กว่าปี แต่ดูสีหน้านางไม่ค่อยยิ้มแย้มสักเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะอารมณ์เสียที่มายืนรอเรา 2 คนอยู่นานแล้วก็เป็นได้นะ!

จากนั้นเฮียลิ้มก็พาเราขึ้นแท็กซี่ไปยังที่พักของแกในย่านเกาลูน ระหว่างทางฉันสังเกตดูสภาพเมืองฮ่องกงที่มีแต่ตึกสูงตระหง่านดูแล้วรู้สึกแออัด และรกรุงรังไปด้วยป้ายภาษาจีน สภาพเมืองก็ค่อนข้างสกปรก บางตึกก็ดูเก่าแก่มาก มีคราบน้ำสีสนิมเกาะติดกับผนังตึกเป็นทางยาว

ตามถนนหนทางวุ่นวายไปด้วยผู้คนเดินกันขวักไขว่ รถก็ติด แถมแข่งกันบีบแตรดังสนั่นไปทั่วเมือง ดูแล้วไม่ต่างจากเยาวราชบ้านเรา เห็นแบบนี้แล้วรู้สึกผิดหวังมากที่ทุกอย่างไม่ได้สวยงามเหมือนเมืองในฝันที่ฉันวาดภาพไว้ 

กระทั่งมาถึงที่พักของเฮียลิ้ม แกอาศัยอยู่บนตึกสูงชั้นที่ 30 กว่า สภาพตึกที่เฮียลิ้มอาศัยก็ไม่ต่างจากที่ฉันเห็นเมื่อสักครู่ แถมบริเวณหน้าห้องยังมีเพื่อนห้องข้างเคียงทั้งสาวทั้งแก่ออกมานั่งสุมหัวเม้าท์มอยกันเสียงดังล้งเล้งไปทั่ว ดูแล้วไม่ต่างจากสังคมชาวแฟลตบ้านเรา

วันนั้นเฮียลิ้มกับพี่น้อยให้การต้อนรับฉันกับอาม่าเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเฮียลิ้มจะถามฉันเป็นภาษาไทยแบบตะกุกตะกักตลอดทางว่า หิวมั้ย เหนื่อยมั้ย? แต่ฉันก็ตอบปฏิเสธตลอดทาง เพราะกำลังอยู่ในอาการตื่นเต้นกับสภาพบ้านเมือง
ลึกๆ ในใจฉันก็แอบชื่นชมเฮียลิ้มอยู่นะ ว่าแกช่างเป็นคนดีมีน้ำใจดีใจจริงๆ ที่คอยเป็นห่วงเป็นใยถามไถ่ปากท้องเรามาตลอดทาง ผิดกับพี่น้อยที่เป็นคนไทยด้วยกันแท้ๆ แต่กลับไม่ค่อยอยากพูดคุยอะไรกับฉันเลย ดูท่าว่าเธอน่าจะเป็นคนพูดน้อย ยิ้มยากเหมือนคนอมทุกข์มานานแรมปี

ฉันจำได้ว่ามาถึงฮ่องกงประมาณบ่าย 3 โมงกว่า เป็นช่วงที่แดดกำลังร้อนจัดจ้าน อากาศก็ค่อนข้างร้อนมาก เฮียลิ้มจึงต้อนรับฉันกับอาม่าด้วยการโทรศัพท์ไปสั่งบะหมี่และติ่มซำให้มาส่งถึงที่พัก เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งกินที่ร้าน

30 นาทีต่อมา อาหารที่สั่งไว้หลากหลายก็มาส่งให้ถึงห้อง เห็นแบบนี้แล้วก็อดใจไม่ไหว ต้องฟาดลองท้องไว้ก่อน ขณะที่ฉันกับอาม่ากำลังนั่งกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย เฮียลิ้มก็เริ่มแจกแจงเป็นภาษาไทยที่ค่อนข้างฟังรู้เรื่องให้ฉันรับรู้เกี่ยวกับงานที่ต้องทำในแต่ละวัน พร้อมกับแจ้งยอดหนี้สินให้ฉันรับทราบอย่างเป็นทางการว่า

“ลื้อจะต้องทำงานใช้หนี้ให้อั๊ว 150 คน โดยที่ลื้อจะไม่ได้ส่วนแบ่งจากเงินจำนวนนี้ ยกเว้นเงินทิปที่แขกจะให้ลื้อเองต่างหาก”

แค่ฟังประโยคแรกฉันก็เริ่มสะท้านในใจขึ้นมาลึกๆ นึกถึงคำพูดของไอ้เฮียดำขึ้นมาทันที ที่เคยบอกฉันว่า ให้ตัดสินใจให้ดีก่อนเดินทางมาทำงานนะ เพราะที่นี่งานหนักมาก แต่ฉันกลับไม่แยแสสนใจฟังเพราะคิดว่าอย่างไรซะมันก็เป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะต้องทำงานรับแขกถึงวันละ 40-50 คน

เฮียลิ้มอธิบายต่อไปอีกว่า เวลาทำงานอยู่ในห้องกับแขกจะใช้เวลาแค่ 15-20 นาทีเท่านั้น ในกรณีที่แขกไม่เสร็จกิจ ก็ต้องแจ้งให้แขกรู้ว่าต้องขอเก็บเงินเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว ถึงแม้จะเกินไปไม่ถึง 5 นาทีก็ตาม เพราะนั้นเท่ากับว่าเราจะได้เงินค่าตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2 รอบ

เฮียลิ้มบอกว่าส่วนใหญ่ผู้หญิงที่มาทำงานในฮ่องกงจะได้งานกันวันละเกือบ 50 รอบ บางคนก็ได้มากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความอดทน ฉันฟังประโยคนี้แล้วต้องสะดุ้งตกใจ ทุกอย่างเป็นจริงอย่างที่เฮียดำบอกไว้ คิดแล้วไม่อยากเชื่อว่าคนเราจะนอนกับผู้ชายได้วันละหลายสิบคนขนาดนั้น จึงย้อนถามไปว่า

“ถ้าหนูทำไม่ได้ล่ะเฮีย?”
“เมื่อคนอื่นทำได้ ลื้อก็ต้องทำให้ได้”

ไอ้เฮียลิ้มยังบอกอีกว่า ถ้าฉันโดนตำรวจจับก่อนหมดแท็กก็เท่ากับต้องกลับบ้านมือเปล่า ที่ทำๆ มาก็ถือว่าเสียตัวฟรี ฉะนั้นฉันต้องรีบทำงานและทำเวลาให้ไวที่สุด เพื่อให้ได้ยอดเหมือนคนอื่นๆ ที่เขาทำกัน เมื่อใช้หนี้ครบ 150 คนแล้ว คนที่ 151 รายได้จะถูกแบ่งเงินออกเป็น 3 ส่วน คือส่วนที่ 1 ยังคงเป็นของเฮียลิ้ม 50 เหรียญ ส่วนที่ 2 เป็นของกะจั๊ว 50 เหรียญ (กะจั๊วหมายถึงแมงดาหรือคนควงที่นำพาเราไปทำงานทุกวัน) และส่วนที่ 3 เป็นของฉัน 50 เหรียญ

ตอนนั้นฉันรู้สึกแย่มากกับเงื่อนไขที่ถูกเอารัดเอาเปรียบแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้อยากกลับบ้านขึ้นมาทันทีเพราะเงื่อนไขบ้าๆ แบบนี้ โดยที่ไอ้เฮียดำไม่ได้บอกให้ฉันรู้กระจ่างก่อนจะเดินทางมา และสิ่งที่ฉันต้องรู้อีกเรื่องก็คือระยะเวลาการทำงานในฮ่องกงจะมีวีซ่าแค่ 14 วัน ถ้าวีซ่าหมด เฮียลิ้มจะส่งฉันไปต่อวีซ่าที่เมืองซัวเถาหรือเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ และถ้าวีซ่าซัวเถาหมดอีก มันจะส่งให้ไปต่ออีกครั้งที่ฝั่งมาเก๊า เพื่อได้วีซ่ามาอีก 14 วัน

เมื่อเฮียลิ้มแจ้งข้อมูลทั้งหมดให้ฉันฟังเรียบร้อยแล้ว มันก็โทรศัพท์เรียกกะจั๊วให้มารับฉันไปทำงานทันที พร้อมกับยึดพาสปอร์ตและตั๋วเครื่องบินของฉันไปเก็บไว้เอง แล้วบอกว่าจะคืนให้ทันทีหลังจากฉันใช้หนี้มันหมดแล้ว

ครึ่งชั่วโมงต่อมา กะจั๊วที่เฮียลิ้มโทรศัพท์ตามก็มาปรากฏตัว เฮียลิ้มแนะนำให้ฉันรู้จักกับ “ไอ้จง” หรือเรียกว่า “อาจง” เป็นคนฮ่องกง อายุประมาณ 30 ปี มีอาชีพรับจ้างเดินควงผู้หญิงไทยพาไปทำงานตามตึกต่างๆ ทั่วฮ่องกง เราเรียกคนพวกนี้ว่า “กะจั๊ว” หรือ แมงดานั่นแหละ

ไอ้จงทำงานนี้มานานหลายปี จนสามารถพูดภาษาไทยได้อย่างฉะฉาน โดยเฉพาะคำศัพท์หยาบคายจะถนัดมาก สาเหตุที่มันพูดไทยได้คล่องแคล่วก็เพราะเคยมีเมียเป็นคนไทยมานับไม่ถ้วน ก็คือผู้หญิงไทยที่มันเดินควงทำงานนี่แหละ คือควงกันไปควงกันมาก็ล่อกันเอง (เรื่องนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นกับฉันอย่างเด็ดขาด!!)

ลักษณะที่โดดเด่นของไอ้จง คือชอบคาบไม้จิ้มฟันไว้ตลอดเวลา ดูท่าว่าน่าจะออกแนวๆ กวนส้นตีนไม่เบา ยิ่งเห็นสารรูปการแต่งตัวมันแล้ว บอกตรงๆ ว่าฉันไม่อยากเดินร่วมทางกับมันเลย คือมันชอบนุ่งกางแกงขาสั้นระดับเข่า แต่มีคราบดำสกปรกเหมือนไม่ได้ซักมาเป็นเดือน กับเสื้อยืดสีมอๆ ที่มีโลโก้สินค้า ดูก็รู้ว่าเป็นเสื้อของแถม รองเท้าผ้าใบสีขาวแต่ก็ใกล้จะเป็นสีกาแฟเข้าไปทุกที

ผมเผ้าก็กระเซอะกระเซิง ไม่หวีให้เป็นรูปเป็นทรง สรุปโดยรวมๆ คือเป็นคนสกปรกซ๊กมกมาก แถมที่นิ้วนางกับนิ้วกลางมือขวายังด้วนหายไปนิ้วละสองข้อ ฉันมารู้ทีหลังว่ามันเคยทำงานคุมเครื่องจักรมาก่อน แล้วประสบอุบัติเหตุโดนเครื่องจักรตัดนิ้วด้วนไป 2 นิ้ว หลังจากรักษาแผลหายดีแล้วทางโรงงานก็ปฏิเสธไม่ให้มันทำงานต่อไป นั่นเป็นเหตุให้ไอ้จงต้องเปลี่ยนอาชีพมาเป็นกระจั๊ว

ไอ้จงมักจะชอบพูดคำลงท้ายว่า “ล้า” บางครั้งก็มี วะ โว้ย เช่น “โอเค ล้าาาา...ไม่ได้ล้าาาา” ซึ่งเป็นสำเนียงของคนฮ่องกงและเหมือนกับว่ามันอยากโชว์เก๋าให้ฉันรู้ว่ามันเข้าใจภาษาไทยได้อย่างลึกซึ้ง ถึงแม้ว่าฉันจะรู้สึกรังเกียจไอ้จงแต่ทุกครั้งที่มันพูดคำหยาบทะลึ่งตึงตังเป็นภาษาไทยที่ไม่ค่อยชัด ก็ทำให้ฉันขำกลิ้งไปกับมันทุกที
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การทำ social distancing ด้วยการอยู่บ้านหรือที่เรียกว่า “self quarantine” หรือ “กักตนเอง” นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับมนุษย์ส่วนใหญ่
ดูเหมือนว่า หากมองลึกลงไปในเชิงจิตวิทยา ของหรูไฮโซเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เจ้าของดูดีเสียแล้ว