OPINION

วันซ้อมออกมาดี วันจริงไม่เอาไหน

สุรพร เกิดสว่าง
31 ก.ค. 2561
ในปี 1967 concert ครั้งยิ่งใหญ่ใน Central Park, New York กำลังจะเกิดขึ้น คนจำนวน 135,000 คนทยอยหลั่งไหลกันเข้ามานั่งรอในสนามหญ้าใหญ่ตั้งแต่ 16 ชั่วโมงก่อน “A Happening in Central Park” ฟรี concert ของนักร้องเพียงคนเดียว “Babra Streisand” จะเปิดการแสดง
 
ในคืนวันศุกร์ก่อน concert Babara และทีมงานซักซ้อมกันอย่างหนักจนยันเที่ยงคืน เธอต้องหยุดงานถ่ายทำภาพยนตร์ Funny Girl เพื่อเอาเวลามาซ้อมงานใหญ่นี้ ถึงแม้ว่าเพลงหล่านี้เธอคุ้นเคยเป็นอย่างดีก็ตาม สื่อหลายรายเผยแพร่ภาพการซ้อมการแสดงเหมือนเป็นข่าวใหญ่ ใครๆในนิวยอร์กต่างพูดถึงงานนี้
 
แต่หลังการแสดงในคืนวันเสาร์จบลง Barbra Streisand ไม่มี live concert อีกเลยเป็นเวลา 27 ปี
 
ด้วยเหตุว่า บนเวทีในคืนนั้น เธอลืมเนื้อร้องในเพลง When the Sun Comes Out กลางอากาศระหว่างการแสดง ซึ่งในเวลาต่อมา เธอให้สัมภาษณ์ว่า มันคือฝันร้ายที่เป็นจริงบนเวที ที่เธอรู้สึกว่าควบคุมอะไรไม่ได้เลย 



ความตั้งใจไม่ให้พลาด ผลักดันเราให้เตรียมตัวอย่างมากมาย แต่ในบางครั้ง การเตรียมตัวมากเกินไป ระวังมากเกินไป กลับเป็นตัวทำให้เราพลาดเข้าจริงๆ อย่างนึกไม่ถึงเสียด้วย
 
นักจิตวิทยาเห็นด้วยว่าการฝึกฝนมากๆ เป็นการเตรียมตัวที่ดี แต่ถ้ามากไปจะกลายเป็นลบก็ได้
 
โดยเฉพาะเมื่อเกิดอาการที่ “วันซ้อมออกมาดี วันจริงไม่เอาไหน” ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง presentation การพูดในที่สาธารณะ การแสดงดนตรี แสดงละคร การแข่งกีฬา การเจรจาธุรกิจ สารพัดเรื่องไม่ว่าจะเป็น หลังโพเดียม บนเวที หรือ ที่ไหนก็ตาม
 
เราอาจคิดว่า ซ้อมไม่พอ เตรียมตัวไม่พอ และต้องซ้อมให้หนักขึ้นอีก เพื่อให้ผลตอนซ้อมที่ถือว่าแย่ที่สุด ก็ยังถือว่ารับได้สบายๆ เมื่อนั้นถึงจะสบายใจได้ และซ้อมจนกระทั่งเราสามารถทำสิ่งนั้นได้โดยแทบไม่ต้องคิด  หรืออย่างที่เรียกว่า auto pilot ได้เอง ซึ่งทั้งหมดนี้ ก็ดูเป็นตรรกะดี
 
แต่นักจิตวิทยาอย่าง Robert H Woody แห่ง  University of Nebraska-Lincoln ที่สอนจิตวิทยาดนตรี (Dr. Woody เองเป็นนักดนตรีด้วย) บอกว่า การที่วันซ้อมทำได้ดีมากผิดกับวันจริง ทำให้น่าสงสัยว่าสาเหตุน่าจะอยู่ที่การจัดการเรื่องจิตใจมากกว่า
 
จากการศึกษาพบว่า การไป focus ที่การซ้อมให้หนักมากขึ้นอีกไม่น่าจะให้ผลดี และเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงประเด็น เขาคิดว่า การซ้อมหนักเป็นสิ่งที่ดี  แต่มันคนละประเด็นกันกับการบริหารจัดการความเครียดในวันจริง หรืออีกนัยหนึ่งคือ การซ้อมหนักไม่ได้ทำให้ช่วยหายเครียดในวันจริง ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นก็ชี้อย่างนั้น  
 
เพราะการเน้นการซ้อมอย่างหนักอาจทำให้ความสุขและความพอใจในสิ่งที่ทำลดลง จาก passion กลายเป็นหน้าที่ล้วนๆที่ต้องทำ กลายเป็นความเครียดต่อเนื่อง และจะส่งผลต่อ performance ในวันจริงได้
 
Woody เน้นว่า แทนที่ไปจะสนใจอย่างเอาเป็นเอาตายกับเรื่องคุณภาพ ให้มาสนใจว่า ทำอย่างไรถึงจะ “อิน” หรือ “in the moment” กับเรื่องที่ต้องทำดีกว่า เพราะมันจะเป็นเกราะคุ้มกันความกระวนกระวายใจที่อาจเกิดขึ้นในวันจริงได้ ซึ่งหลายคนคงเคยพบว่า บางครั้งที่เราคิดว่ามั่นใจอย่างนิ่งๆแล้ว พอเจอสถานการณ์จริงอาจไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้ เนื่องมาจากอะไรๆก็ไม่เป็นอย่างที่คาดไว้ เช่น มีการเปลี่ยนคนฟังหรือคนดู ทีมงานมาไม่ครบ รถติดมาถึงสาย หรือแม้กระทั่งเรื่องแทรกกวนใจในนาทีสุดท้ายที่ทำให้เสียสมาธิ หลายต่อหลายปัจจัยที่ทำให้วันจริงไม่ราบรื่น
 
ความแตกต่างระหว่าง ความกังวลในคุณภาพ กับ ความ in the moment อยู่ที่ “ความรู้สึกสะใจหรือสนุกกับสิ่งที่ทำ” หากเราไปกังวลจดจ่อกับเรื่องคุณภาพว่า มีอะไรบ้างที่จะมากระทบคุณภาพในวันจริง ก็จะยิ่งทำให้เราเครียดหนักไปอีก และเราจะระแวงไปหมดในวันนั้น
 
แต่หากเราสนใจเรื่องว่า “ทำอย่างไรถึงจะรู้สึกสนุกจากงานนั้น” เราจะไม่ค่อยหวั่นไหวกับสิ่งแวดล้อมที่ผิดคาดในวันจริงเท่าไหร่ ทำนองว่าเป็นปัจจัยภายนอก
 
Maria Callas นักร้องโอเปร่าระดับอมตะเคยให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อเธออยู่บนเวที เธอไม่สนใจสิ่งใดนอกจากเพลงที่เธอร้อง ไม่สนใจว่าคนดูจะคิดอย่างไร หรือแม้ว่ากระทั่งเสียงที่เธอร้องจะออกมาดีหรือไม่ สิ่งเดียวเท่านั้นที่เธอให้ความสนใจคือ ดูดดื่มกับการร้องเพลงให้ถึงที่สุด
 
เช่นเดียวกับ Elena Greco นักร้องระดับครูเล่าว่า เธอมักจะสอนนักเรียนว่า เวลาร้องเพลงในวันแสดงจริง ให้ทำเหมือนกับพ่อแม่เล่านิทานก่อนนอนให้ลูกฟัง นั่นคือ พ่อแม่ไม่ได้สนใจว่า กลัวเด็กๆจะบ่นหรือวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร หากจดจ่ออยู่ที่ลีลาการเล่านิทานให้สนุกสนานเท่านั้น
 
Woody เน้นว่า สิ่งที่อันตรายสำหรับวันจริงคือ ไป “ปลง” ว่า ยังไงๆ ก็ต้องรู้สึกแย่ เพราะเท่ากับว่า เราจะไม่หาวิธีแก้ไข  และผลที่ตามมาคือ การ present งาน หรือ ขึ้นเวทีอย่างปลงๆ ไม่มีพลัง อยากให้จบๆไป และนั่นจะทำให้ performance ที่ออกมาดูแย่ หรืออย่างดีก็คือไม่ได้ทำเต็มที่ทั้งที่น่าจะทำได้ดีกว่านั้นมาก  และที่สำคัญคือ ทำให้เราไม่มีความสุขกับสิ่งที่ทำ
 
ในปี 2011 มีงานศึกษาลงใน Psychology of Music เกี่ยวกับอารมณ์เครียดกระวนกระวายใจของนักดนตรีคลาสสิค แจ๊ส และป๊อป พบว่านักดนตรีคลาสสิคมีความเครียดมากสุด ซึ่งอาจเป็นเพราะบรรยากาศในการแสดงที่มักจะเป็นทางการ ไม่ผ่อนคลายเหมือนการแสดงดนตรีประเภทอื่น ซึ่งอาจชี้ว่า บรรยากาศของการแสดง หรือ สิ่งแวดล้อมในวันแสดงจริง มีส่วนอยู่มาก ดังนั้น คำถามคือ จะทำอย่างไรให้บรรยากาศวันจริงนั้นดูผ่อนคลายได้
 
แน่นอนว่า ส่วนใหญ่เราคงไม่สามารถไปจัดการอะไรสถานที่วัันจริงได้มาก นอกจากการปรับจิตใจหรือ “mental rehersal” ซึ่งเป็นไปได้ตั้งแต่ การจินตนาการสภาพแวดล้อมในวันจริงเหมือนกับการดูหนัง พร้อมกับแต่งเติมจินตนาการถึงอุปสรรคต่างๆในวันนั้น ไปจนถึง ไปซ้อมในสถานที่จริงเลย ถ้าทำได้ 
 
นักจิตวิทยาบอกว่า การทำ mental rehersal นี้ไม่ได้ต้องการขจัดความเครียดให้เป็นศูนย์ เพราะนอกจากเป็นไปน่าจะเป็นไปได้แล้ว การไม่เครียดหรือเครียดน้อยจะไม่มีผลดี เพราะคนเราต้องมีความเครียดปานกลาง ถึงจะทำอะไรได้ดี
 
และความเครียดปานกลางนี้ ก็ต้องเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น หรือที่เรียกว่า “intermittent stressful event” ไม่ใช่เครียดต่อเนื่องนาน หรือ “prolonged stressful event”  ไม่เช่นนั้นอาจะทำให้เกิดปัญหาที่พัฒนาไปไกลเป็นโรคซึมเศร้าได้ อย่างเช่น นักดนตรีที่เครียดมากทุกครั้งที่ขึ้นแสดง หากต้องแสดงบ่อยย่อมทำให้ชีวิตทั้งหมดถูกครอบงำด้วยความเครียดรวมไปถึงความกระวนกระวายใจ จนไม่มีความหมายอะไรที่จะทำงานนี้อีกต่อไป
 
การศึกษาของ University of California at Berkeley โดย Elizabeth Kirby และทีม บอกว่า ความเครียดปานกลางแบบชั่วคราว มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการทำงานให้สำเร็จลุล่วง โดยจะทำให้เกิดเซลล์ใหม่ในสมองที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำ ผลคือ ทำให้คนเราสามารถจดจำสิ่งที่เรียนรู้ได้ดี และสามารถนำมาพัฒนา skill ต่อไปได้เรื่อยๆ
 
ในทางตรงกันข้าม หากเกิดความเครียดนาน จะทำให้เซลล์ใหม่ไม่สามารถเกิดได้ และความสามารถที่จะเรียนรู้พัฒนา skill จะลดลง ซึ่งถือเป็นข้อเสียเปรียบของมนุษย์ที่มีอารมณ์ฝังใจจดจำ  เพราะสำหรับสัตว์ทั่วไปแล้ว ความเครียดที่เกิดเป็นแค่ intermittent เท่านั้น
 
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เพื่อให้วันจริงเป็นไปได้ด้วยดี จะทำอย่างไรให้ความเครียดอยู่ในระดับปานกลาง และไม่อยู่นาน?  
 
คำตอบอาจจะมากจากงานศึกษาของ บริษัทที่ปรึกษา TalentSmart ที่อ้างว่าครอบคลุมคนมากกว่า 1 ล้านคนพบว่า บรรดา top performer ทั้งหลายนั้นล้วนมี skill ในการบริหารจัดการความเครียดเป็นพิเศษ โดยคนเหล่านี้มีทัศนะที่ดูขัดแย้งในสายตาคนทั่วไป แต่กลับได้ผลจริง นั่นคือ
 
อย่างแรก “พวกเขาชื่นชมในสิ่งที่ตนมี”:   สำหรับคนทั่วไปแล้วอาจคิดว่า ความคิดแบบนี้ทำให้อยู่กับที่ ไม่สนใจพัฒนา แต่จากการศึกษาชี้ว่า “ความพอใจในความสามารถที่มีในวันนั้น แค่พยายามใช้มันให้เต็มที่” ทำให้ cortisol ซึ้งเป็น stress hormone ลดไปถึง 23%  ผลคือ ทำให้ความเครียดอยู่ในระดับที่คุมได้ และสามารถแสดงหรือทำงานในวันจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
อย่างที่สอง “หลีกเลี่ยงคำถาม what if”:  ทัศนะนี้ดูจะขัดแย้งกับความเชื่อทั่วไปเช่นกันว่า เราควรจะถามตัวเองอยู่เสมอว่า ถ้าหากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จะทำให้เกิดผลกระทบต่องานที่ต้องแสดงในวันจริงอย่างไรบ้าง? แต่ในทางจิตวิทยากลับพบว่า การถาม what if โน่นนี่กับตัวเองบ่อยๆ ทำให้ขาดสมาธิ เกิดอาการกังวลไปทุกเรื่อง ยิ่งห่วงมาก ยิ่งทำให้แย่
 
นอกจากนั้น ในความเป็นจริงแล้ว what if สามารถมีได้หลาย what if จนแทบไม่จำกัด จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปหมกมุ่นอยู่กับคำถามที่เป็นไปได้ถึงอินฟินิตี้ และที่สำคัญ การเฝ้าถาม what if ทำให้เราไปหมกมุ่นในสิ่งที่เราไม่ต้องการให้เกิด แทนที่จะต้องการให้เกิด และนั้นหมายถึง ผลออกมามักจะกลายสิ่งที่เราเองไม่ต้องการอย่างที่สุดแทน ไม่ต่างอะไรจากการพยายามไม่นึกถึงสิ่งใด ก็ยิ่งจะทำให้นึกถึงสิ่งนั้นหนักขึ้นไปอีก 
 
และประการสุดท้าย ที่อาจจะสำคัญที่สุด คือ “ไม่ต้องไปสนใจว่า คนฟังหรือคนดูจะคิดอย่างไร”
 
สนใจงานที่อยู่ข้างหน้าเป็นพอ หรือ “in the moment”   
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การ์ตูนล้อเลียน by น้าชู
นักจัดระเบียบบ้านเป็น “เพื่อนคู่คิด” เพื่อช่วยสร้างทัศนคติใหม่ในการใช้ชีวิตให้แก่เจ้าของบ้าน