OPINION

สุนทรีย์ 4.0 : เสพสุขอย่างไรให้คุ้มค่าทุกนาที

ปิยะภัทร์ ศักดาประยูร
3 ส.ค. 2560
ณ เวลานี้ทุกคนคงได้รับรู้กันแล้วว่า  ประเทศไทยของเราที่อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวลจนถึงทุกวันนี้  กำลังเตรียมตัวที่จะอัพเกรดเข้าสู่เวอร์ชั่น 4.0 ตามที่เราได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น จากสื่อต่างๆ เราจะรู้สึกได้ว่าเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างรวดเร็วรอบๆตัวเรา เผลอแป๊บเดียวพฤติกรรมของคนรอบตัวก็เปลี่ยนไป มีชีวิตที่ถูกพ่วงเข้ากับอุปกรณ์สื่อสารกันมากขึ้น   มีข้อมูล ข่าวสาร นวัตกรรมการอำนวยความสะดวกต่างๆ รวมถึงผู้ให้บริการหน้าใหม่ ผุดขึ้นเร็ว จนไล่ตามทำความรู้จักแทบไม่ทัน ไม่ทันรู้จักแม้แต่ไอ้คำว่า 4.0 มันคืออะไร

ถ้าจะพูดสั้นๆ ง่ายๆก็คือ 4.0 เป็นนโยบายที่มีการใช้นวัตกรรม, เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมีผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง ที่เห็นได้ชัดคือ การให้บริการต่างๆที่อำนวยความสะดวกให้พวกเราชีวิตง่าย และดีมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การพัฒนาระบบธนาคารออนไลน์ เป็นต้น

แต่ไอ้ความง่ายและรวดเร็วนี่แหละ ทำให้พฤติกรรมของคนต้องเปลี่ยนตามไป ต้องปรับตัวให้ทันโลกที่หมุนเร็วขึ้น เสพข้อมูลข่าวสารมากขึ้น อัพเดตตัวเองบ่อยขึ้น เพราะไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นคนตกข่าว คนเมืองมีชีวิตแบบ Multitasking มากขึ้น เราขยับเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่งตลอดเวลา

เราเร็วจนไม่ทันได้สัมผัสสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างจริงจัง  ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาเป็นเพียงทางผ่านเพื่อไปสู่สิ่งถัดไป เราขวนขวายหาสิ่งใหม่ๆเพื่ออัพสเตตัส ถ่ายรูปเก็บไว้จนเต็มเมมโมรี่ แต่พอดูรูปเหล่านั้นแล้วแทบไม่มีเมมโมรี่ที่เป็นความทรงจำที่มีความหมายเกี่ยวกับมัน  แถมยังมีบริการที่เกิดขึ้นเพื่อเล่นสนุกกับพฤติกรรมนี้  เพื่อการถ่ายทอดเรื่องราวที่จะคงอยู่ชั่วคราวเพียงชั่วเวลาหนึ่ง แล้วหายไปเหมือนไม่เคยได้เกิดขึ้น และทุกคนก็พร้อมจะลืมมันไป แม้แต่เราเองก็ลืมมันไปด้วย วนลูปกลับไปหาเรื่องราวใหม่ๆ เพื่ออัพโพสต์ต่อไป

เรื่องแปลกเรื่องหนึ่งก็คือ เรามีความสะดวกสบายพร้อม มีตัวเลือกที่หลากหลาย มีเพื่อนฝูงมากมาย สามารถติดต่อกับใครต่อใครได้ง่ายๆ มีกิจกรรมให้ทำได้ทุกที่ทุกเวลา แต่คนหลายคนกลับรู้สึกว่างเปล่า รู้สึกไร้คุณค่า และรู้สึกว่าความสุขได้ขาดหายไป

อาจเพราะเราใช้ชีวิตจากเสียงภายนอกมากจนลืมที่จะฟังเสียงจากภายใน

อาจเพราะเราห่างหายไปจากความรู้สึกที่เรียกว่า ความสุนทรีย์

ความสุนทรีย์ คือ ความสำราญในคุณค่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

เรายังจำความสุนทรีย์ครั้งล่าสุดของเราเองได้อยู่หรือไม่

พอพูดถึงความสุนทรีย์ คนมักจะนำไปผูกกับความเนิบช้า สโลว์ไลฟ์ ทั้งที่จริงแล้วเป็นคนละเรื่องกันเลย ความเนิบช้าเป็นเพียงช่องทางที่ช่วยให้เราเข้าถึงความสุนทรีย์ได้ง่าย อันที่จริงแล้ว สิ่งที่เราทำไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว จะจดจ่ออยู่ที่เรื่องเดียว หรือเป็นเผ่าพันธุ์ Multitask ถ้าเราสำราญในคุณค่าของสิ่งที่อยู่กับเรา ณ ขณะนั้น ความสุนทรีย์ก็ได้เกิดขึ้นกับเราแล้ว เท่ากับว่าเป็นการสร้างความสุขจากภายในตัวของเราเอง

บางคนอาจมีคำถามว่า จำเป็นด้วยหรือที่เราจะต้องให้ความสำคัญกับการสัมผัสถึงความสุนทรีย์ คำตอบคือ ไม่เลย ไม่ใช่สิ่งจำเป็นกับชีวิตอะไร



แต่ ความสุนทรีย์ ทำให้เราได้พบเจอความสุขเล็กๆ จากกิจกรรมต่างๆที่เราต้องเจอ

ทำให้เราได้ฟังเสียงจากภายในของเราเอง

ทำให้เราได้คิดถึงสิ่งสำคัญสำหรับเราเอง

ทำให้เกิดความทรงจำที่มีคุณค่าสำหรับเราเอง

ทำให้เกิดความรู้สึกเชิงบวกต่อตัวเราเอง และ คนรอบข้าง

ทำให้สิ่งที่อยู่กับเรา ณ ขณะนั้น มีความหมาย

ทำให้อาหารอร่อยขึ้น

ทำให้เพลงเพราะขึ้น

ทำให้งานสนุกขึ้น

ทำให้ศิลปะงดงามขึ้น

ทำให้การเดินทางน่าจดจำมากยิ่งขึ้น

ทำให้เรามองสภาพแวดล้อมน่าอยู่ขึ้น

ทำให้ภาพถ่ายของเรามีเรื่องราว

ทำให้เราไม่เหน็ดเหนื่อย

ทำให้เรามีพลัง

เพื่อเรียกความสุนทรีย์กลับมาหาเรา  ในวันที่โลกหมุนเร็ว และข้อมูลข่าวสารถล่มทลายท่วมท้นเช่นทุกวันนี้  เราควรเริ่มจาก การปรับเปลี่ยนการเสพสื่อให้เป็นเสพสุข  คัดกรองเลือกเอาเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องรู้ออกไป เชื่อรีวิวการให้คะแนนน้อยลง เชื่อความรู้สึกตัวเองให้มากขึ้น ลดการณ์วิจารณ์ ลดการจับผิด ลดการก่อดราม่าหรือแม้แต่เสพดราม่า หาเวลาเว้นจากโซเชียลมีเดีย หามุมสงบ คุยทบทวนกับตัวเอง อ่านหนังสือที่ชอบ ฟังเพลงที่ชอบ ดูหนังที่อยากดู ไปในที่ที่อยากไป กินในสิ่งที่อยากกิน ทำในสิ่งที่อยากทำ ลดการอัพสเตตัสแบบเรียลไทม์ นัดกับเพื่อนหรือครอบครัวเจอหน้ากันตัวเป็นๆ ไม่ผิดถ้าจะเพ้อฝันบ้าง วาดฝันบ้าง ปล่อยตัว ปล่อยอารมณ์ความรู้สึกบ้าง ปล่อยวางบ้าง ผ่อนคลายบ้าง เล่นสนุกกับสิ่งที่ทำ รวมถึงการหางานอดิเรก สร้างสรรค์สิ่งเล็กๆน้อยๆ จัดระเบียบตารางชีวิต แบ่งเวลาเล็กๆให้ตัวเองได้หายใจ ฯลฯ

ไม่ว่าจะอย่างไร สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือความรู้สึกจากข้างในของเราเอง ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ทำอย่างคุ้มค่าทุกนาที  อย่าให้การที่เราต้องวิ่งตามโลกที่หมุนเร็ว ทำให้เราต้องทิ้งตัวเองให้หล่นหายกลายเป็นคนด้านชา เพราะเมื่อเวลาล่วงเลยผ่านนานไป วันหนึ่งพอเรารู้สึกตัว อาจจะไม่ใช่แค่ความสุนทรีย์ที่เราลืมไป แต่เป็นความรู้สึกของเราเองที่หายไป จนวันหนึ่งต้องกลับมานั่งถามตัวเองว่า

“เรายังมีความรู้สึกกับอะไรเหลืออยู่บ้าง?”
 
About the Author
ครีเอทีฟผู้คุ้นเคยการคิดเขียนคำโฆษณาสั้นๆ เริ่มหันเหเข้าสู่การเขียนบทความขนาดยาว บอกเล่าเรื่องราวถึงความคิดที่ค้างคา จากการสังเกตและตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัว ชื่นชอบตัวอักษร และสนุกกับการเล่นคำ
 
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เหตุผลที่ดูเหมือนไม่มีเหตุผล และเหตุผลของคนๆหนึ่ง ก็ใช้กับคนอีกหลายๆ คนไม่ได้เสมอไป
เราเริ่มตัดทอนความเป็นไปไม่ได้ออกจากชีวิตทีละนิดๆ จนชีวิตเริ่มใกล้กับคำว่าเป็นไปได้มากไปเรื่อยๆ เราใช้เวลาในการค่อยๆเลือกค่อยๆเก็บมาตลอดทุกช่วงอายุที่ผ่าน