ในขณะที่คนขับรถพาพวกเราเดินทางจากสนามบินไปยังที่พัก ระหว่างที่ขับผ่านกรุงสตอกโฮล์มออกไปนั้น เราก็สังเกตเห็นว่า เมืองนี้มีคอนโดฯและอพาร์ตเม้นต์อยู่เป็นจำนวนไม่น้อย แต่ที่น่าสนใจเป็นอย่างมากก็คือ ตรงข้ามอพาร์ตเม้นต์จะมีพื้นที่แปลงไม่ใหญ่มากที่ถูกแบ่งสัดส่วนให้เท่าๆ กัน โดยภายในพื้นที่ของแต่ละแปลงเล็กๆ จะเต็มไปด้วยต้นไม้ ดอกไม้ ขนาดกำลังกะทัดรัด ลักษณะเหมือนเพิ่งมีใครมาปลูกทิ้งไว้ จอบ เสียม และบัวรดน้ำวางระเกะระกะรายล้อมอยู่ในบริเวณใกล้เคียง เลยหันไปถามคนขับรถว่า “แปลงตรงนั้นเค้ามีไว้ทำอะไรคะ รั้วก็ไม่มีกั้น” คนขับบอกพวกเราว่า แปลงตรงนั้นมีไว้ให้ผู้พักอาศัยในอพาร์ตเม้นต์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเช่า “โอ้โห้! เช่าทำไมเหรอคะ” พวกเราซักถามต่อด้วยความข้องใจ คนขับรถบอกว่า สมัยนี้อะไรๆ ก็เจริญไปหมด หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ชอบเข้ามาทำงานในเมือง พอมีครอบครัวก็เริ่มเช่าบ้านหรืออพาร์ตเม้นต์พักอาศัยอยู่รอบๆ เมือง ด้วยความเป็นห่วงว่าลูกจะโตขึ้นมาแล้วไม่รู้จักการอยู่กับสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ บางพื้นที่ก็จะมีแปลงแบบนี้ไว้ให้เช่า เด็กๆ จะได้รู้จักการทำสวนและเข้าใจประโยชน์ของการอยู่กับธรรมชาติรอบตัว ทั้งยังได้พบปะเพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงที่ออกมาทำกิจกรรมประเภทเดียวกัน
ได้ฟังอย่างนั้นบอกตรงๆ ค่ะว่า อึ้งไปนานหลายนาที เคยได้ยินแต่เช่าบ้าน จะได้มีบ้านไว้อยู่ เช่ารถจะได้มีรถไว้ขับ เช่าอสังหาริมทรัพย์ไว้ทำธุรกิจจะได้รวย แต่ไม่เคยได้ยินว่า เช่าแปลงปลูกผักไว้ลูกจะได้เรียนรู้!
ที่เป็นเช่นนี้ เพราะชาวสวีเดนเค้าเห็นว่าการเช่าพื้นที่เหล่านี้เป็นการเลือกที่จะลงทุนต่างหาก ไม่ใช่การต้องจำยอมเสียเงินเพื่อตอบสนองความอยากมีซึ่งสิ่งที่จะได้ครอบครองอย่างเดียว เพราะการลงทุนที่จะปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กๆ รักษาและเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้เรื่องอื่นเลย

“Freedom to Roam – จะไปเที่ยวตรงไหนก็ได้ เอาที่สบายใจ”
พอนั่งรถต่อไปเรื่อยๆ ก็เริ่มหันไปมองช่องจราจรข้างๆ เพราะกว้างมากแต่กลับไม่มีรถขับเลย ทีแรกก็ไม่เอะใจว่าทำไมไม่มีรถวิ่ง คิดในใจดังๆ ว่าก็นี่มันประเทศสวีเดน รถมันไม่เยอะเหมือนบ้านเราหรอก ตอนนี้ก็ไม่ใช่ช่วง rush hour หรือช่วงที่การจราจรคับคั่ง แต่ทำไมไม่มีรถกล้าแย๋มไปขับเลนนั้นเลยล่ะ ? สักพักมีรถจักรยานขี่ผ่านไปสามสี่คัน เราเลยถึงบางอ้อ “อ๋อ มันคือเลนสำหรับให้จักรยานวิ่งโดยเฉพาะนี่เอง!” ประเทศสวีเดนถือได้ว่าเป็นประเทศต้นๆ ของโลกรองลงมาจากเดนมาร์กและเนเธอร์แลนด์ที่ให้การสนับสนุนการขับขี่จักรยานเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นเค้าจึงมีการลงทุนพัฒนาระบบโครงสร้างของเมืองต่างๆ ให้มีการรองรับการใช้จักรยานในการเดินทาง
หนึ่ง คือเลนจักรยานเค้ากว้างเท่ากับเลนของรถยนต์ แสดงถึงความเท่าเทียมของการให้ความสำคัญที่แท้จริงของการปั่นจักรยาน (แต่ก็ต้องเข้าใจว่า จำนวนคนที่ใช้รถยนต์บนท้องถนนของเค้าไม่เยอะจนล้นถนนเหมือนบ้านเรา แต่ดูจากสภาพการจราจรแล้ว บางครั้งก็เริ่มติดขัดมากเหมือนกันคะ โดยเฉพาะช่วงเช้าและเย็น)
สอง คือมีการวางแผนจัดระบบเส้นทางการปั่นจักรยานที่ดีและยาวติดต่อกันต่อเนื่อง ให้นักปั่นได้บรรลุทั้งจุดประสงค์ในการเดินทาง ทั้งยังได้เข้าถึงประสบการณ์การปั่นที่ใกล้ชิดกับสภาพแวดล้อมตลอดเส้นทางอย่างแท้จริง ไม่ใช่อยู่ดีดีขี่ไปสักครู่เดียว ก็ต้องสิ้นสุดระยะการปั่นเสียอย่างนั้น ถ้าคุณได้มีโอกาสไปสัมผัสประสบการณ์นี้ด้วยตัวเอง ลองปั่นจักรยานตามเส้นทางที่มีชื่อว่า Kattegattleden ดูสิคะ เป็นเส้นทางปั่นเลียบชายฝั่งทะเลที่ยาวถึง 370 กิโลเมตร เริ่มตั้งแต่เมือง Helsingborg ยาวมาจนถึงเมือง Gothenburg เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสอง ซึ่งอยู่ตอนใต้ของประเทศสวีเดน เส้นทางที่ว่านี้ เป็นเส้นทางทัวร์ปั่นจักรยานแห่งแรกของประเทศสวีเดนเลยทีเดียวคะ
ที่สุดยอดจริงๆ คือ ตามกฏหมายแล้ว ประเทศนี้ให้สิทธิคุณเต็มที่ในการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะและธรรมชาติภายในประเทศสวีเดนทั้งหมด เพราะฉะนั้น คุณอยากจะไปเดินป่า หรือปั่นจักรยานไปไหนก็ไปได้เลย หรือปั่นแล้วถ้าอยากนอนแวะบนภูเขา ในป่า หรือข้างๆ ทะเลสาบ ก็ทำได้ อยากไปพายเรือคายัค เก็บเห็ด ผลไม้ ดอกไม้ป่า ก็ทำได้ ไม่ต้องขออนุญาต ไม่ต้องจ่ายค่าบริการ หรือค่าสถานที่ให้กับใครทั้งนั้น เพราะคุณได้สิทธินั้นเดี๋ยวนี้ค่ะ! ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเค้าอยากให้คุณได้ใช้ชีวิตที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติให้เต็มที่ แนวคิดก็คือ มนุษย์เราอยู่คู่กับธรรมชาติได้โดยไม่ต้องทำร้ายกัน แต่ต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกันต่างหาก อย่างเดียวที่เค้าขอให้คุณทำ คือให้คุณเคารพ เอาใจใส่สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ สัตว์ป่า ที่ก็พักอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินเดียวกันเพราะถือว่าพวกมันก็เป็นเจ้าของร่วมกับเรา เพราะอย่างนี้ไงค่ะ สวีเดนจึงเป็นสวรรค์ของนักปั่นและนักท่องเที่ยวที่รักธรรมชาติอย่างแท้จริง
มีอยู่วันนึงที่พวกเราต้องตื่นเช้ามากๆ เพราะต้องรีบขึ้นรถไปต่อเรือที่ท่าเรือ เพื่อเดินทางไปดูงานอีกเมืองหนึ่ง เลยได้สังเกตเห็นลักษณะการจราจรที่คับคั่งบนท้องถนน ในวันทำงานปกติของกรุงสตอกโฮล์ม ทั้งในเลนรถยนต์ปกติและเลนจักรยาน พอถามเพื่อนชาวสวีเดนว่าทำไมคนที่นี้ชอบปั่นจักรยานกันนัก เค้าบอกว่าก็รถมันติดมาก และคนก็ถือโอกาสออกกำลังกายด้วยการปั่นตอนไปทำงานเลยทีเดียว ที่จอดรถจักรยานจะเห็นได้ทั่วเมืองและมีความปลอดภัย หรือถ้าเป็นนักท่องเที่ยว จะเช่าจักรยานปั่นเองก็ได้ (สามารถเช่าเป็นรายชั่วโมงหรือหลายๆ วันก็มีให้เลือก) แต่ก็ควรรอช่วงเวลาเร่งด่วนให้ซาลงก่อนแล้วค่อยออกไปปั้นจะดีกว่า ในขณะที่คุยกันอยู่ดีดีนั้น เพื่อนชาวสวีเดนอีกคนหนึ่งก็รีบเถียงเสียงสูงขึ้นมาทันที
“ไม่ต้องไปเช่าจักรยานปั่นเลย มันอันตราย”
“อันตรายตรงไหน ไม่เห็นมีอะไรให้น่าห่วงเลย เลนจักรยานของเธอก็ใหญ่โตมโหฬาร แล้วไม่มีรถยนต์มาแอบขับคร่อมเลนด้วย”
ไอ้เราก็เสียงสูงกลับด้วยความมั่นใจ เพื่อนบอกว่า
“อันตรายสิ ก็คนปั่นจักรยานเยอะจะตาย น่ากลัวมาก อาจจะมีการชนกันได้ ปั่นที่นี้สู้ไปปั่นที่อัมสเตอร์ดัมไม่ได้เลยสักนิดเดียว” พอฟังแล้วก็อดคิดในใจดังๆ ไม่ได้อีกแล้วคะว่า แหม อยากจะเห็นประเทศเรามีปัญหาแบบนี้บ้างจังเลย ปัญหาที่ประเทศอื่นเค้าไปถึงก่อนแล้ว คือคนรักษ์โลกและรักสุขภาพเยอะเหลือเกินจนไม่มีที่ให้ปั่น เลนจราจรของจักรยานที่ใหญ่เท่าเลนรถยนต์ปกติก็ยังกว้างไม่พอ ไม่ถูกใจชาวสวีเดน มันช่างเป็นปัญหาที่น่ารำคาญใจของพวกเธอเสียจริงนะ (#ประชดเบาๆ)
มาถึงตรงนี้ เชื่อว่าผู้อ่านคงเข้าใจความแตกต่างในมุมมองของปัญหา ที่ประเทศเค้าและประเทศเรามีไม่เหมือนกัน อะไรที่เป็นปัญหาใหญ่ของเรา สำหรับเค้าเป็นเรื่องเล็กไปแล้ว อะไรที่ดูเป็นเรื่องเล็กในสายตาของเรา แต่สำหรับเค้า ตอนนี้กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องรีบแก้ไข ในการพัฒนาแนวความคิดและนวัตกรรมใหม่ๆ นั้น ต้องมีองค์ประกอบอย่างไรบ้าง เราคงพอเรียนรู้ได้จากเรื่องของจักรยานนี้นะคะ นอกจากต้องคำนึงถึงประโยชน์ที่ผู้ใช้บริการและสังคมจะได้รับแล้ว ยังต้องมีการออกแบบวางแผนโครงการสร้างการจัดการที่เป็นระบบ มีประสิทธิภาพ ใช้งานได้จริงและได้ดีในระยะยาว ที่สำคัญที่สุด คือความยั่งยืนในแนวคิดของนวัตกรรมนั้นๆ จะมีหรือไม่ จะต้องคำนึงถึงปัจจัยการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของทุกฝ่าย ผู้คิดต้องเป็นผู้ใช้ และผู้ใช้ก็ต้องมีส่วนร่วมในการเป็นผู้คิดผู้ออกแบบเช่นเดียวกัน






