มีหลายต่อหลายอย่างในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ ถ้าอยากได้ ต้องทำเหมือนไม่อยากได้ อยากให้เกิด ต้องทำเป็นไม่สนใจ หรือแม้กระทั่งทำตรงข้าม เมื่อ input กับ output ดูแย้งกัน ตรงข้ามกัน เรียกอาการแบบนี้ว่า “paradox” (ภาษาไทยใช้คำว่า “ปฏิทรรศน์”) จนมีคำกล่าวว่า “Life is full of paradox.” อันเป็นสัจธรรมพื้นฐานอย่างหนึ่งของชีวิต
Paradox มีหลายอย่างหลายแบบ อย่างที่มีให้เห็นและบ่นทุกวันคงเป็น “event paradox” ซึ่งเป็นเรื่องของความคาดหมาย ที่ไม่เป็นไปอย่างที่คิด ยิ่งต้องการมากเท่าไหร่ ยิ่งไม่ได้ แต่เมื่อเฉยๆไม่สนใจ กลับได้สิ่งที่เตยต้องการนั้นมาโดยไม่รู้ตัว
เราพบเห็นเสมอว่า คนที่โหยหาความรักมากมาย กลับหาความรักจริงไม่ได้ หรือ คนที่ต้องการร่ำรวยอย่างรวดเร็ว กลับยากจนในเวลาไม่นาน หรือ คนที่ต้องการการยอมรับนับถือ กลายเป็นคนน่ารำคาญที่ใครๆก็เลี่ยงหนี
ส่วนคนที่ไม่ได้กังวลกระหายความรักมากมาย กลับมีชีวิตรักที่ดี คนที่ไม่หมกมุ่นกับเงินทองกลับร่ำรวยขึ้นเรื่อยๆ คนนอบน้อมถ่อมตน ไม่แคร์ว่าใครจะต้องยกย่อง กลับได้รับการยกย่องชื่นชม เพื่อนฝูงมากมาย
ที่จริงแล้ว หากมองย้อนกลับไปแบบ hindsight หลังจากเหตุการณ์จบ เราอาจเห็นว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาและกลไกของ law of cause and effect หรือ กลไกของสาเหตุและผลลัพธ์ ก็ยังทำงานตามปกติของมัน จนไม่น่าประหลาดใจแต่อย่างใด
นั่นเพราะเรื่องของ paradox เป็นเรื่องที่ไม่เป็น paradox สำหรับคนภายนอก แต่เป็นเรื่อง paradox สำหรับผู้ที่อยู่ภายในเหตุการณ์ โดยเฉพาะในเวลาก่อนเหตุการณ์ หรือ ระหว่างที่เหตุการณ์กำลังดำเนินไป ว่า เหตุใดผลลัพธ์ออกมาถึงพลิกตรงข้ามไปได้
ความที่เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ ทำให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เองมักมองไม่ออก และเดินเกมพลาด การอ่านกลไกของ paradox ออก จึงถือเป็นข้อได้เปรียบที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ถึงแม้การอ่านจะไม่ง่ายนัก เพราะฝืนกับความรู้สึก
วิธีมอง event paradox ออก ขึ้นอยู่กับการมองเห็นว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ไปกระตุ้นหรือ trigger defense mechanism หรือ “กลไกการป้องกันตัวเอง”ของอีกฝ่าย หรือไม่ ยิ่งมีความตั้งใจมาก ยิ่งไปทำให้ defense mechanism โต้กลับแรง
สาเหตุการต่อต้านนั้นเป็นไปได้หลากหลายเหตุผล ตั้งแต่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลง ไม่ไว้ใจ โดยธรรมชาติของมนุษย์คือต้องการลดความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น ก็คือ ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงที่ยังไม่เห็นประโยชน์ชัดเจนไว้ก่อน ซึ่งเป็นปกติธรรมชาติ
นั่นหมายถึงว่า หากเรามาอย่าง “แรง” การต่อต้านก็จะแรงตาม ไม่ใช่มาอย่างแรง แล้วเรื่องจะเสร็จทันใจ และ ไม่ใช่มาด้วยความหวังดี แล้วจำเป็นว่า อีกฝ่ายหนึ่งจะเห็นว่าดีด้วย
เพราะ “ความหวังดี” ที่ว่านั้นเป็นเรื่อง subjective หรือ นานาจิตตัง แล้วแต่จะมอง คนที่รักมากอาจจะบอกว่านี่คือความรักที่ยื่นให้ อีกคนอาจมองว่า นี่คือการต้องการมาเป็นเจ้าของ ไม่ใช่ความรัก สารพัดจะตีความ
นอกจากนั้น การมาอย่างแรง เท่ากับเป็นการบอกอีกฝ่ายหนึ่งว่า เราต้องการชนะ นั่นคือใช้ dominant strategy ทั้งๆที่เราคิดว่า cooporate strategy อยู่ก็ได้ เพราะเรามาด้วยความหวังดี ซึ่งตามหลักของ game theory บอกว่า ถ้าใครมองว่า อีกฝ่ายมาแบบ dominant strategy ก็จะตอบโต้ด้วย dominant strategy เช่นกัน ถ้าหากคิดว่ามีแรงสู้ได้
หรือแม้กระทั่งไม่มีแรงสู้ได้ อ่อนแอกว่า ฝ่ายที่โดนก็อาจจะเล่นกลับด้วย dominant strategy ได้อีกเช่นกัน นั่นคือ สู้กลับทั้งๆที่รู้ว่าแพ้แน่ ทั้งนี้เพราะพฤติกรรมคนเราไม่จำเป็นต้องเป็นตรรกะเสมอไป Behavioral Economics ชี้ว่า บางครั้งศักดิ์ศรีสำคัญกว่าทุกสิ่ง และคนเราเลือกจะปกป้องศักดิ์ศรีไว้แม้ว่าจะสูญเสียด้านอื่น

การใช้ dominant strategy หรือ ต้องการเอาชนะนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นการมาอย่างชัดเจนแบบการประกาศสงครามเสมอไป เพียงแค่มาอย่าง “เหนือกว่า” ด้วยความหวังดี ก็สามารถ trigger หรือกระตุ้นให้อีกฝ่ายกลัว และสวนทางโต้กลับด้วยการเอาชนะได้แล้ว
อย่างเช่น พ่อแม่ที่หวังดีกับลูก หากคิดแต่จะหวังดีอย่างไม่มีทักษะการฑูตก็อาจจะถูกต่อต้าน หรือ เจ้านายที่อยากให้ลูกน้องเก่ง มอบหมายงานท้าทายมีอนาคตให้แต่ไม่สื่อสารให้ดี ก็อาจโดนนินทา
ที่สำคัญคือ สิ่งที่เรา “หวังดี” นั้นไม่เป็นผลดีต่อเขาจริงๆ และเราคิดไปเองว่าดีกับเขา
อย่างหลังนี่คือ ความเป็น paradox อยู่ในตัวเราเอง ไม่ใช่อื่นใด และเป็นเคสที่ยากสุดที่จะมองให้ออกตั้งแต่ต้น เพราะถ้ามองออกตั้งแต่ต้นแล้ว ความเป็น paradox ทั้งหมดก็คงไม่เกิด
อย่างเช่น คนที่ต้องการความรักมากมาย จนระแวงไปหมดว่าจะสูญเสียความรักนั้นไป และพยายามย้ำ confirm ว่าความรักนั้นยังคงอยู่ด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการตัวติดกันตลอดเวลา ความหึงหวงที่คิดไปเอง หรือความต้องการเชิงสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ในทางปฏิบัติยากยิ่งที่จะตอบสนองได้สม่ำเสมอ จน “ความรัก” ที่ว่า กลายเป็นการพยายามเอาชนะหรือ dominant strategy มากกว่าการพยายามร่วมมือกัน
ผลคือ อีกฝ่ายถูกกดดัน เกิดการ trigger dominant strategy เกิดการตอบโต้ ไม่ยอมกัน ทะเลาะกัน ทั้งๆที่ไม่จำเป็นเช่นนั้น และจบลงที่การยุติความสัมพันธ์อย่างน่าเสียดาย
นอกจาก event paradox แล้ว ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ paradox ที่เกี่ยวกับจิตใจตัวเรานี่เอง อาจเรียกว่า mind concious paradox นั่นคือ “ถ้าเราต้องการ อย่าไปคิดถึงมัน”
เช่น ถ้ากลัวว่าจะนอนไม่หลับ อย่าไปคิดว่าต้องนอนให้หลับ ถ้าต้องการพูดเก่ง อย่าไประวังว่าจะพูดผิดหรือ เมื่อไม่ต้องการคิดถึงเรื่องใด อย่าไปคิดว่า ต้องไม่คิดถึงเรื่องนั้น เพราะจะทำให้เราคิดถึงเรื่องนั้นในทันที เช่น หากพยายามอย่าไปคิดว่าเจ็บแผล เราก็จะคิดถึงแผลนั้นและเจ็บทันที
Cognitive psychology บอกว่า ในจุดเวลาหนึ่งๆ คนเราสามารถให้ความสนใจกับสิ่งเดียวเท่านั้น ดังนั้น วิธีแก้ดีที่สุดคือ หาเรื่องอื่นที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง มาเบี่ยงเบนความสนใจไป
เช่นเดียวกับเรืองใหญ่ในชีวิต อย่างการแสวงหาความสุข หรือ ความหมายในชีวิต
ถ้าหากเราให้ความสนใจกับการ “หา” ของที่เป็น abstract เราจะไม่มีทาง “เจอ” ของ abstract นั้นเลย เพราะเราไม่สามารถหาและเจอได้ในเวลาเดียวกัน เหมือนอย่างหากระเป๋าสตางค์ที่รู้ว่ารูปร่างเป็นอย่างไรและจับต้องได้
ดังนั้น วิธีเดียวที่จะค้นพบ ความสุข และ ความหมาย ก็คือ ไม่ต้องคิดถึงมัน
มีการศึกษาของ Steger, Oishi, Kashdan แห่งสามมหาวิทยาลัยดังในสหรัฐ โดยใช้ online survey กับคน 8,000 คน ที่ครอบคลุมหลายประเทศ โดยใช้ “Meaning of Life Questionnaire” ที่มีคะแนนสองอย่าง อย่างแรกชี้ว่า ใครกำลังแสวงหาความหมายในชีวิตอย่างมุ่งมั่น กับ อีกคะแนนบอกว่า ใครที่เจอความหมายในชีวิตแล้ว
พบว่า กลุ่มที่ได้คะแนนสูงทั้งสองแบบกลับเป็นพวกที่ ไม่พอใจในชีวิต และไม่มีความสุขนัก นั่นคือ คนที่ค้นหาและเจอความหมายในชีวิต กลับรู้สึกว่าชีวิตไม่ดี
ผลการศึกษานี้ชี้ว่า เคล็ดลับของการหาความหมายในชีวิตให้เจอ คือ อย่าไปเสียเวลาคิดค้นหา หาก็ไม่เจอ ถึงคิดว่าเจอแล้ว แต่ก็ไม่ได้เจอจริง เพราะไม่ได้ทำให้รู้สึกดี แต่ควรหันไปทำชีวิตให้เต็มไปด้วยสิ่งที่น่าสนใจมีค่า และสนุกกับมันดีกว่า แล้วความหมายในชีวิตจะปรากฏขึ้นเอง
ในเรื่องนี้ คงหาใครที่จะมีทั้งความรู้จิตวิทยาบวกกับประสบการณ์จริงเท่ากับ Viktor Frankl คงไม่ได้ เพราะเขาเป็นทั้งนักจิตวิทยาชื่อดัง และใช้ชีวิตในค่ายกักกันของนาซีที่ไม่รู้ว่าจะถูกรมแก๊สเมื่อไหร่ Frankl สรุปสิ่งที่เขาพบไว้ในหนังสือคลาสสิค “Man’s Search for Meaning” ว่า “เราไม่ควรมองหาความหมายของชีวิต”
Frankl ย้ำว่า “อย่ามุ่งเป้าชีวิตที่ความสำเร็จ ยิ่งคุณตั้งใจเท่าใด คุณจะยิ่งพลาดมากเท่านั้น สำหรับความสำเร็จมันก็เหมือนกับความสุข นั่นคือ เราไม่สามารถตามหามันได้เลย นอกจากมันจะมาเราเอง”
เขาอธิบายต่อว่า ทั้งความสำเร็จและความสุข เป็นผลพลอยได้จากการทำสิ่งที่เราสนใจและมีค่าในชีวิต ไม่ใช่สิ่งที่เราจะทำให้เกิดขึ้นได้ตรงๆ : “คุณต้องปล่อยให้มันเกิดขึ้นเอง โดยไม่ต้องไปแคร์มัน”
และนี่อาจจะ ultimate paradox ที่สำคัญที่สุด ในชีวิตที่เต็มไปด้วย paradox






