OPINION

อิทธิพลแฟน : เรื่องของ Michelangelo Phenomenon vs Blueberry Phenomenon

สุรพร เกิดสว่าง
3 มิ.ย. 2562
“ฉันเห็นเทพบุตรแฝงกายอยู่ในหินอ่อนนี้ และได้ลงมือสลักมัน เพื่อปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสระ”
Michelangelo พูดถึงผลงาน “David” อันลือชื่อของเขา
 
การที่แฟนสามารถดึงเอาความสามารถของเราที่ซ่อนอยู่ หรือช่วยส่งเสริมความสามารถของเราที่มี จนสามารถสานฝันให้กลายเป็นจริงได้ เรียกว่า “ปรากฏการณ์ ไมเคิลแองเจโล” “Michelangelo Phenomenon” หรือ “Michelangelo Effect”   เปรียบเทียบได้กับ  Michelangelo (ค.ศ.1475-1564) ศิลปินยุคเรเนซองส์ของยุโรป ที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกจากท่อนหินที่แข็งกระด้าง จนกลายเป็นรูปสลักสวยงามอ่อนช้อยราวกับมีชีวิตขึ้นมาได้ 
 
ศัพท์คำนี้มาจากรายงานการศึกษาอันมีชื่อเสียง “Close partner as a sculptor of the ideal self: behavioral affirmation and the Michelangelo phenomenon”.ของ Drigotas, Rusbult, Wieselquist, Whitton ในปี 1999 ที่ลงใน Journal of Personality and Social Psychology. โดยให้ข้อสรุปว่า “อิทธิพลที่แรงที่สุด ที่ทำให้คนเราสามารถใช้ความสามารถที่มีอยู่ได้เต็มที่ มาจากคู่ชีวิต (แฟน) นั่นเอง”
 
เงื่อนไขหลักของ Michelangelo Phenomenon มีอยู่ว่า การสนับสนุนของแฟนนั้น ต้องเป็นตามความต้องการ “ที่มีอยู่แล้ว” ของอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ใช่ว่าแฟนเป็นคนชี้นิ้วต้องการเสียเอง 
 
งานศึกษาของ Rusbelt, Finkel, Kumashiro ในปี 2009 ก็สนับสนุน concept นี้ เพราะพบว่า คนเราไม่ได้สามารถสร้าง ideal self หรือตัวตนในอุดมคติของแฟนขึ้นมาเองได้ ที่เราทำได้ก็เพียง ส่งเสริมให้ ideal self ของแฟนนั้นปรากฏขึ้นเท่านั้น 
 
ดังนั้น การพยายามบงการชีวิตให้แฟนเป็นไปตามที่เราต้องการ ไม่ว่าจะมาจากความหวังดีแค่ไหน เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้จริง เพราะสิ่งที่ดูเสมือนว่าได้ผล เช่น แฟนยอมทำตามที่เราต้องการทุกประการ เป็นเพียงการประนีประนอม ซึ่งไม่ใช่มาจากตัวตนแท้จริง ที่เป็น ideal self ของเขา และไม่ได้สนอง passion ที่เขามีอยู่
 
เป็นไปได้ด้วยว่า ความต้องการที่มีอยู่นั้น นั้นเป็นสิ่งที่เราไม่กล้าแสดงออกชัดเจน เพราะไม่มั่นใจในตัวเอง หรือไม่มั่นใจในคนรอบข้างว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ จึงได้แต่ “อยาก” แต่ไม่ลงมือทำเสียที จนกระทั่งมาพบกับคนที่มองเห็นและเข้าใจใน passion ที่มีอยู่ มาเป็นแฟนคอยให้กำลังใจและให้การสนับสนุนต่างๆ พยายามดึงส่วนที่ดีที่สุดของเราออกมา หรือ “Bring the best out of me”
 
การเกิด Michelangelo Phenomenon นั้น ไม่จำเป็นว่า แฟนต้องรู้จักตัวเราเป็นอย่างดีว่ามีความสามารถซ่อนอยู่จริงหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน เพียงแต่มองเราในด้านบวก และสนับสนุนพร้อมกับให้กำลังใจก็อาจจะสามารถทำให้สิ่งดีๆเกิดขึ้นได้แล้ว
 
Michelangelo Phenomenon จึงไม่ได้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร หากเป็นเรื่องของทัศนะเสียมากกว่า เช่น เรารักการวาดรูปเหลือเกินแลtฝันว่าวันหนึ่งจะเป็นศิลปินที่มีผลงาน ทั้งที่ฝีมือตอนนี้ยังไม่เอาไหน แต่เมื่อพบกับแฟนที่คอยให้กำลังใจอยู่เสมอ พร้อมกับสนับสนุนด้วยแบ่งปันเวลาและภาระ เราก็อาจจะมีกำลังใจมากพอ ไม่ย่อท้อที่จะฝึกฝน ศึกษาเรียนศิลปะ จนกลายเป็นศิลปินอย่างที่ฝันไว้ได้
 
ในทางตรงข้าม หากแฟนพูดตามความจริงว่า ฝีมือวาดรูปเราแย่มาก พร้อมกับหัวเราะเยาะว่าความฝันอยากเป็นศิลปินเป็นเรื่องตลกไร้สาระ เราก็อาจจะเลิกล้มความตั้งใจไปแต่แรก และทิ้งความฝันอยากเป็นศิลปินไป
 
Michelangelo Phenomenon จึงถือเป็นกลไก self-fufilling prophecy อย่างหนึ่ง ที่เมื่อคนเราคิดอย่างไร ก็จะส่งผลให้เป็นจริงตามนั้นขึ้นมา อย่างเช่น เมื่อเราเชื่อตามอย่างที่แฟนพูดให้กำลังใจ เราก็อาจจะเพิ่มความเชื่อมั่นในตนเอง ทำทุกอย่างเต็มความสามารถที่มี จนกระทั่งสิ่งที่ดูเหมือนไม่น่าจะเป็นไปได้ในแรกเริ่ม ก็เป็นจริงได้ในที่สุด
 
ในทางตรงข้าม แฟนที่ดับฝัน ทำลาย passion ที่เคยมีให้สูญสลาย ก็มีจำนวนไม่น้อย ในทางจิตวิทยา เรียกสภาพคนละขั้วกับ Michelangelo Phenomenon นี้ว่า “ปรากฏการณ์ บลูเบอรี่” “Blueberry Phenomenon” หรือ “Blueberry Effect” ซึ่งเป็นสภาพความสัมพันธ์ที่แต่ละฝ่ายต่างดึงส่วนที่แย่ที่สุดออกมา หรือ “Bring the worst out of me” โดยชื่อนี้มาจากรสชาติอันก้ำกึ่งของ blueberry ที่บางคนกินแล้วรู้สึกเปรี้ยว แทนที่จะรู้สึกหวานอย่างที่ควรเป็น 
 
ดูเผินๆเหมือนกับว่า คู่ที่เกิด Blueberry Phenomenon ไม่น่าจะอยู่กันได้นาน เพราะจะทะเลาะจนเลิกรากันไปในไม่ช้า แต่ที่จริงเป็นว่า Blueberry Phenomenon อาจทำให้ชีวิตคู่ยั่งยืนตลอดกาลก็ได้  เพียงแต่จะยั่งยืนโดยมีความสุขที่แท้จริงหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะพวกเขาต้องแลกกับความฝันที่เคยมี กับความอยู่รอดของชีวิตคู่
 
อย่างเช่น คนหนึ่งอาจชอบกิจกรรม outdoor เป็นชีวิตจิตใจ จนถือเป็นตัวตนหรือ identity ของเขาหรือเธอ แต่เมื่อแฟนไม่ได้เป็น outdoor type หากชอบตระเวนชิมอาหารมากกว่า คนนั้นก็ยอมละทิ้งกิจกรรม outdoor ที่เคยทำเคยชอบ ตามแฟนเดินเข้าออกร้านอาหารต่างๆ พร้อมกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและรูปร่างที่กำลังเปลี่ยนไป เพราะนอกจากเป็นหนึ่งในไม่กี่สิ่งที่ทำร่วมกันได้แล้ว ยังเป็นวิธีที่จะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันบ่อย อีกทั้งยังเป็นการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งอีกด้วย โดยทั้งหมดนี้  ลึกลงไปในใจแล้ว จะอดคิดถึงชีวิตในอดีตที่โลดโผนและเต็มไปด้วยสีสันไม่ได้
 


ในทางกลับกัน คู่ของ Michelangelo Phenomenon อาจไม่ได้ดูเป็นคู่ที่ดูดีตัวติดไปด้วยกันทุกหนแห่ง อาจไม่ได้เป็นคู่รักที่มีภาพสวีทโปรโมทออกสื่อถี่ แต่ในเนื้อแท้แล้ว กลับเป็นคู่ที่มีความ connect กันอย่างลึก มีความเข้าใจถึง passion ส่วนตัวที่แต่ละคนมี จนยอมแบ่งปันเวลาให้แต่ละฝ่ายได้สร้างความฝันนั้นให้เป็นจริง ยอมให้อีกฝ่ายได้มีโอกาสกับสิ่งที่เป็น passion อันมีค่า ถึงแม้ว่าจะต้องแลกกับเวลาที่อยู่ด้วยกัน และปัจจัยบางอย่างก็ตาม 
 
ต้นทุนของ Michelangelo Phenomenon นั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เราไม่มีทางรู้แน่ชัดว่า เมื่อแฟนเราได้มีชีวิตอย่างที่ฝันไว้ ได้ใช้ความสามารถเฉพาะตัวอย่างเต็มที่ เขาหรือเธอนั้น ยังจะเป็น “คนเดิม” สำหรับเราอยู่หรือไม่
 
อีกทั้งเหมือนอย่างที่พูดว่า “ความฝันทุกอย่างมีราคา” หรือ “Each dream has a price”  เราอาจไม่ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมาก เพราะต่างคนต้องมีเวลากับ passion ส่วนตัว เราอาจต้องอดทนครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อความพยายามของเขาล้มเหลว เราอาจต้องลดโอกาสในปัจจุบัน เพื่อแลกกับโอกาสที่ยังไม่แน่นอนในอนาคต เหมือนที่บทเพลงของ Roger และ Hammerstein ที่ว่า “เขามีความฝันนับพัน ที่อาจไม่มีวันเป็นจริง แต่เธอก็ยังเชื่อตามนั้น และนั่นพอแล้วสำหรับเธอ” 
 
และนั่นคือต้นทุนของ Michelangelo Phenomenon ที่ทำให้ความสัมพันธ์จำนวนมากไปไม่ถึง เพราะไม่กล้าไป
 
แน่นอนว่า ใน ideal หรืออุดมคติ คือ ต่างฝ่ายต่างชอบในสิ่งเดียวกันเป๊ะ และสามารถ fufil passion ที่มีร่วมกันได้ พร้อมกันได้ โดยไม่ต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียสละ หากเป็นเช่นนั้น นั่นคือ Michelangelo Phenomenon สมบรูณ์แบบที่หาได้ไม่ง่ายนัก มีเพียงคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่โชคดีเช่นนี้
 
คู่ที่เป็น Michelangelo Phenomenon จึงเป็นความสัมพันธ์ที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ เน้นความเข้าใจกัน การ connect กันอย่างลึก มากกว่าการนับหน่วยเวลาที่อยู๋ด้วยกัน ส่วนคู่ที่เป็น Blueberry Phenomenon ให้ความสำคัญกับปริมาณเวลาที่ใช้ร่วมกัน และชีวิตที่ดำเนินไปในเชิงสัญลักษณ์มากกว่า
 
น่าสนใจว่า สังคมทั่วไปมองคุณภาพของความสัมพันธ์ไปในทางเดียวกับ Blueberry Phenomenon แทนที่จะเป็น Michelangelo Phoenomenon ซึ่งอาจเป็นเพราะว่า ปริมาณเวลาเป็นสิ่งที่รับรู้ง่าย ง่ายกว่าจะไปล่วงรู้ลึกถึงคุณภาพความสัมพันธ์ที่มองไม่เห็น ทำให้ในทัศนะแบบจารีตหรือ traditional view ถือว่า “ปริมาณเวลาที่ใช้ร่วมกัน คือตัวชี้วัดการประสบความสำเร็จของชีวิตคู่” และนั่น ทำให้หลายคนรับทัศนะนี้มาเป็น norm หรือบรรทัดฐานในการวัด “ความสำเร็จ” ของคู่ตน และเลือกที่จะอยู่ในสภาพ Blueberry Phenomenon อย่างมุ่งมั่นตามที่สังคมมอง
 
นักจิตวิทยาบอกว่า ในขณะที่คู่ Michelangelo Phenomenon มีต้นทุนและความเสี่ยงที่ต้องแลก พร้อมกับความไม่แน่นอนของอนาคตข้างหน้า แต่สิ่งที่ได้กลับมาทันทีในวันนี้คือ ความสุขจากการเข้าใจในตัวตนของกันและกัน อันทำให้ชีวิตคู่มีความหมาย เป็นการเก็บเกี่ยวความสุขได้ในทันที และถ้าหากความยอมเสี่ยงในวันนี้ ส่งผลให้ได้ผลลัพธ์ที่สมหวังในวันหน้า ก็จะยิ่งทำให้ทั้งชีวิตคู่และชีวิตส่วนตัวประสบความสำเร็จมากขึ้นไปอีก
 
ในขณะที่ คู่ของ Blueberry Phenomenon ดูเผินๆเหมือนกับไม่ได้เสี่ยง ไม่ได้มีภาระต้นทุนที่ต้องแบกเหมือนกับคู่ Micheangelo Phenomenon เพราะต่างยอมถอยเพื่อที่จะได้ไม่ต้องเกิดปัญหา และสิ่งที่ได้กลับมาในทันทีในวันนี้คือ ความราบรื่นในชีวิตคู่ ที่น่าจะทำให้อยู่ด้วยกันได้ไปนานแสนนาน
 
แต่นั่นอาจเป็นเรื่องในเชิงสัญญลักษณ์มากกว่า เพราะเบื้องหลังคือ การสูญเสียความฝันที่ต่างคนเคยมี การตัดทอนความเป็น original ของตัวตนบนการใช้ชีวิตแบบไม่เต็มที่ เพื่อให้คงสถานภาพเป็นแฟนกันต่อไปได้  ซึ่งล้วนแต่เพียงการย้ายความเสี่ยงในวันนี้ ไปเพิ่มความเสี่ยงในวันข้างหน้า ด้วยการเสี่ยงต่อการ disconnect หรือหมดใจต่อกันในระยะยาว
 
กลายเป็นว่า สิ่งที่เราต้องการปกป้องอย่างที่สุด กลับถูกทำลายด้วยความพยายามปกป้องมันเสียเอง และการพยายามรักษาความสัมพันธ์ในวันนี้ ที่จริงแล้วคือเพาะบ่มการสูญสบายความสัมพันธ์ในวันข้างหน้า
  
แต่ก็เป็นไปได้เหมือนกันว่า คู่ที่เลือก Blueberry Phenomenon มองเห็นความสำคัญของชีวิตคู่เหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด และเต็มใจที่จะแลกด้วยความเป็น ideal self ทีใฝ่ฝัน โดยรู้สึกว่าคุ้มที่จะแลก เพราะสำหรับบางเคสแล้ว ชีวิตคู่ไม่ได้เป็นแค่เรื่องความรักอย่างเดียว ยังเป็นเรื่องของความมั่นคงและเรื่องอื่นๆอีกด้วย
 
แต่ก็มีคำถามว่า ในวันข้างหน้าเราจะยังมีความเห็นเช่นนี้อยู่เหมือนเดิมหรือไม่? และถ้าหากทัศนะเปลี่ยนไป เมื่อนั้นจะเกิดอะไรขึ้น?
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ใครๆก็เคยเหงา นี่คือ 8 วิธีแก้เหงาของคนโสด
การรู้จักวางตัวคือหนึ่งในวิธีใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาด...บางครั้งเราอาจแกล้งโง่บ้างเพื่อใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น รอดจากภยันตราย รวมถึงสามารถบรรลุเป้าหมายแบบไม่ยาก