OPINION

อกหัก

สุรพร เกิดสว่าง
11 มิ.ย. 2561
Walter:  ยังงี้ แอนนี่ ..ผมรักคุณ.. แต่ เอ่อ.. นั่นเอาไว้ก่อนดีกว่า คือว่า.. ผมไม่ต้องการเป็นเพียงแค่คนที่คุณต้องมาอยู่ด้วยกัน…..
Annie:   โอ้ วอลเธอร์.. ชั้นไม่คู่ควรกับคุณ
Walter: นั่นเป็นสิ่งที่ตัวผมควรจะพูดต่างหาก

แอนนี่ค่อยๆถอดแหวนออกจากนิ้วของเธออย่างช้าๆ และส่งคืนให้วอลเธอร์โดยไม่มีบรรยากาศขื่นขมแต่อย่างใด ทั้งสองพยายามดีต่อกัน

Annie: คุณโอเคไหม?
Walter: โอเค...นะ.. บางคนพยายามทำอะไรก็ได้ เพื่อที่จะหนีจากการไปนั่งฟัง symphony ดีๆ

คำพูดติดตลกประชดตัวเองนั้นทำให้ความตึงเครียดลดลง ทั้งสองยิ้มให้กัน

Annie : โอ้!
Walter: อะไรเหรอ?
Annie:  ดูนั่น!

ทั้งสองคนมองจากห้องอาหารที่นั่งอยู่บนชั้นที่ 65 ของ Rockefeller Center ไปยังตึก Empire State ที่พึ่งเปิดไฟประดับวันวาเลนไทน์ เรียงเป็นสัญลักษณ์รูปหัวใจดวงโต สีชมพูขาว สว่างเด่นชัดกลางตัวตึก 

วอลเธอร์หันกลับมาทางแอนนี่
.
Walter: สู้ๆนะ คว้ามันมาให้ได้  !



หากคิดจะเลิกกัน ใครๆคงอดอิจฉาคู่นี้จากภาพยนต์  “Sleepless in Seattle” (1992) นี้ไม่ได้ ที่การเลิกรากันกลายเป็นการจบชีวิตคู่อย่าง happy ending แถมโรแมนติกอีกต่างหาก
 
เรื่องของ อกหัก แยกทางกัน เป็นเรื่องที่เจ็บปวดพอๆกับการบาดเจ็บทางร่างกาย จากการทดลองโดย Columbia University ที่ใช้ MRI scan พบว่า เมื่อคนที่ดูรูปแฟนเก่าที่พึ่งเลิกไป ส่วนของสมองที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บปวดทางร่างกายคือ insular corted และ anterior cingulate จะ active ขึ้นอย่างชัดเจน นั่นหมายถึงว่า ความ “เจ็บปวด” นั้น คือความเจ็บปวดจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่จิตใจ
 
นอกจากนั้น ความทรมานที่เกิดขึ้นจากการเลิกกัน ไม่ได้ต่างจากคนที่ติดยาเสพติดแล้วขาดยา จากการศึกษาที่รายงานใน Journal of Nuerophysiology โดย Rutgers University บอกว่า ในการ scan MRI ในคนที่อกหัก สมองส่วน nucleus accumbens และ orbitofrontal/prefrontal cortex ถูกกระตุ้น มีอาการคล้ายกับคนที่ติดโคเคน และนั่นทำให้ อาการข้างเคียงอื่นๆตามมา เช่น สมาธิลดลง ไม่สามารถใช้ความคิดได้เหมือนปกติ
 
การต่อสู้กับความรู้สึกอกหัก จึงมีความคล้ายกับการต่อสู้ของคนติดยาเสพติด แต่ที่แย่กว่าการขาดยาเสพติดก็คือ ในหลายเคส ถึงแม้เวลาผ่านไปเนิ่นนาน เมื่อใดที่หวนคิดถึงเรื่องนี้ ก็อาจจะทำให้เกิดอาการเศร้าได้อีก
 
ด้วยเหตุนี้ จึงมีนักวิชาการบางคนแนะนำว่า ถ้าตัดสินใจเลิกกันแล้ว ในระยะแรกๆ ก็ไม่ต้องพยายามเป็นเพื่อนกัน เพราะการกลับมาพบกันอีก ย่อมไม่ต่างจากคนที่พยายามเลิกยาเสพติดแล้วกลับไปลองเสพใหม่ ซึ่งเป็นไปได้สูงว่าจะกลับไปเสพติดอีกหน แล้วจะกลับไปเจอปัญหาเดิมๆอีก
 
อย่างไรก็ตาม การหันหลังให้กันทันที ก็ย่อมมีความเจ็บปวดอยู่มากโดยเฉพาะกับความสัมพันธ์ที่จบลงอย่างไม่ได้ร้ายแรงนัก
 
และนั่นทำให้ 60% ของคนที่เลิกกัน ยังคบกันต่อในสถานะเพื่อน ในการศึกษาของ Rebecca Griffith ที่ University of Kansas พบว่า บางคนคบกันต่ออย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะความจำเป็นเรื่องเงินหรือเรื่องลูก ส่วนคนที่เป็นเพื่อนกันต่อเพราะความห่วงใยและยังอยากรักษาความรู้สึกดีๆไว้ มักจะได้ประโยชน์จากความเป็นเพื่อนนี้ และไปด้วยกันได้  เช่นเดียวกับในคนที่ยังมีความรักอยู่ก็จะเป็นเพื่อนกันได้นานๆ ถึงแม้ว่าอาจจะมีปัญหาบ้างก็ตาม
 
ทั้งหมดนี้ดูเหมือนพอสรุปได้ว่า ถ้าเป็นเพื่อนกันต่อได้ ก็น่าจะดีกว่า
 
และการที่คนส่วนใหญ่คิดจะเป็นเพีื่อนกันต่อนั้น อาจแสดงให้เห็นว่า กว่าที่คนเราจะเลิกกันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
 
งานศึกษาที่ลงใน Journal of Social and Personal Relationships พูดถึงการศึกษาจากคน 1,480 รายถึง ขั้นตอนของการเลิกความสัมพันธ์ว่า ในคนส่วนใหญ่ 85% จะมีถึง 16 ขั้นตอน และที่มีมากขนาดนั้นเพราะที่จริงเป็นการวน loop คือ จะเลิกๆ แล้วกลับมาพยายามคืนดีกันใหม่อยู่ 3 loop
 
โดย loop แรกเริ่มจาก คนใดคนหนึ่ง หรือ ทั้งสองคน หมดความสนใจและเริ่มมองหาคนใหม่ จากนั้นพยายามกลับมาดีกัน ส่วนใน loop ที่ 2 และ 3 นั้นจบลงที่ คนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองตัดสินใจเลิก “อย่างถาวร”แต่แล้วก็พยายามเริ่มต้นกันใหม่จนได้ โดยในระหว่างนี้ อาจมีการคบดูใจกับคนอื่นไปด้วย
 
แต่แล้วในที่สุด ก็มาถึงขั้นตอนสุดท้าย คือ หนึ่งคนหรือทั้งสองคน รู้สึกห่างเหินอย่างมากมายถึงแม้สถานภาพสังคมยังเป็นแฟนกันอยู่ จากนั้นอีกพักหนึ่ง จึงตัดใจเลิกกันในที่สุด 
 
งานศึกษาชิ้นนี้ชี้ว่า คนส่วนใหญ่พยายามอย่างมากหลายๆรอบเพื่อที่จะรักษาความสัมพันธ์ไว้ สอดคล้องกับทางจิตวิทยาที่ว่า ธรรมชาติของคนมักเป็น loss aversion คือ พยายามหลีกเลี่ยงการสูญเสียสิ่งที่มีอยู่แล้ว จึงทำให้เราพยายามที่จะกู้ฟื้นความสัมพันธ์หลายครั้งหลายครา ถึงแม้ว่า ในบางคู่จะรู้อยู่ลึกๆว่า ไม่น่าไปรอด หรือ กำลังสนใจคนอื่นอยู่ก็ตาม
 
การเลิกกัน ยังอาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงบุคลิกอีกด้วย ด้วยเหตุว่า ต่างคนต่างซึมซับบุคลิกและนิสัยใจคอกันและกัน จนกลายเป็นตัวตนใหม่ขึ้นมา (ถึงแม้ว่าโดยภายนอกแล้วจะดูไม่ต่างจากเดิม) อย่างเช่น หากเรานึกถึงว่าจะเข้าสังคม พบปะผู้คน ก็มักจะนึกเป็นคู่ จากแต่เดิมที่นึกถึงแค่ตัวเราเอง คำที่ใช้เรียกว่า “the other part of me” แทนคำว่า แฟน จึงไม่ได้หวานเกินความจริงนัก เพราะคนรักคือส่วนหนึ่งของตัวตนเราจริงๆ   
 
จากงานศึกษาของทีมงาน Dr Arthur Aron ที่ตีพิมพ์ใน Journal of Social and Personal Relationships สรุปว่า คนรักก็คือส่วนหนึ่งของตัวเรา ที่แบ่งปันความทรงจำกัน แบ่งปันความเป็นตัวตนกัน จนเสมือนเป็นคนเดียว
 
Aron ให้คนกลุ่มหนึงวาดวงกลมแสดงถึงตัวเอง และอีกวงกลมแสดงถึงแฟน แล้วดูว่าสองวงนี้ ทับกันหรือ intersect กันแค่ไหน ยิ่งสองวง intersect กันมากเท่าใด เวลาจากกันก็จะยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้น เพราะต่างคนก็จะดึงเอาส่วนที่ intersect กันนี้ออกไป เหลือแต่วงกลมที่แหว่งๆจนไม่เป็นวงกลมอีกต่อไป งานศึกษานี้ สอดคล้องกับงานอีกชิ้นโดยทีมงานของ Erica Slottter ที่พบว่า ในคนที่พึ่งเลิกกันนั้น แต่ละคนนึกไม่ออกว่าจะใช้คำศัพท์อะไรในการนิยามความเป็นตัวตนของตัวเอง
 
เพื่อที่จะลดความเจ็บปวด วิธีแรกที่แพร่หลายคือ พยายามมองแฟนเก่าให้แย่กว่าเดิม เพื่อที่จะลดความเสียดายและเสียใจ พร้อมกับเป็นการสร้างความรู้สึกดีๆกับตัวเองว่า “รอดพ้นมาได้เสียที” เรื่องราวในอดีตถูกนำมา ทบทวนใหม่ในแง่ลบ ความทรงจำดีๆและการทำดีต่อกันถูกลืม จาก “อะไรๆก็ดีไปหมด” กลายสภาพเป็น “อะไรๆ ก็แย่ไปหมดสำหรับคนๆนี้” 
 
วิธีนี้ นักจิตวิทยาเรียกว่า “negative reappraisal” ซึ่งพบว่า ทำได้ง่ายที่สุดเพราะมีอารมณ์ร้อนช่วยส่ง และลดความเศร้าได้ดีเพราะเปลี่ยนเป็นโกรธแค้นแทน แต่นั่นหมายถึงนี่คือการทำลายสิ่งดีๆที่ร่วมสร้างกันมา ไปพร้อมกับการบิดเบือนความจริง ผลก็คือ ผู้ที่ใช้วิธีนี้จะไม่ได้เรียนรู้อะไรจากอดีต และไม่ได้สิ่งดีๆที่เหลือจากความสัมพันธ์นั้น ดังนั้น negative reappraisal จึงเสมือนเป็นยาแก้ปวดเฉพาะหน้า ที่ไม่ได้ช่วยรักษา แถมยังมี side effect ให้โทษมากมาย รวมถึงความระแวงเกินเหตุหรือ oversensitive กับแฟนคนใหม่
 
นอกจากวิธีนี้ รายงานใน Journal of Experimental Psychology โดย Sandra และ Mitchelle ได้พูดถึงการทดลองวิธีต่างๆกับคนที่พึ่งเลิกร้างกัน โดยให้ดูรูปแฟนเก่าระหว่างติด electrode ลงบนศรีษะ เพื่ออ่านอารมณ์ด้วย EEG (electroencephalography) เปรียบเทียบระหว่างก่อนและหลังการใช้วิธีต่างๆในการลดความเจ็บปวดจากอกหัก
 
รายงานบอกว่า นอกจาก negative reappraisal แล้ว วิธีอย่าง “distraction” หรือ การหันเหความสนใจไปยังเรื่องอื่น เช่น งาน กีฬา เป็นวิธีที่ได้ผลชะงัดที่สุด ถึงแม้อาจไม่ได้ผลดีนักในระยะยาว เพราะความเศร้าลึกยังคงไม่หาย ส่วนวิธี ”love reappraisal” หรือ การทำใจยอมรับว่า “ยังคงรักอยู่เสมอ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นแฟนกันแล้ว” ไม่ได้ทำให้หายเศร้าได้มาก แต่ก็ไม่ถึงกับแย่ และความรู้สึกดีๆยังคงอยู่
 
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาบอกว่า คนที่ฟื้นสภาพอกหักได้เร็ว คือคนที่ไม่ลืมอดีต แต่ก็ไม่ได้ยึดติดกับอดีตเช่นกัน และแยกออก ระหว่าง การอกหัก กับ ความเป็นตัวตน โดยถือว่าเรื่องผิดหวังในความรักเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิต ที่ต้องเกิดขึ้นไม่วันใดก็วันหนึ่ง ไม่ใช่เป็นคำตัดสิน “คุณค่าของความเป็นตัวเรา” แต่อย่างใด
 
และที่สำคัญ ในโลกความเป็นจริงนั้น ลำพัง “รัก” อย่างเดียวไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์คงอยู่ได้นาน เพราะยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆอีกมากมายที่ควบคุมไม่ได้  อีกทั้งที่เราเศร้านั้น อาจไม่ได้มาจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่หากเศร้าจาก “ความรักที่หวังจะให้เป็น” มากกว่า
 
ซึ่งความจริงมีอยู่ว่า ความรักแบบนั้น อาจไม่มีจริงตั้งแต่แรกแล้วก็ได้
 
แต่ถึงกระนั้น เราก็ยังเคยมีความสุขอย่างล้นพ้นมาแล้ว และนั่น คือสิ่งที่มีค่ายิ่ง ถึงแม้ว่ารักนั้นจะไม่มีอีกแล้วในวันนี้
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
โคตรเหนื่อยกับการทำงานจับแขกที่บาห์เรน กว่าจะผ่านไปได้แต่ละคืนวันบางครั้งกำลังนอนหลับสบายๆ ก็ถูกปลุกขึ้นมาปี้ซะงั้น
 
สำหรับ หลายคน หลายสถานการณ์ symbol หรือ content ดูเสมือนเป็นเนื้อเดียวกัน