เริ่มจากอยากให้ลองนึกถึงข่าว ที่ขับรถตาม GPS แล้วยังหลงทาง ที่เอาเข้าจริงๆตอนดูข่าวเราก็แอบคิดในใจว่า เอ้...ทำไมแค่การขับรถตาม map ไปเรื่อยๆ แล้วยังหลงทางได้ เพราะในตัวแอพพลิเคชั่นก็บอกเส้นทางค่อนข้างชัดเจนมาก มันละเอียดกว่าการไปถามทางคนอื่นไม่รู้กี่เท่า เห็นทั้งชื่อถนน ชื่อซอย จุดสังเกต แถมกดดูในโลเคชั่นก็ยังมีภาพหลายมุมมองให้เลือกดู เสียงพูดบอกเส้นทางก็มีให้เลือกใช้ บอกกันแบบละเอียดยิบยับ เรียกได้ว่าคนคิดแอพฯตัวนี้ เขาน่าจะคิดรองรับความอ๋องๆของคนขับแทบจะครอบคลุม ทั้งเสียงทั้งภาพทั้งรายละเอียด จัดเต็มแน่นแอพฯ แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังมีข่าวคนขับรถตาม map แล้วไปโผล่กลางทุ่งนา เข้าป่า เข้าคลอง หรือแม้กระทั่งตัวเราเองหลงไปไหนก็ยังไม่รู้ ก็เป็นเรื่องที่ชวนให้คิด ว่าทำไมเปิด map แล้วยังหลงทาง!
การขับรถหลงๆไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงที่เทคโนโลยีเฟื่องฟู แต่สมัยก่อนรุ่นพ่อ รุ่นแม่ รุ่นตายาย ก็น่าจะขับรถหลงทางกันเป็นเรื่องธรรมดา เราจึงอยากได้ความรู้สึกของการขับรถหลงทางแบบงงๆของคนสมัยนั้น เลยเป็นที่มาของการนั่งพูดคุยกับคุณพ่อของตัวผู้เขียน บทสนทนานี้เริ่มขึ้นเวลาหัวค่ำ หลังจากที่เรากลับจากการเดินทางบนถนนในเมืองกรุง หลงบ้าง ถูกบ้าง เลยบ้าง เป็นกันทุกรอบ
เราเริ่มเกริ่นเบาๆให้พ่อฟัง แต่ยังเล่าไม่ทันจบ พ่อก็มีคำถามชวนให้คิดไปพลางๆว่า “กวางลองคิดดูสิ ทำไมคนสมัยพ่อถึงจำทางกันได้แม่น ขับไปไหนก็ได้ ทุกวันนี้ยังใช้ map แบบลูกไม่เป็นเลย” พอจบคำถาม ก็ถามพ่อต่อว่า แล้วทำไมกัน
พ่อเล่าและเสริมประสบการณ์เบาๆให้เราคิดตาม กับการเดินทางของคนสมัยนี้ ที่แม้แต่ตึกสีสดจนกระแทกตา เราก็จำไม่ได้ แต่สมัยพ่อ แค่ต้นมะพร้าวต้นเดียวพ่อยังจำได้เลย! พ่อบอกว่า “คนขับรถสมัยนี้ขาดการสังเกต และร่างกายมันเป็นไปตามเทคโนโลยีจนเคยชิน กลไกของประสาทสัมผัสมันเปลี่ยน และบางส่วนก็ไม่ได้ถูกใช้งาน” โอ้โหหห นี่ท่าจะเรื่องใหญ่ พ่อเริ่มลงรายละเอียดลึกขึ้น ก็เลยอยากรู้ต่อว่า “ทำไมพ่อถึงคิดแบบนั้น”
พ่อตอบและให้เราคิดภาพตาม “ถ้ามีคนมาถามพ่อว่า จากบ้านเราไปสวนสัตว์เขาดิน ต้องเดินทางไปอย่างไร เชื่อไหม พ่อเห็นเป็นภาพเลย ชัดกว่าที่กวางเปิดแอพฯให้พ่อดูอีก พ่อจะไล่เส้นทางได้เลยว่า จากนี้ต้องเลี้ยวแยกไหน จุดสังเกตคืออะไร ใกล้ถึงแล้วจะมีสัญลักษณ์อะไรบอก ถ้าใครถาม พ่อก็จะเล่าให้เขาฟังแบบนี้ งั้นพ่อถามกลับ ถ้าเป็นกวางล่ะ จะตอบว่าอะไร” พ่อยิงคำถามแบบไม่ทันตั้งตัว “ถ้ามีคนถามก็ตอบว่า เปิด map แปป” พ่อฟังแล้วขำ
“นั่นไง ความเคยชิน คนสมัยนี้เคยชินที่จะใช้เทคโนโลยี แทนบางอย่างในตัวเราไปเลย ไม่ได้ใช้เพื่อช่วยนะ แต่ใช้เพื่อแทน พอใช้แทน สิ่งที่เราเคยทำ พฤติกรรมเรามันถูกเปลี่ยน จากเมื่อก่อนขับรถต้องสังเกตเส้นทางข้างหน้า ด้านข้าง แต่พอเรามี map เราพึ่งพามัน พฤติกรรมการสังเกตจะหายไป กลายเป็นว่า หูเราฟังเสียงบอกทาง ตาเราดู map วิ่งไปตามเส้นของมัน ทีนี้ในเรื่องการสังเกต มันจะเกิดตอนท้ายๆ คือช่วงที่ใกล้ถึงที่หมาย ว่าใช่หรือไม่ใช่ ทุกส่วนในร่างกายมันออโต้มาก ระหว่างทางถามว่าจำรายละเอียดได้ไหม บางคนอาจจะจำได้ แต่บางคนจำไม่ได้เลย เพราะสมาธิจะจดจ่อในจอโทรศัพท์”

“กลับกันสมัยพ่อหนุ่มๆที่เริ่มหัดขับรถ เราจะจำเส้นทางตามจุดสังเกต ตึกสีเหลือง สีเขียว ต้นมะพร้าว อะไรก็ว่าไป และป้ายบอกทางที่ต้องหัดอ่านและสังเกตไปตลอดทาง เพราะฉะนั้นสายตาของเราเวลาขับรถ และสมาธิ เราจะจดจำเส้นทางข้างหน้า สีสันและลักษณะต่างๆ พอมีใครถามหรือต้องมาอีกครั้ง เราจะจำได้หมดเลย หรือแม้แต่หลงทาง ถ้าเราขับออกนอกเส้นทาง เราจะรู้สึกว่าไม่คุ้น เราไม่เคยเจอแบบนี้ระหว่างขับ ก็กลายเป็นว่า หลงแต่ยังจำได้แม่นยำ”
พอพ่อพูดจบ ก็ทำให้นึกถึงตอนนี้ และมันเป็นความจริง การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีบางอย่าง บางทีมันถูกคิดให้มาช่วยมนุษย์ ไม่ใช่ให้มาแทนมนุษย์ ยิ่งนานวันเรายิ่งโฟกัสกับอะไรที่ง่ายๆเร็วๆ สิ่งที่เคยทำก็เริ่มปรับเปลี่ยน เราไม่ได้ให้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย แต่เราให้เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนบางอย่างในชีวิตไปเลย ตัวอย่างของ GPS เห็นชัดมาก พ่อเสริมอีกนิดว่า “คิดง่ายๆทำไมคนขับแท็กซี่ ที่เป็นคนสูงอายุ ใช้มือถือไม่ค่อยจะเป็น แต่ขับไม่เคยหลง นี่ล่ะคำตอบ”
เทคโนโลยีไปไว ชีวิตเราก็ง่ายตาม วันนี้ขับรถหลง พรุ่งนี้ก็หลงอีก เพราะเราไม่เคยใช้สมาธิไปจดจ่อกับการสังเกต แต่เราดันไปให้ความสำคัญกับจอเล็กๆและเสียงผู้หญิงคนนั้นที่บอกทางเราทุกวัน ถ้าไม่อยากให้ประสาทสัมผัสมันสูญหายไประหว่างทาง แต่ยังต้องการใช้ map ให้ลองปรับวิธีใช้ดู อันนี้เป็นคำแนะนำจากพ่อ
1.ก่อนออกเดินทาง ถ้าไม่ชินกับทางที่จะไป ให้เปิด map แล้วนั่งขยายดูว่าไปเส้นไหนบ้าง ดูให้เขาใจ ใช้ฟังก์ชั่นที่มีภาพ บอกชื่อถนน รายละเอียดพวกนั้นขยายดูให้ครบ แล้วค่อยออกเดินทางแบบไม่ต้องเปิด map
2.ถ้าต้องการเปิดจริงๆ เพราะไม่เคยไปมาก่อน ให้ทำตามข้อ 1 แล้วเลือกเปิดแบบไม่ต้องมีเสียง หรือ เลือกใช้ประสาทสัมผัสที่น้อยที่สุดที่จะมีกับจอเล็กๆ ส่วนที่เหลือเอาไปสังเกตทางตรงหน้า อ่านป้ายบ้าง ดูตึก ดูจุดสังเกตสำคัญ มาอีกรอบถึงจะหลง แต่ก็จะรู้ตัวว่าหลง ไม่ใช่หลงแล้วขับไปทั้งๆที่ไม่รู้
3.เส้นทางที่เดินทางประจำ ไม่ต้องเปิด map เพราะพฤติกรรมแบบนี้มันจะสร้างความเคยชินกับสายตา หู และจิตใจเรา ที่ไปจดจ่อแค่โทรศัพท์ พอเป็นแบบนั้นไม่เปิดก็ไม่มั่นใจ
4.ใช้ map เพียงยามจำเป็น ให้เขามาช่วยเรา ไม่ใช่ให้ทำหน้าที่แทนเรา
5.ลองไม่เปิด map ขับรถดูบ้าง หลงแล้วจะจำได้แม่นกว่าเปิด map ตามๆไปอีก
เป็นคำแนะนำที่ดูท้าทาย เหมือนเล่นเกมพิชิตด่าน เพราะแต่ละด่านนั้น อาจจะต้องฝืนใจ ฝืนความรู้สึก ฝืนความเคยชินกันสักหน่อย แต่ถ้าไม่ปรับเปลี่ยน พ่อเตือนว่า “ระวังมันฝ่อนะ สมรรถภาพดีๆของเราน่ะ” เอาเป็นว่าต้องหัดใช้งานกับประสาทสัมผัสของเราให้คุ้มสักหน่อย ออกกำลังกายให้ครบทุกส่วน ฝึกความจำ การสังเกต เพราะไม่แน่ว่า พฤติกรรมการเคยชิน ที่พึ่งพาเทคโนโลยีสุดๆ อาจจะเป็นต้นเหตุลามไปถึงการใช้ชีวิตในด้านอื่นๆเอาก็ได้ ลองไปสังเกตดูว่า ตัวเองเป็นแบบนี้กันอยู่ไหม ถ้าเป็นก็ลองปรับ เพราะการหลงทางจะไม่เสียเวลา ถ้าได้อะไรที่ไม่ให้เกิดซ้ำสอง






