OPINION

ระเบียบที่ไร้ผู้นำ : กฎธรรมชาติว่าด้วย synchronization

สุรพร เกิดสว่าง
15 เม.ย. 2562
นานมาแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยามาจนถึงกรุงเทพ สำหรับฝรั่งบางคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทย เรื่องที่ทำให้พวกเขาประหลาดใจอย่างมากมายไม่ใช่วัฒนธรรมไทย ไม่ใช่สถาปัตยกรรมหรือศิลปใดๆ หากเป็นสิ่งที่อาศัยอยู่ตามลำคลองในสมัยนั้น นั่นคือ “หิ่งห้อย” 
 
ความประหลาดใจของพวกเขาไม่ใช่ที่หิ่งห้อยมีแสงในตัวเอง หากเป็นการกระพริบของหิ่งห้อย ที่เกิดขึ้นพร้อมกันอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นไปได้อย่างไรที่แมลงตัวเล็กๆ ไร้สมองนึกคิด ไร้ผู้นำ จะสามารถทำในสิ่งเดียวกันพร้อมกันได้เหมือนถูกสั่ง? อะไรทำให้แมลงเหล่านั้นมีความสามารถเช่นนั้น? หิ่งห้อยในอเมริกาและยุโรปไม่ได้เก่งขนาดนี้ ต่างตัวต่างกระพริบต่างจังหวะ
 
เมื่อเรื่องนี้ถูกรายงานใน journal ดัง Science ก็ยังไม่มีใครปักใจเชื่อว่าเป็นไปได้ หิ่งห้อยไทย จึงกลายเป็นตัวอย่างคลาสสิคอันดับแรกๆในสมัยนั้น เมื่อมีการถกเถียงเรื่อง “synchronization”
 
Synchronization เป็นเรื่องของธรรมชาติที่สิ่งที่อยู่ใกล้กันจะพยายามทำตัวเหมือนๆกัน โดยมิได้นัดหมาย  หรือวางแผนกันมาก่อน การบินเปลี่ยนทิศทางอย่างกระทันหันของฝูงนกหรือฝูงปลา ที่สามารถทำตามกันอย่างพร้อมเพรียงกันในทันใด หรือ พฤติกรรมของฝูงชนที่เดินกันหนาแน่นขวักไขว่บนทางเท้าโดยไม่ชนกัน ก็เป็นเรื่องของ synchronization
 
แต่ดั้งเดิม เชื่อกันว่า synchronization หรือที่ปัจจุบันนิยมเรืยกสั้นๆว่า “sync” จะเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีผู้นำที่มองไม่เห็น หรือผู้นำที่ไม่ได้เป็นทางการ เป็นตัวนำ เช่น อาจจะเป็นนกตัวที่อยู่ข้างหน้าที่เปลี่ยนทิศทางทำให้ฝูงนกหลายสิบตัวข้างหลังทำตาม 
 
แต่พฤติกรรมของหิ่งห้อยไทย ทำให้นักวิทยาศาสตร์เกิดความสงสัยว่า “จริงหรือไม่ ที่ไม่ต้องมีผู้นำก็เกิดการ sync ได้เอง”  นักวิชาการส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อว่าไม่น่าเป็นไปได้  ยิ่งเป็นแมลงที่ไร้สมองนึกคิด ยิ่งไม่น่าเป็นไปได้ใหญ่ ดังนั้นการกระพริบพร้อมกันของหิ่งห้อยไทย น่าจะเป็นเพียงความบังเอิญ หรือไม่ก็เป็น อาการ”เบลอ”ของผู้ดูเมื่อจ้องมากเกินไป หรือไม่ก็เป็น นิสัยคนที่พยายามมองสิ่งที่เป็น random ให้เป็น pattern ซึ่งก็คือ “มโนไปเอง” 
 
จนกระทั่งในกลางทศวรรษ 1960 นักธรรมชาติวิทยา John Buck มาเมืองไทยเป็นครั้งแรกเพื่อที่จะได้สังเกตุเรื่องหิ่งห้อยได้อย่างจะๆ คราวนี้ Buck ไม่ได้นั่งเรือดูหิ่งห้อยตามคลองอย่างเดียว เขาและภรรยาจับหิ่งห้อยเหล่านั้นกลับมาที่โรงแรมด้วย และปล่อยให้มันอยู่ในห้องโรงแรมที่ปิดไฟมืด
 
Buck พบว่า เมื่อเริ่มคุ้นสถานที่ หิ่งห้อยเหล่านั้นพากันเกาะผนังผ้องห่างกันเฉลี่ยตัวละ 10 ซม ตอนแรกแต่ละตัวกระพริบไม่พร้อมกันเลย แต่แล้วในที่สุด ทุกตัวก็ค่อยปรับตัวจนสามารถกระพริบพร้อมกันเหมือนอย่างที่เล่าขาน ครั้งนี้ถือเป็นการสังเกตุการณ์หิ่งห้อยในสภาพควบคุมครั้งแรก
 
Buck แยกหิ่งห้อยแต่ละตัวออกมา แล้วทดลองฉายไฟกระพริบกับหิ่งห้อยทีละตัวดู ปรากฏว่า ทุกตัวปรับการกระพริบตามไฟฉาย นั่นหมายความว่า การกระพริบของหิ่งห้อยนั้นปรับตามการกระพริบที่อยู่ใกล้ โดยทั้งกลุ่มนั้นต่างปรับตัวเข้าหากัน หรือ “sync” เข้าหากันกับตัวที่อยู่ใกล้สุด และสื่อสารต่อๆกัน ส่งและรับข้อมูลในการกระพริบกันและกัน เพื่อจูนความถี่ในการกระพริบให้ตรงกัน
 
การสังเกตุการณ์ของ Buck เป็นการ confirm ว่า sync ไม่จำเป็นต้องมีผู้นำเหมือนที่เคยคิด และไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
 
ตั้งแต่นั้นมา จึงถือว่า synchronization เป็นพฤติกรรมที่สามารถเกิดขึ้นด้วยตัวเองแบบ self organized ได้ ไม่มีใครมาจัดการหรือมาสั่ง แต่ด้วยสัญชาติญาณ หรือบางสิ่งบางอย่าง (เช่นการส่งและรับข้อมูลของ internal osscillator ในหิ่งห้อยแต่ละตัวต่อกัน) ทำให้สมาชิกในกลุ่ม สามารถปรับตัวไปในทางที่สอดคล้องกัน 

แม้ว่าความรู้เรื่อง sync ที่ถือว่ายังอยู่ในระหว่างการพัฒนา แต่ปัจจุบันได้นำมาใช้ในการพยายามอธิบายหรือจัดการพฤติกรรมกลุ่ม เช่นการจัดการ social media การจราจร ไปจนถึง การจลาจล  และรวมถึงเรื่องฟิสิกส์ ชีววิทยาและเทคโนโลยี การรักษาโรค นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า sync ยังเกิดขึ้นกับสิ่งไม่มีชีวิตเช่น การแกว่งของวัตถุ การสั่น พฤติกรรมของอนุภาคต่างๆ ไปจนถึงระบบดวงดาวในกาแล็กซีอีกด้วย
 
เรียกได้ว่า sync เป็นกฏเหล็กอย่างหนึ่งของธรรมชาติก็ว่าได้ สรรพสิ่งทั้งหลาย ล้วนถูกกำหนดความเป็นไปด้วยธรรมชาติของ sync 
 
ในชีวิตประจำวัน การมองโลกด้วยมุมมอง sync อาจทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหา หรือบริหารจัดการได้ถูกจุดขึ้น อีกทั้งการมองแบบ sync เป็นการมองในภาพรวมที่ค่อนข้างเป็นระบบ ไม่ใช่การมองแบบแยกส่วน ที่ทำเสมือนว่าปัญหานั้นดำเนินไปโดยปราศจากการเชื่อมโยงกับสิ่งอื่น ซึ่งเป็นการมองที่ง่ายเกินความเป็นจริง คนที่วิเคราะห์สถานการณ์ด้วยมุมมอง sycn จึงได้เปรียบกว่า เข้าถึงสาเหตุแท้จริง และคาดการณ์สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นล่วงหน้าได้แม่นกว่า
 
ที่สำคัญ การมองวิเคราะห์ด้วยความรู้เรื่อง sync อยู่บน concept ว่า สรรพสิ่งหลายอย่างในโลกนี้ดำเนินไปแบบ self organized  หากจะบริหารจัดการ ไม่ใช่เข้าไปเปลี่ยนแปลงตรงๆ เพราะนั่นจะเป็นการไป disrupt กลไก self organized ที่ทำงานอยู่ อันทำให้ไม่เป็นผล หากควรจะใช้การแทรกแซงให้ถูกจุด ซึ่งเป็นไปได้ว่า ไม่ต้องลงแรงมาก เพราะด้วยความพยายามเพียงเล็กน้อย ก็อาจส่งผลเปลี่ยนแปลงได้
 
อย่างเช่น การจัดการ mob ที่อาจก่อความรุนแรง ถ้าใช้ความรู้เรื่อง sync ก็ไม่ต้องไปเล็งปราบจับ ซึ่งการ disrupt นี้ อาจส่งผลเกิดการปะทะลุกลามใหญ่โต  แต่อาจใช้ agent หรือสายจำนวนหนึ่งไปรายล้อมผู้ที่จะก่อเหตุ ถ้าหากนักปลุกม็อบเริ่มทำลายข้าวของ เตี๊ยมก่อนว่า ให้ agent เหล่านี้ยืนดูอย่างสงบเฉยๆ ผลคือ ผู้ร่วมม็อบอยู่เฉยๆเหมือนกัน คือ sync ตาม agent  ความรุนแรงก็ไม่เกิด เป็นการจัดการม็อบโดยใช้หลัก self organized  
 
แต่ก็ต้องยอมรับว่า การมองวิเคราะห์แบบ sync นั้นไม่ง่าย เพราะนอกจากจะซับซ้อนแล้ว ธรรมชาติของ sync เองมักเข้าใจยาก และทำให้เราประหลาดใจอยู่บ่อยๆ  ผลของการ sync อาจสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆได้โดยที่สมาชิกอาจไม่คาดคิดและไม่รู้ตัว ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้น จะเป็นสิ่งที่อยากให้เป็นหรือไม่ก็ตาม 
 
ความพยายามที่จะไปในทางเดียวกัน อาจให้ผลตรงข้าม เกิดความไร้ระเบียบวุ่นวาย อย่างที่เรียกว่า chaos  ในขณะที่ความพยายามที่จะแก่งแย่งกัน ให้ได้ผลประโยชน์กับตัวเองสูงสุด อาจทำให้เกิดความมีระเบียบ ราบรื่น กลายเป็นผลดีกับส่วนรวม 
 


ในปี 1999 ทีมงานของนักฟิสิกส์ในยุโรปตะวันออก ศึกษาเรื่องการปรบมือหลังจบ concert พบว่า ตอนแรกคนดูจะปรบมือกันสนั่นหวั่นไหวด้วยความสะใจ แต่แล้วด้วยสัญชาติญาณ คนดูจะพยายามปรับการปรบมือให้เหมือนกับคนส่วนใหญ่ พยายาม sync ด้วยวิธีการลดการความถี่ในการปรบมือลง และพยายาม match จังหวะกับคนดูอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว 
 
แต่การพยายาม sync นี้กลับให้ผลตรงข้าม กลายเป็นความไร้ระเบียบหรือ chaos
 
เพราะการลดความถี่การปรบมือเพื่อจะให้ได้จังหวะเดียวกันนั้น ทำให้ความหลากหลาย หรือ dipersion ของความถี่การปรบมือลดลง ซึ่งหมายความว่า แทนที่จะมีหลายจังหวะที่สามารถเกลี่ยเสียงปรบมือที่ออกมาได้มีระเบียบกว่า กลับเหลือเพียงไม่กี่จังหวะที่สามารถเลือก match ตรงกันยาก ผลคือ การปรบมือเกิดอาการสะเปะสะปะมากขึ้น ไม่สามารถ sync กันได้ (ซึ่งทั้งหมดนี้ เราสามารถพบได้ในการฟัง concert มันๆ แต่จะไม่พบในการกล่าว speech ในพิธี ที่การปรบมือทำไปตามมารยาท เพราะจังหวะการปรบมือจะเป็นแบบ robot)
 
ในทางตรงข้าม การแข่งขันกัน ไม่พยายาม sync กัน อาจทำให้เกิดระเบียบ หรือเกิดการ sync ขึ้นก็ได้
 
ในการจราจร รถแต่ละคันต่างพยายามเปลี่ยนเลนเพื่อให้ไปได้เร็วที่สุด โดยแทรกในช่วงระหว่างคัน การเปลี่ยนเลนนี้เองทำให้เกิดการชะลอของรถคันหลัง ที่ส่งผลต่อเนื่องทำให้การเคลื่อนที่ของรถทั้ง highway ช้าลง เกิดอาการหยุดนิ่งสลับเคลื่อนที่ 
 
แต่จากการศึกษาของ Helbing และ Huberman ในปี 1998 พบว่า เมื่อปริมาณการจราจรเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จะมีจุดหนึ่งที่ความหนาแน่นของรถในแต่ละเลนจะทำให้การเปลี่ยนเลนไม่สามารถทำได้อีก รถทั้งหมดจึงจำต้องเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างมีระเบียบในเลนเดิมของตน การจราจรทั้งหมดจึงไหลไปอย่างรวดเร็วไม่ติดขัด กลายเป็นว่า ยิ่งรถมาก ยิ่งทำให้รถไม่ติด แต่เมื่อพ้นจุดนี้ไปแล้ว ความหนาแน่นจะเกินจุด optimum เกิดความไร้ระเบียบ ตามมาด้วยการแทรกเลนเหมือนเดิม การจราจรกลับมาเคลื่อนตัวช้าอีกครั้ง
 
ความประหลาดของ sync ไม่ใช่แค่ในเรื่องฝูงชนเท่านั้น แต่มีในระดับบุคคล อย่างเช่นคนที่กำลังมีความรัก
 
ทีมวิจัยของ University of California at Davis ทดลองให้คนที่เป็นแฟนกัน นั่งห่างกันไม่กี่ฟุต และห้ามพูดหรือแตะต้องกัน เป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยในระหว่างนั้นทำการวัดการเต้นของหัวใจและการหายใจไปด้วย ทีมงานพบว่า การเต้นของหัวใจและจังหวะการหายใจของทั้งสองจะค่อยๆปรับ sync เข้าหากัน จนเท่ากันในที่สุด โดยที่ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายปรับเข้าหามากกว่า (ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า ผู้หญิงมีความเอาใจใส่ในความรู้สึกคนมากกว่าอยู่แล้วโดยธรรมชาติ)
 
แต่พอลองให้คนที่ไม่เป็นแฟน มานั่งเฉยๆแบบเดียวกัน ปรากฏว่า ไม่เกิดการ sync กันของการเต้นหัวใจและการหายใจเลย  จนมีการพูดว่า หากจะสงสัยว่าแอบใครมีใจให้กันและกัน ก็ต้องทำการทดลองเรื่อง sync ดู แล้วจะรู้เอง 
 
แต่ไม่เพียงแต่เป็นแฟนกันเท่านั้น การเต้นของหัวใจจะ sync กันเมื่อสองคนรู้สึกอย่างเดียวกัน เช่น เมื่อคนเห็นเพื่อนอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด หัวใจก็จะ sync ตามไปด้วย หรือ ในคู่เต้นรำที่เข้าคู่กันได้ดี ก็จะเกิดการเต้นหัวใจที่ sync กัน
 
การศึกษาโดย University of Haifa พบว่า ในคนที่มีบาดเจ็บอยู่ การแตะตัวทำให้การเต้นของหัวใจของเขา sync เข้าหาผู้แตะ หัวใจที่เต้นแรงค่อยๆลดลง และยังเป็นการบรรเทาอาการเจ็บปวดได้ด้วย
 
เรื่องของ sync จึงมีอยู่แทบทุกที่ ตั้งแต่ระดับกาแลกซี่มาจนถึงแฟน และเป็นกฏธรรมชาติที่ละเลยไม่ได้ หากเราจะพยายามเข้าใจการดำเนินไปของสรรพสิ่งที่แวดล้อมเราอยู่นี้
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ชีสประกอบไปด้วยสารอาหารที่สำคัญหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแคลเซียมหรือโปรตีน ตามทัพมาด้วยวิตามินบี 12 และธาตุสังกะสี
การมาเกลัง ฉันต้องใช้แท็กซ์ 80 รอบ โดยไม่มีส่วนได้จากเงินจำนวนนั้นแม้แต่บาทเดียว ยกเว้นว่าลูกค้าจะให้ทิป