โพสต์นี้ได้รับการแชร์อย่างแพร่หลาย พร้อมกับคอมเมนต์ตำหนินิสัยไม่ชอบอ่านหนังสือของคนไทย พ่วงกับแสดงความเป็นห่วงอนาคตของประเทศว่า แล้วอย่างนี้เราจะไปแข่งขันกับประเทศอื่นได้อย่างไร อีกหน่อยเวียดนามก็คงแซงไทยไป เพราะขยันอ่านหนังสือกว่า
แต่ว่า ในเนื้อหาของบทความที่โพสต์และแชร์กันมากมายนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพาดหัวข่าวไม่กี่บรรทัดแรก ที่เหลือเป็นเรื่องของการใช้พลังของอัศวินเจไดในสตาร์วอร์ส และเรื่องอภินิหารเหนือธรรมชาติต่างๆของหลวงปู่ ที่อ่านแล้วไม่รู้เรื่องเลย
เป็นอันว่า คนที่นำไปแชร์และคอมเมนต์นี่เอง ก็ไม่ได้อ่านเนื้อหาเหมือนกัน
เมื่อสองปีที่แล้ว เว็บดัง Science Post พาดหัวว่า 70% ของคนใช้ Facebook ที่คอมเมนต์มาจากการอ่านแค่พาดหัว ข่าวนี้ได้รับความสนใจอย่างยิ่ง มีคนแชร์ไป 46,000 คน คอมเมนต์ไปมากันมากมาย
ข้อความที่พาดหัวนั้นเป็นความจริง ยกเว้นแต่ว่า ในเนื้อข่าวที่ว่า เป็นภาษาลาตินที่เขียนมั่วๆอ่านไม่รู้เรื่อง และไม่มีใครอ่านออก
น่าสนใจว่า รายนี้อาจหนักกว่าเคสของไทยอีก เพราะแค่มองเนื้อความที่เป็นภาษาลาติน ก็น่าจะรู้แล้วว่าอ่านไม่ได้ แต่นั่นก็ไม่สำคัญ เพราะส่วนใหญ่ไม่คิดจะแม้แต่ชำเลืองตามองเนื้อเรื่องอยู่แล้ว ยิ่งลงมืออ่านไม่ต้องพูดถึง ส่วน Science Post แถลงว่า นี่คือการทดลองพร้อมกับสอนบทเรียนให้กับคนที่ไม่ชอบอ่านไปในตัว
นั่นหมายความว่า ถึงแม้เรายังไม่รู้ว่าคนไทยอ่านหนังสือแค่เจ็ดบรรทัดโดยเฉลี่ยจริงหรือไม่ แต่สำหรับประเทศอื่นแล้ว ก็มีอาการอ่านไม่กีบรรทัดเช่นกัน และดูเหมือนจะกลายเป็นนิสัยใหม่ที่ปกติ หรือ “new normal” ของคนในยุคนี้ไปเสียแล้ว
แต่แน่นอนว่า นี่ย่อมไม่ใช่ new normal ที่เป็นของดี
มีงานวิจัย (คราวนี้ของจริง) โดย Columbia University และ French National Institutue รายงานว่า 59% ของ link ที่แชร์กันบน social media ไม่เคยถูก click อ่านเลย

นักวิจัยของงานนี้สรุปว่า คนอยากแชร์ มากกว่าอยากอ่าน และนี่คือ การบริโภคข่าวสารข้อมูลยุคปัจจุบันที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ต่อสังคม เพราะความนึกคิดของคนมาจากประโยคสั้นๆที่ไม่จำเป็นต้องเป็นความจริง และที่สำคัญ ไม่สนใจอยากรู้มากไปกว่าประโยคสองสามประโยคนั้น
นอกจากนั้น การแชร์ส่วนใหญ่มาจากการแชร์ต่อๆกันมาผ่านโลกโซเชียล ไม่ได้มาจากต้นตอของข้อมูล หรือ สำนักข่าวนั้น ข่าวสารข้อมูลที่ go viral จึงไม่จำเป็นต้องเป็นของจริง และเนื้อหาไม่จำเป็นต้องตรงกับที่พาดหัว
เช่นเดียวกับในเมืองไทย ที่สำนักข่าวบางแห่ง พาดหัวไม่ตรงกับเนื้อข่าวเป็นประจำ โดยพาดหัวเหล่านั้นอาจมีจุดประสงค์แอบแฝง ซึ่งก็ดูเหมือนได้ผลเสมอมา เพราะก็ยังทำอยู่ และมีคนแชร์อยู่เสมอ ซึ่งวิธีนี้ง่ายและประหยัดกว่าการสร้าง fake news เพราะไม่ต้องเสียเวลาเขียนข่าวขึ้นมาใหม่ และยังไม่เสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาว่าตั้งใจหลอกลวงอีกด้วย เพราะเนื้อหาก็ยังเป็นความจริง เพียงแต่ไม่ค่อยมีคนอ่าน
การอ่านไม่กี่บรรทัดและเชื่อตามนั้น มีผลเสียมากกว่าที่คิด เพราะเมื่อบางคนปลงใจเชื่อแล้ว ต่อให้มารู้ทีหลังว่าไม่จริงแน่ๆ ก็ยังปักใจเชื่ออยู่ สิ่งที่รับรู้มาอย่างผิดพลาด ก็จะคงอยู่ตลอดไป พร้อมกับแพร่หลายไปในสังคม และหยั่งรากลึก
ทำไมคนเราถึงเชื่อหรือยึดมั่นในข้อมูลผิดๆนั้น ทั้งที่ต่อมารู้และเข้าใจด้วยว่ามันไม่ใช่ ก็ยังเชื่ออยู่อีก?
ปรากฏว่า ไม่ใช่เรื่อง “ยอมโง่ดีกว่ายอมเสียฟอร์ม” อย่างที่พูดกัน เพราะ มีงานศึกษาดังโดย De keersmaecker และ Roets ที่ลงใน Journal of Intelligence และถูกนำไปรายงานโดยสื่อซีเรียสอย่าง Scientific American ทดลองให้คน 400 คน อ่านประวัติของพยาบาลสาวชื่อ นาตาลี โดยในประวัติระบุว่าเธอเป็นพยาบาลที่ทุจริต ลักลอบเอายาของโรงพยาบาลมาขาย เพื่อเอาเงินไปซื้อของแบรนด์เนมหรูมาใช้ เธอทำแบบนี้อยู่ 2 ปี ถึงถูกจับได้
จากนั้น ให้คนอ่านให้คะแนนความซื่อสัตย์ของ นาตาลี ซึ่งแน่นอนว่า จะต้องออกมาแย่สุดๆ
ต่อมา คนอ่านได้ข้อมูลใหม่ว่า ข้อมูลเดิมไม่จริง ที่จริงแล้ว นาตาลี เป็นผู้บริสุทธิ์ และให้กลับไปให้คะแนน นาตาลี ใหม่
ปรากฏว่า บางคนให้คะแนน นาตาลี ดี แต่บางคนก็ยังให้คะแนนเธอไม่ดี มองว่าเธอเป็นผู้ร้ายอยู่เหมือนเดิม
ต่อมา คนเหล่านี้ถูกทดสอบ cognitive ability หรือ ทักษะทางปัญญา อันเป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ พบว่า คนที่ปรับคะแนนนาตาลีใหม่ให้สูงขึ้นมักเป็นคนที่มี cognitive ability สูง ส่วนคนที่มี cognitive ability ต่ำก็จะยังมองนาตาลีไม่ดีอยู่อย่างนั้น
นั่นคือ คนที่มี cognitive ability ต่ำ ไม่สามารถขจัดทัศนะที่ถูกปลูกฝังแต่แรกเริ่มได้ ถึงแม้จะรู้ว่า ข้อมูลที่เคยได้มานั้นไม่ถูก ไม่จริง ก็ตาม ทัศนะที่เกิดขึ้นในครั้งแรกยังฝังติดหนึบอยู่
อีกงานศึกษาของ Hasher และ Zacks อธิบายว่า คนบางคนบางคนไม่สามารถ “ลบ” ข้อมูลที่ผิดออกจากสมองได้จริงๆ ถึงแม้ว่าจะรู้ว่าผิด ซึ่งทำให้เกิดอาการ mental clutter หรือความสับสนทางความคิด เชื่อมาอย่างไร ก็ไม่เปลี่ยน ข้อมูลที่รับรู้ครั้งแรกจึงมีอิทธิพลสูงสุด
อีกงานศึกษาพบว่า ยิ่งคนอายุมาก ยิ่ง cognitive ability ลด ทำให้ง่ายต่อการเป็นเหยื่อของข้อมูลผิดๆ ไม่ว่าจะเป็น พาดหัวหลอก หรือ ข่าวหลอก ก็แล้วแต่
ดังนั้น เมื่อคนที่แชร์ข้อมูลผิดๆออกไป พบว่า ข้อมูลที่ตนแชร์นั้น ไม่จริง เช่น ผู้ร้ายที่เคยถูกรุมประนาม ที่จริงแล้วคือผู้บริสุทธิ์ หรือ เป็นเรื่องเข้าใจผิด หรือ เป็นเรื่องมองด้านเดียว ฯลฯ คนที่มี cognitive ability สูงก็จะปรับเปลี่ยนทัศนะทันที ส่วนคนที่มี cognitive ability ต่ำ ก็ยังจะยึดมั่นในทัศนะเดิมต่อไป เพราะสมองไม่สามารถลบข้อมูลผิดๆ หรือ declutter unused infomation ได้ อีกทั้งยังอาจจะเผยแพร่ข้อมูลเหล่านั้นต่อไปอีกด้วย
คำถามต่อมาคือ ในสังคมหนึ่งๆ มีคนที่มี cognitive ability สูงหรือต่ำมากกว่ากัน? ซึ่งคงยังไม่มีคำตอบอย่างเป็นทางการ แต่ถ้าหากมีคนที่มี cognitive ability ต่ำมากกว่า ก็ย่อมทำให้ผลเสียของการอ่านไม่กีบรรทัด มีความเสียหายต่อสังคมนั้นๆมากกว่า
ข้อความน้อยบรรทัด เป็นข้อความที่สั้นจำง่าย เข้าใจทันที เพราะเป็นการบอกเล่า ไม่ใช่การอธิบาย บางครั้งมาในรูปของโปสเตอร์บน news feed ที่ไร้เนื้อหาให้คลิกอ่าน การแชร์ต่อๆ ซ้ำๆ เห็นแล้วเห็นอีก ทำให้คนฝังใจว่า นี่คือเรื่องจริงไปโดยไม่รู้ตัว
งานศึกษาของ Hasher และทีมงานได้ศึกษาในประเด็นนี่้ โดยทดลองให้คนฟังข้อความต่างๆเป็นเวลาสามวัน โดยบางข้อความเวียนมาซ้ำๆ บางข้อความได้ยินเพียงครั้งเดียว พบว่า คนเรามักจะเชื่อข้อความที่ได้ยินซ้ำๆซากๆ มากกว่า โดยไม่ต้องมีหลักฐานเพิ่มเติมอื่นใดมาสนับสนุนก็ได้ เรียกว่า แค่ฟังซ้ำก็เชื่อแล้ว หรือ เข้าใจไปว่า familarity คือ truth หรือ ความคุ้นเคย = ความจริง
การนิยมอ่านไม่กีบรรทัด จึงทำให้เกิดความเสียหายมากมาย ยิ่งเป็นข้อความที่ทำให้คนโกรธ build อารมณ์โมโห ยิ่งทำให้ go viral ได้มากขึ้น และคนที่เขียนข้อความเหล่านั้นก็รู้ดีถึงได้ทำ
งานศึกษาอีกชิ้นของ MIT Massachusattes Institute of Technology โดย Sinan Aral ที่รายงานใน Journal Science ชี้ว่า จากตัวอย่างศึกษาการแพร่กระจายข้อมูลใน 1,500 คน พบว่าข้อมูลหลอกเหล่านี้ แพร่กระจายได้ดีกว่าความจริงถึง 6 เท่า และมักจะเป็นเกี่ยวกับการเมืองมากที่สุด มากกว่าจะเป็นเรื่องของ ภัยพิบัติ การก่อการร้าย การเงิน
แน่นอนว่า ถ้าคิดจะทำ fake info เรื่องอื่นก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่พอเป็นเรื่องการเมือง ได้ประโยชน์เห็นๆ fake info เรื่องการเมืองจึงถูกผลิตมากที่สุด ถี่ที่สุด และผ่านตามากที่สุด
ส่วนงานศึกษาของ Vosoughi จาก MIT เหมือนกัน เพิ่มเติมว่า โอกาสที่ข้อมูลผิดๆเหล่านี้จะถูกแชร์ต่อ มีมากกว่าข่าวจริงถึง 70% กลายเป็นว่า ข่าวสารการเมืองที่แชร์กันเห็นๆนั้น อาจจะมีความจริงแท้ไม่เท่าไหร่ เพราะของจริงกลายเป็นส่วนน้อยไปแล้ว
นั่นคือการศึกษาวิจัยในสหรัฐ แต่สำหรับประเทศไทยเราอาจยังไม่รู้
แต่ไม่ว่าใครจะมีความเห็นทางการเมืองต่างกันอย่างไร ต่างค่าย ต่างขั้วการเมืองอย่างไร สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ทัศนะเหล่านั้นควรจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง ข้อมูลที่เป็นจริง
เป็นไปได้ว่า ไม่ง่ายที่จะมั่นใจว่าอะไรคือข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริง แต่อย่างน้อยเพื่อเปิดโอกาสให้ความจริงได้มีบทบาท อย่างง่ายสุดที่จะเริ่มทำได้คือ ไม่อ่านแค่พาดหัว ไม่อ่านเพียงไม่กี่บรรทัด
เพราะจะเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก ถ้าคนในประเทศต้องทะเลาะกัน เพราะความขี้เกียจในการอ่าน






