“ผมเคยมีลีมูซีนเป็นรถบริการให้แขกตามโรงแรมเรียก แต่ตอนนี้สู้ไม่ได้”
คนขับที่ให้บริการผ่าน app คุยกับผมอย่างอารมณ์ดี
“ผมเคยสงสัยว่าทำไมโรงแรมไม่ค่อยส่งแขกให้ ผมเลยไปผ่อนซื้อรถใหญ่และแพง คิดว่าถ้ารถดีขึ้นลูกค้าจะชอบ แต่แล้วก็ไม่ได้มีลูกค้ามากขึ้น”
“ผมก็เลยไปนั่งเฝ้าที่โรงแรม ดูพฤติกรรมนักท่องเที่ยว ก็เลยเห็นชัดว่า เดี่ยวนี้เขาใช้ app เรียกรถกันหมดแล้ว ผมเข้าไปคุย ก็ได้ความเหมือนๆกันว่า ไม่ว่าจะลีมูซีนหรือแท็กซี่ พวกเขากลัวถูกตื้อไปร้านที่คนขับได้ส่วนแบ่ง ไม่ก็กลัวพาอ้อม หรือกลัวสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง แถมปวดหัวเรื่องไม่มีเงินทอนอีก แต่พอเขาใช้ app เรียกรถ ปัญหาพวกนี้ก็หมดไปทันที”
พูดจบเขาก็หัวเราะ “โลกมันเปลี่ยนไปแล้วครับ จะไปทำแบบเดิมๆให้ดียังไง ทำไงก็ไม่ขึ้น เสียเวลา ผมเลยเลิกธุรกิจให้เช่ารถลีมูซีน หันมาเป็นคนขับรถผ่าน app เสียเอง”
โดยปราศจากอาการตัดพ้อต่อว่าใคร เขาย้ำอีกว่า ถ้าจะอยู่รอด ก็ต้องปรับตัวตามการแข่งขัน แค่นั่นเอง
เรื่องนี้ ทำให้ผมนึกถึงเรื่องเล่าที่ว่า
กลางดึก มีชายคนหนึ่ง เดินวนเวียนอยู่ใต้ความสว่างจากแสงไฟข้างถนน ท่าทีเหมือนกำลังมองหาอะไรสักอย่าง ตำรวจนายหนึ่งเห็นจึงเดินเข้าไปถาม ชายคนนั้นตอบว่า เขากำลังมองหากุญแจที่ตก
ตำรวจสงสัย “แต่พื้นที่ก็มีอยู่แค่นี้ เห็นชัดๆว่า ไม่มีลูกกุญแจที่คุณทำตกแน่นอน และคุณก็วนหาอยู่นานแล้ว ทำไมไม่ลองไปหาที่อื่นล่ะ?”
ชายคนนั้นยังก้มหน้ามองหาลูกกุญแจต่อไป “ก็ที่อื่นมันไม่มีแสงสว่าง”
คนขับรถที่ผมนั่งเคยค้นหา “ลูกกุญแจ” ภายใต้แสงไฟแล้ว และเมื่อไม่เจอ ก็มองหาในที่อื่น และก็พบทางออก แต่ยังมีอีกหลายคนยังคนมองหาลูกกุญแจในที่สว่างเท่านั้นต่อไป เช่นเดียวกับแท็กซี่หลายคันที่ส่ายหัวปฏิเสธผมเมื่อสักครู่นี้
เรื่องชายหาลูกกุญแจ เป็นที่มาของคำว่า “street light effect” อันหมายถึง เลือกเอาแต่วิธีการแก้ปัญหาที่ง่ายหรือคุ้นเคยเท่านั้น แม้รู้อยู่แก่ใจหรือสงสัยว่า มันจะไม่เป็นผลก็ตาม
ซึ่งแน่นอนว่าการคิดแบบนั้นไม่เป็นตรรกะ แต่ในชีวิตจริงคนเราก็มักเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนทำกุญแจตกอย่างในเรื่อง คนขับแท็กซี่นักส่ายหัว หรือ นักวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้า
“Stree Light Effect” เป็นเรื่องสามัญที่เกิดขึ้นกับทุกคน จนเรามักมองข้ามไป และลืมไปว่า บางปัญหาที่แก้เท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จสักทีนั้น ก็เพราะไปควานหาลูกกุญแจในที่สว่างอยู่ที่เดียว ซึ่งหากทดลองคลำหาในที่มืด ไม่นานอาจจะเจอลูกกุญแจ และปัญหาก็จะจบลงได้
“ผู้เชี่ยวชาญ” หรือ expert บางคน แทนที่จะตั้งต้นจากการเข้าใจปัญหา กลับมองวิธีแก้ปัญหาจาก skill ที่ตนเองเชี่ยวชาญเป็นตัวตั้ง จากนั้นพยายามทำให้ปัญหา fit กับวิธีการที่ตนเองให้ได้ ถ้าไม่ fit พอดี ก็ต้อง “จับยัด” โดยให้ “พอไปได้” กับวิธีการที่ตนรู้ ผลก็คือ มีงานส่ง แต่ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขจริง
การใช้ “solution template” หรือ รูปแบบในการแก้ปัญหา ที่บางครั้งมาในฉายาว่า “best practice” ก็อาจไปๆมาๆพลาดเป็นกรณี street light effect ได้ เพราะมักเป็นการเอาวิธีการเป็นตัวตั้ง แล้วเอาโจทย์ปัญหาที่ต้องแก้เป็นตัวแปรตาม
เวลาฟังโจทย์ปัญหา คนที่ยึดติดกับ solution template จะฟังเพื่อหาคำตอบว่า “จะใช้ template ที่ตนมีอยู่กับโจทย์ปัญหานี้ได้อย่างไร” มากกว่าที่จะฟังเพื่อหาคำตอบว่า “จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร”
สองคำถามนี้ ถึงดูคล้ายกันแต่ มี scope หรือ ของเขตที่ต่างกันมาก และมี mindset ที่อยู่คนละขั้วด้วย นั่นคือ ในใจของผู้ใช้ template คิดเทียบสิ่งที่ตนรู้กับโจทย์ปัญหาอยู่ตลอดเวลา และแน่นอนว่า ขอบเขตของการแก้ปัญหาย่อมถูกจำกัดอยู่แค่ความรู้บน template นั้น เป็นการตีกรอบทางความคิด ซึ่งบางครั้งก็กลายเป็นการทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก
อย่างเช่น มีเรื่องเล่ากันว่ามีรถบรรทุกขนาดใหญ่ติดอยู่ในอุโมงค์ข้ามแม่น้ำที่นิวยอร์ก หน่วยงานกู้ภัยพยายามอย่างไรก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งมีเด็กหญิงสิบขวบในรถที่ผ่านมา ตะโกนแนะว่า ทำไมไม่ปล่อยลมยางจนให้ระดับรถเตี้ยลงเพื่อจะได้ไม่ติดเพดานอุโมงค์
ส่วนคนที่สนใจในการแก้ปัญหาจริง โดยปราศจากอาการ street light effect จะซักปัญหาให้เข้าใจโจทย์อย่างถ่องแท้ก่อน ในขณะที่คนอาศัย street light มักจะเน้นการบรรยายถึงวิธีการของตนอย่างละเอียดตั้งแต่ต้น โดยไม่ค่อยสนใจฟังโจทย์ปัญหาสักเท่าไหร่
อาการ street light effect ส่วนหนึ่งอาจมาจากอาการ sunk cost fallacy ด้วย หรือ อาการเสียดายสิ่งที่ลงทุนไปแล้วถ้าหากไม่ได้ใช้ นั่นคือ บางคนเสียดายความรู้ที่มีอยู่ถ้าไม่ได้ใช้ ไม่ใช่ตามที่รู้มาไม่ได้ เพราะกว่าจะหาความรู้ความชำนาญเหล่านั้นมาได้ก็ลำบากยากเย็น จึงทำให้ยึดสิ่งที่รู้อย่างเอาเป็นเอาตาย ถึงแม้มันจะไม่ได้เข้ากับเรื่องก็ตาม
อาการนี้ไม่ได้เกิดกับบุคคลเท่านั้น หากรวมไปถึงบริษัท consulting ที่ให้บริการคำปรึกษา เพราะถ้า consultant ไม่เอา solution template ที่ตนมีอยู่ออกมาใช้ ก็จะดูไม่คุ้มและดูไม่ดีในสายตาลูกค้า จึงเป็นที่วิพากษ์ว่า consultant มักตกภายใต้ street light effect อย่างเลี่ยงไม่ได้ หรือไม่
Street light effect ยังพบได้ในเรื่องการทำงาน ที่มองหาวิธีแก้ปัญหาในที่สว่างเท่านั้น ยอดขายไม่กระเตื้อง วิธีง่ายที่สุดคือบีบพนักงานให้พยายามมากขึ้น ทั้งที่ยอดขายตกอาจมีสาเหตุจากเรื่องอื่น แน่นอนว่า ต่อให้ยอดขายดีขึ้น ก็เพียงชั่วคราว เพราะปัญหาแท้ๆยังไม่ได้ถูกแก้ และไม่รู้ว่ามันคืออะไร เพราะอยู่ในที่มืด
เช่นเดียวกับการแก้ปัญหาบางธุรกิจที่ทำอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น หรือแม้กระทั่งทำอย่างไรก็ไม่รอด เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ ”การทำธุรกิจ” หากอยู่ที่ “ตัวธุรกิจ” ที่ได้กลายเป็น sunset industry หรือล้าสมัยหมดยุคไปแล้ว
หลายธุรกิจ SME ที่บ่นว่ากิจการไม่ดีเพราะเศรษฐกิจไม่ดี ทั้งที่เศรษฐกิจโดยรวมก็ยังไปได้ สาเหตุจริงอาจมาจากทั้ง business model และเทคโนโลยีของ SME สู้ธุรกิจขนาดใหญ่ไม่ได้ แต่ SME ก็ยังคงแก้ปัญหาบนความเข้าใจว่า หากรุกตลาดมากขึ้น จะทำให้ดีขึ้นได้ต่อไป ทำให้หนี้พอกพูนมากขึ้นไปอีก
ในแง่ mindset ของคน มีงานศึกษาบอกว่า ระหว่างที่เกิดปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำในสหรัฐช่วงปี 2007-2008 มีคนจำนวนมากที่ตกงานและหางานใหม่ไม่ได้ เพราะคนเหล่านั้นหางานในพื้นที่เดิมๆที่มีการเลิกจ้างงานอย่างมากมาย ด้วยเหตุว่าเป็นพื้นที่ที่ตนเองคุ้นเคย อีกทั้งคนตกงานจำนวนหนึ่งยังคงหางานในภาคธุรกิจที่พึ่งลดคน เพราะพวกเขารู้จักอยู่แค่วงการนั้น
ในวงการวิชาการที่ถือว่าเต็มไปด้วยคนเก่งๆก็หนีไม่พ้น street light effect เช่นกัน
ในช่วงปี 1980 มีการค้นพบว่า ยา anti arrhythmia ทำให้หัวใจเต้นสม่ำเสมอ เป็นยาที่สามารถป้องกันการหัวใจวายได้เป็นอย่างดี ทำให้มีการใช้กันอย่างแพร่หลายจนเป็นมาตรฐานในการดูแลคนไข้โรคหัวใจในยุคนั้น แต่ในปี 1990 ต่อมา มีการพบจากการบันทึกว่า ถึงแม้จะได้ผลจริงในหลายคน แต่ยานี้ก็มีส่วนทำให้คนไข้เสียชีวิตถึง 56,000 คนต่อปี นั่นคือ การวิจัยว่ายานี้ได้ผลดีมาจากข้อมูลที่เห็นชัดจากการรักษา แต่ไม่ได้รวมข้อมูลทั้งหมดที่ถูกบันทึกตามหลังมา
และยิ่งไปกว่านั้นคือ บางครั้งเราไม่สามารถหากุญแจในที่มืดได้เลย เพราะไม่มี “ไฟฉาย” หรือเทคโนโลยีพอที่จะทำได้
นิตยสาร Discover รายงานว่า ในการ survey แบบไม่เปิดเผยชื่อกับนักวิทยาศาสตร์ พบว่า นักวิจัย 10-50% สารภาพว่า รู้ดีว่าข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยไม่สามารถเป็นตัวแทนของข้อมูลจริงได้ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะทั้งเทคโนโลยีและงบประมาณมีอยู่แค่นั้น และในปี 2005 มีงานศึกษาพบว่า 2 ใน 3 ของ journal ทางการแพทย์ที่สำคัญก็ใช้ข้อมูลที่ไม่ได้เป็นตัวแทนที่ดีเช่นกัน
Street light effect จึงปรากฏอยู่แทบทุกที่ วิธีแก้ตามตรรกะก็คือ “ยืมไฟฉาย” มาส่องหาลูกกุญแจในที่มืด
นั่นหมายถึง หาคนอื่นมาช่วยคิด โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้พก solution template อันศักดิ์สิทธิ์มา แต่เป็นคนที่มีมุมมอง มีใจเปิดกว้าง หรือมี background ที่แตกต่างไป ที่อาจจะทำให้มองเห็นในมุมที่นึกไม่ถึงได้ และที่สำคัญที่สุดคือ มีความตั้งใจจะช่วยแก้ปัญหาจริงๆ
แต่ถ้ายืม “ไฟฉาย” ใครไม่ได้ ก็ต้องระลึกอยู่เสมอว่า ภายใต้แสงสว่างที่เด่นชัดนั้น เรายังไม่เจอกุญแจจริง ซึ่งหมายความว่า พึงระวังว่า คำตอบที่มีอยู่ทุกวันนี้ อาจไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง และอาจจะมี surprise ในวันหนึ่งข้างหน้าก็ได้






