OPINION

สังคมไทยกับการเสียหน้า

ชลาลัย แต้ศิลปสาธิต
8 ส.ค. 2560
เพียงชั่วข้ามคืน กระแสทวิตเตอร์ของนักร้องสาว อิมเมจ เดอะวอยซ์ กลายเป็นข่าวดังที่แบ่งคนในสังคมไทยออกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายที่เห็นด้วยกับข้อความของเธอ กับ ฝ่ายที่โจมตีเธอ กล่าวหาว่าเธอไม่รักไม่กตัญญูแผ่นดินเกิด และเลยเถิดไปถึงขั้นขับไล่นักร้องสาวให้ออกไปอยู่ประเทศอื่น

เมื่ออ่านมาถึงบรรทัดนี้คุณสังเกตเห็นความผิดปกติอะไรไหม? ปกติแล้วเวลาที่เราต้องการแยกอะไรออกเป็น 2 กลุ่มที่แตกต่างกัน เรามักจะใช้ภาษาที่ตรงข้ามกันเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ แต่ในกรณีนี้เราคงไม่จำเป็นต้องทำเช่นกัน เพราะถึงแม้คุณจะชื่นชอบ หรือ หงุดหงิดใจต่อสิ่งที่อิมเมจโพสต์ลงในทวิตเตอร์ เราต่างไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ข้อความที่เธอพรั่งพรูออกมานั้น มันคือความจริงที่ถ่ายทอดออกมาผ่านอารมณ์ประชดประชันและภาษาตามวัยของเธอ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนหนุ่มสาวทำให้สังคมไทยต้องสะดุ้งเหมือนมีไม้แหลมมาทิ่มแรง ๆ ที่ใจ นับตั้งแต่เกิดกระแสสังคมออนไลน์ที่นับวันจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เราก็มักจะได้เห็นมุมมอง ทัศนคติ และ ความคิดเห็นต่อประเทศชาติของคนรุ่นใหม่ที่สื่อผ่านโลกออนไลน์มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีการโพสต์ทวิตเตอร์ของนักร้องสาว อิมเมจ เดอะวอยซ์ หรือ เมื่อครั้งที่นิสิตชายเนติวิทย์ได้เปิดประเด็นตั้งคำถามให้สังคมไทยได้ฉุกคิด ซึ่งในหลาย ๆ ครั้งสิ่งที่คนหนุ่มสาวเหล่านี้สื่อออกมา มันก็จริงซะจนทิ่มแทงใจเราจนพรุ่นไปเลยก็มี “อ้าว! ก็ถ้าสิ่งที่เด็กมันพูดมาคือเรื่องจริง แล้วเรากำลังไม่พอใจอะไรกันอยู่ล่ะ?”

สังคมไทยก็ไม่ต่างจากสังคมเอเชียทั่ว ๆ ไป ที่ให้ความสำคัญกับใบหน้าตามความหมายพิเศษซึ่งไม่ได้หมายถึงบริเวณส่วนหนึ่งสวนใดของร่างกายตามความเข้าใจของสากลโลก แต่กลับเป็นใบหน้าที่หมายถึง ศักดิ์ศรี ชื่อเสียง ความน่าเคารพเชื่อถือ อันเป็นสิ่งจับต้องไม่ได้ แต่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับการใช้ชีวิตของคนไทย  เรื่องของการเสียหน้าเป็นพฤติกรรมหนึ่งของมนุษย์ที่ได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวางในศาสตร์ความรู้ด้านจิตวิทยาวัฒนธรรม และพฤติกรรมสังคม
           
การเสียหน้า ใช้คำแทนในภาษาอังกฤษว่า “Losing face” หรือ “Loss of face” เป็นสำนวนที่หมายถึงความอับอาย (humiliation) (“Oxford Dictionaries,” n.d.) การเสียหน้าเป็นพฤติกรรมที่สามารถพบเจอได้อยู่บ่อย ๆ  แต่ความเข้มข้นของพฤติกรรมนี้จะมีมากในวัฒนธรรมเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออก เช่น จีน ญี่ปุ่น และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่าง ไทย เป็นต้น ซึ่งเรียกได้ว่ายึดเอาการเสียหน้าเป็นแก่นวัฒนธรรมค่านิยมหลักในการดำเนินชีวิตเลยก็ว่าได้

David Yau-fai Ho (1976) ศาสตราจารย์และนักจิตวิทยาชาวฮ่องกง ได้อธิบายไว้ว่า การเสียหน้าเกิดจากการที่ตัวเรา หรือ ใครคนใดคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ร่วมสังคมเดียวกับเรา ไม่สามารถทำในสิ่งที่ค่านิยมพื้นฐานของสังคมกำหนดไว้ได้ ซึ่งการเสียหน้านี้จะทำให้เกิดความรู้สึกอับอาย หรือ หงุดหงิดใจ แก่เจ้าตัวเอง หรือ คนอื่น ๆ ในสังคมได้เช่นกัน

แล้วเพราะอะไรเราถึงต้องรู้สึกเสียหน้าให้กับสิ่งที่เราไม่ได้ทำด้วย?  

แน่นอนในสังคมแบบคติรวมหมู่ (Collectivism) อย่างเช่นประเทศไทย บรรทัดฐานของสังคมคือการให้ความสำคัญกับความต้องการของสังคมเป็นหลัก ค่านิยมขององค์รวมคือสิ่งที่อยู่เหนือกว่าความต้องการส่วนตน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนไทยมักจะชอบอ้างประเทศชาติ ในการเชื้อเชิญให้ใครทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่ถึงแม้ว่าเค้าจะไม่อยากทำก็ตาม รวมไปถึงดำเนินการลงโทษทางสังคมต่อคนที่ทำอะไรขัดกับบรรทัดฐานของสังคม โดยอ้างอิงสำนึกในพระคุณของแผ่นดินเกิด  
           
การเสียหน้า อันพฤติกรรมของมนุษย์รูปแบบหนึ่งที่ถูกยึดถือเป็นวัฒนธรรมในสังคมเอเชียอย่างเช่นประเทศไทย นำมาซึ่งวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับใบหน้าอีกมากมาย อาทิ การรักษาหน้า (Saving face) อันหมายถึง การพยายามทำทุกอย่างเพื่อคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรี ชื่อเสียง และเพื่อหลีกเลี่ยงความอับอาย และการได้หน้า (Gaining face) ซึ่งหมายถึงการรับเอาศักดิ์ศรี ชื่อเสียง เกียรติยศเข้ามาสู่ตนเอง เฉกเช่นเดียวกับการเสียหน้า เราอาจจะพบอยู่บ่อย ๆ ในสังคมไทยที่ทั้งการรักษาหน้าและการได้หน้าไม่ได้เกิดจากการกระทำของบุคคลผู้ที่เป็นเจ้าของหน้าโดยตรง แต่เป็นความพยายามของบุคคลอื่น ๆ ในการกระทำเพื่อเพิ่มพูนชื่อเสียง เกียรติยศ คงไว้ซึ่งศักดิ์ศรี และพยายามทำทุกวิถีทาง อันรวมไปถึงดำเนินการลงโทษทางสังคมต่อบุคคลใดก็ตามที่ต้องการทำให้ศักดิ์ศรีนั่นด่างพร้อย
           
ย้อนกลับมาที่ประเด็นนักร้องสาวอิมเมจ สังคมไทยกำลังไม่พอใจอะไรอยู่  เราหงุดหงิดใจที่วัยรุ่นคนหนึ่งใช้คำพูดไม่เหมาะสมในทวิตเตอร์? เราไม่พอใจที่เธอหงุดหงิดกับการรอรถประจำทาง? หรือ เราโกรธที่เธอพิมพ์เรื่องไม่ดีเกี่ยวกับประเทศไทยลงสื่อออนไลน์? จะเป็นไปได้ไหมว่าสิ่งที่เธอสื่อออกมาถึงแม้จะเป็นการใช้ภาษาตามวัยและอารมณ์ชั่ววูบ แต่มันก็จริงซะจนทำให้เรารู้สึกเสียหน้าและอับอายกับความสวยแต่รูปจูบไม่หอมของประเทศไทย
 


 
อ้างอิง
Ho, D. Y. (1976). On the Concept of Face. American Journal of Sociology, 81(4), 867-884.
Oxford Dictionaries. (n.d.). Retrieved from https://en.oxforddictionaries.com/definition/
loss_of_face
 
 
About the Author
จากบทบาทการเป็นอาจารย์และนักจิตวิทยา วันนี้เธอจะมาเล่าเรื่องจิตวิทยาที่แทรกอยู่ในเหตุการณ์ประจำวันให้คุณฟัง 
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
คงไม่ยากเลยถ้าเราจะพยายามเปลี่ยนตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น มันจะยากก็ต่อเมื่อ เราพยายามที่จะเข้าไปเปลี่ยนคนอื่น
ทุกแสงสว่าง มีหน้าที่ มีบทบาทของมัน และทุกแสงสว่าง ช่วยทำให้ความมืดมิดหายไป