บางครั้ง เรากลับพบในสิ่งที่เราไม่ได้ต้องการมองหาเลย”
— Alexander Fleming
สถานการณ์อย่างในขณะที่เรากำลังมองหาสิ่งหนึ่งอยู่ แต่กลับไปค้นพบอีกสิ่งแทนอย่างไม่ได้ตั้งใจ และสิ่งที่ค้นพบโดยบังเอิญนี้ได้กลายเป็นประโยชน์ขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด เรียกสถานการณ์อย่างนี้ว่า “Serendipity”
คำว่า serendipity มาจากนิยายเก่า The Travels and Adventures of Three Princes of Serendip ( Serendip เป็นชื่อในตำนานของ เกาะศรีลังกา) เล่าถึงเจ้าชายที่ถูกเจ้าครองนคร ส่งตัวออกไปผจญภัยและเอาตัวรอดจากการรู้จักสังเกตุสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว
Serendipity อาจดูเหมือนเรื่อง ดราม่า ที่มีเสน่ห์ของความบังเอิญ แต่ปรากฏว่า “เรื่องบังเอิญ” แบบนี้มีความสำคัญยิ่งในการค้นพบสิ่งใหม่ๆ จากการศึกษา PatVal-EUในสิทธิบัตรที่จดทะเบียนในยุโรปนั้น เชื่อว่า มีประมาณ 50% ที่สามารถอธิบายได้ว่า มาจากการค้นพบแบบ serendipity
Alexander Fleming ค้นพบยา penicillin จากจานเพาะเชื้อที่ลืมล้างจนขึ้นรา เพราะไปซ่อนอยู่ในความรกของห้องทดลอง เขาสังเกตุว่า แบคทีเรียในจานเพาะเชื้อที่อยู่รอบเชื้อรานั้นตายหมด ในขณะที่แบคทีเรียที่อยู่ห่างจากเชื้อรายังอยู่ดี ซึ่งหมายความว่า มันต้องมีสารบางอย่างที่ผลิตออกมาทำลายแบคทีเรียเหล่านั้น และนั่นคือที่มาของ ยา penicillin
Spencer Silver นักวิจัยของบริษัท 3M พยายามพัฒนากาวแต่ล้มเหลว เพราะได้กาวที่ติดอะไรไม่ค่อยจะได้ จนกระทั่งวันหนึ่ง ระหว่างที่เพื่อนร่วมงานของเขา Arthur Fry ร้องอยู่เพลงในโบสถ์ และเจอปัญหาในการวางกระดาษเนื้อร้องไม่ให้หล่น Fry นึกไปถึงผลงานที่ล้มเหลวของ Silver ว่า กาวแย่ๆนั้นคือคำตอบในการติดกระดาษโน้ตชั่วคราว และนั่นคือที่มาของ post-it note
ตัวอย่าง serendipity มีอยู่มากมาย อย่างเช่น ยา viagra ที่จริงมาจากการพัฒนายา anti hypertensive หรือ การค้นพบวัสดุ พลาสติก, teflon, kevlar, หรือ อาหารเช้า cornflakes, พื้นรองเท้า waffle ของ Nike, ฯลฯ ล้วนแล้วมาจากความไม่ตั้งใจ
เวลาพูดถึง serendipity เรามักพูดถึง “การค้นพบ” แต่ที่จริง serendipity อาจเป็นแค่เรื่องที่พบในชีวิตประจำวันก็ได้ ไม่ว่าจะในเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว ความรู้เรื่อง serendipity จึงไม่ใช้เพียงเอาไปใช้ในเรื่อง management แต่สามารถเอาไปทำให้การดำเนินชีวิตน่าสนใจ มีสีสันกว่าเดิมได้
ถ้าเรามี skill ใน serendipity เราก็อาจจะสามารถเปลี่ยนสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจ ให้กลายเป็นประโยชน์ มองเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น ปะติดปะต่อภาพได้ในขณะที่คนทั่วไปเห็นว่าไร้ความหมาย
อย่างเช่น คนที่ตั้งใจออกทะเลไปดำน้ำ แต่แล้วอากาศไม่ดีทำให้ออกเรือไม่ได้ หากเป็นคนที่ถือว่า “ทริปนี้เป็นทริปดำน้ำ” ก็อาจจะอยู่เฉยๆ รอคอยอากาศดี หรือไม่ก็เดินทางกลับอย่างเซ็งๆ เพราะถือว่า อยู่ต่อก็ทำอะไรไม่ได้ เสียเวลาเปล่า แต่ถ้าหากเป็นคนที่มี serendipity skill ก็จะไม่ยอมติดอยู่กับ agenda เดิม แต่สร้าง agenda ใหม่ โดยไปค้นหาที่เที่ยวบนบกระหว่างรออากาศเปลี่ยนแทน และในที่สุด อาจพบสถานที่เที่ยวน่าใหม่ที่น่าสนใจอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อน จนกลายเป็น highlight อันมีค่าของ “ทริปดำน้ำที่ fail” นี้
มีความสับสนว่า serendipity skill คือ การมองเรื่องลบให้เป็นบวก ทำนองการมองโลกในแง่ดีหรือ optimisim แต่ที่จริง serendipity ไม่ได้เป็นเพียงแค่นั้น หากเป็นเรื่องของ ความอยากรู้อยากเห็น และเปิดใจให้กับสิ่งที่อยู่นอก agenda ไม่ถูกตีกรอบด้วย scope ของงาน หรือ ถูกจำกัดความสนในเฉพาะเนื้อหาที่กำลัง focus อยู่ตรงหน้า มากกว่า
หัวใจของการเกิด serendipity จึงคือ “การมองเห็นในสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจมอง” หรือ ซึ่งดูเป็น paradox หรือความขัดแย้งอย่างหนึ่ง เพราะ เราจะมองเห็นในสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจจะเห็นได้อย่างไร ลำพังแค่การมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น ก็ยากมากอยู่แล้ว แต่นี่คือ การมองในสิ่งที่ตัวเราเองก็ไม่น่าจะมองเห็น ซึ่งแน่แนอนว่าจะยิ่งยากมากขึ้นไปอีก เพราะเท่ากับว่า เราต้องต่อสู้กับกรอบที่ตัวเราเองสร้างมันขึ้นมา
และนั่นทำให้ serendipity เป็น skill ที่ยากยิ่ง จนบางคนเชื่อว่า เรื่องของ serendipity นี้ ที่จริงเป็นเรื่องของความบังเอิญหรือความ random มากกว่า ไม่ใช่ skill ที่จะสามารถสร้างพัฒนาขึ้นได้จริง
เพราะยิ่งเมื่อคิดถึงความจริงที่ว่า เราจะรู้ว่าเกิด serendipity ได้ ก็ต่อเมื่อเหตุการณ์นั้นเกิดผลเป็นที่ประจักษ์แล้วเท่านั้น ก็ยิ่งน่าคิด อีกทั้งยังปฏิเสธไม่ได้ว่า seredipity เป็นเรื่องของการมองย้อนอดีตแบบ hindsight หรือ retrospective ที่ผลลัพธ์ถูกเฉลยให้เห็นแล้ว จึงดูเสมือนว่าเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นอย่างมีที่มาที่ไปอย่างชัดเจนอยู่เสมอ ทั้งๆที่อาจเป็นเรื่องของโชคล้วนๆก็ได้
ฝ่ายที่แย้งว่า serendipity เป็นเรื่องของโชคมากกว่า skill ยังให้เหตุผลว่า serendipity เป็นการมองย้อนหลังแบบ selective bias นั่นคือ เลือกมาเฉพาะเรื่องที่มองเห็นและทำสำเร็จ โดยไม่รู้ว่าที่จริงยังมีเรี่องที่ไม่สำเร็จ อยู่อีกมากมายที่มองไม่เห็น ซึ่งหมายความว่า ความจริงแล้ว probability ที่จะเกิด serendipity จึงน่าจะน้อยเอามากๆ จนเรียกได้ว่า น่าจะเป็นความฟลุ้คมากกว่าอย่างอื่น

อย่างไรก็ตาม เพื่อพยายามหาคำตอบว่า serendipity เป็นเรื่องโชคหรือความสามารถกันแน่ และทำไมบางคนถึงมีความ serendipity ได้ แต่บางคนไม่มีเอาเลย ในปี 2005 Sandra Erdelez แห่ง University of Missouri ได้ทำการศึกษาและพบว่า คนบางกลุ่มมีบุคลิกภาพหรือ personality ที่เอื้อต่อการเกิด serendipity อย่างชัดเจน นั่นหมายความว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของโชคหรือความบังเอิญเสียทีเดียว โดยเธอแบ่ง personality ของคนออกเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มแรก “non encounter” คือ กลุ่มที่มองชีวิตในมุมจำกัด ว่าตาม to-do list อย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการค้นหาข้อมูลหรือวิเคราะห์ ไม่ยอมออกนอก agenda ที่ตั้งไว้ ได้รับ scope of work มาอย่างไร ก็จะเดินตามนั้น
กลุ่มที่สอง “occasional encounter” เป็นกลุ่มที่เกิดโอกาส serendipity ได้บ้างเป็นครั้งคราว โดยกลุ่มนี้มีความอยากรู้อยากเห็นและกล้าที่จะหลุดออกนอกกรอบบ้าง แต่ไม่มาก
ส่วนกลุ่มที่สาม “super encounter” เป็นกลุ่มที่น่าสนใจที่สุด คือเป็นกลุ่มคนที่จะรู้สึก happy และตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลาหากได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ที่สำคัญ คนกลุ่มนี้อาจจะให้ความสนใจกับ ”เรื่องที่ดูไม่เป็นเรื่อง” อย่างที่ทีมงานวิจัยพบ เช่น ค้นหาเรื่องการผสมพันธุ์วัวในหนังสือพิมพ์เก่าสมัยร้อยกว่าปีมาแล้ว เพียงเพราะ “อยากหาคำตอบ” เท่านั้น โดยไม่รังเกียจที่จะค้นหาคำตอบในที่แปลกๆ และดูเหมือนจะมีอาการ “ติดนิสัย” หรือ addict เอามาก ห้ามใจไม่ได้กับความอยากรู้อยากเห็น
กลุ่มนี้เอง คือกลุ่มที่มีโอกาสพบ moment ของ serendipity ได้มากที่สุด แต่แน่นอนว่า บุคลิกอยากรู้ไปหมดของพวกเขาเป็นเพียงทำให้โอกาสเพิ่ม แต่ไม่ได้การันตีว่า พวกเขาจะค้นพบสิ่งที่มีประโยชน์ได้ทุกครั้ง บางคนอาจมีนิสัยเป็น super enounter ทั้งชีวิตโดยที่ไม่ได้ encounter อะไรที่เป็นประโยชน์จนได้นำมาใช้เลยก็ได้
และที่สำคัญ ถ้า super encounter อยากรู้ในสิ่งแปลกๆ รวมทั้ง “เรื่องที่ดูไม่เป็นเรื่อง” แล้วต่อมาไม่ได้คำตอบ หรือได้คำตอบ แต่ไม่มีประโยชน์ คือยัง “ไม่เป็นเรื่อง” อยู่เหมือนเดิม สังคมก็จะมองกลุ่มนี้อย่างไม่ดีนัก หากเป็นเรื่องงาน ก็อาจถูกมองว่าไม่ focus ไม่จัด priority ทำให้เสียเวลางาน หากเป็นเรื่องส่วนตัว ก็อาจดูเป็นคนที่หมกมุ่นเข้าใจยาก โง่เขลา หรือออกเพี้ยนๆ และนี่คือ “ราคา” ที่ super encounter ต้องจ่าย
แต่คนกลุ่มนี้เอง ที่ทำให้โลกได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ
Erdelez ผู้ศึกษาเรื่องนี้เชื่อว่า หากคนเราต้องการจะเป็น super encounter ก็สามารถเป็นได้ โดยเพียงเชื่อว่าตัวเองเป็น เธอบอกว่า เมื่อนั้นในใจเราจะสอดส่ายมองหาโน่นนี่ ที่อาจมาประกอบดัดแปลงให้เกิดประโยชน์อยู่ตลอดเวลา ทำนองเดียวกับเสาอากาศที่คอยรับคลื่น
“ความกล้าที่จะสนใจในเรื่องที่ดูไม่เป็นเรื่อง” กล้าคิดนอกลู่นอกทางนี้เอง คือกุญแจสำคัญ ที่ทำให้พวกเขาสามารถ ปลดล๊อก ออกจากกรอบที่ตนเองสร้างมาแต่แรกได้ เพิ่มโอกาสทำให้พวกเขาสามารถมองเห็นในสิ่งที่ไม่เคยคิดได้
คำว่า “สนใจในเรื่องไม่เป็นเรื่อง” อาจทำให้ฟังดูง่ายที่ใครๆจะมี skill นี้ แต่เอาเข้าจริงแล้วไม่ง่ายเลยที่คนเราจะกล้าได้ขนาดนั้น มิเช่นนั้นชาว super encounter ก็คงกลายเป็นคนส่วนใหญ่ไปแล้ว อีกทั้งธรรมชาติมนุษย์ย่อมรู้สึกปลอดภัยที่จะอยู่ในกรอบอย่าง conformed ในการทำงาน นักบริหารบางคนอาจชอบ make speech ชวนคนให้คิดนอกกรอบ แต่พอทำจริง หลบอยู่หลังฉาก ไม่กล้า ก็มีให้เห็นทั่วไป
ความจริงอีกประการมีอยู่ว่า super encounter จะเป็นคนที่ค้นพบอะไรต่ออะไรได้จริง ก็ต่อเมื่อพวกเขาอยู่ในสังคมหรือสภาพแวดล้อมที่เปิดใจต่อการออกนอกเรื่องเพื่อความอยากรู้อยากเห็น หรืออีกนัยหนึ่งคือ super encounter ต้องอยู่กับสังคม super encounter พวกเดียวกัน ที่เข้าใจกัน ถึงจะเกิดผล
เพราะถ้าหาก super encounter มีเจ้านายแบบ non encounter ที่มุ่งแต่ scope of work หรือองค์กรที่มี culture แบบ non encounter อย่างองค์กรใหญ่ที่เต็มไปด้วย bureaucracy ที่นิยมเน้นทำงานตามสั่ง หรือเน้นทำตาม to-do list และ checklist ไม่ได้ให้คุณค่ากับงานนอกสั่ง super encounter ก็คงจะไม่ได้เกิด รวมทั้งความคิดสร้างสรรค์ที่ควรจะมี ควรจะได้ใช้ ก็ดับไปตั้งแต่แรก
การมี network ของ super encounter ที่เชื่อมต่อด้วยกันเป็น social platform จึงเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่ไม่อาจละเลยได้ หากต้องการให้ serendipity เกิดขึ้น
ถึงตรงนี้ ถ้าหากเชื่อว่าคนเราสามารถมี moment ของ serendipity ได้ ถ้าอยากจะมี ตามที่ Erdelez สรุปไว้ในงานวิจัยอันมีชื่อของเธอ อาจต้องตั้งคำถามก่อนว่า ขณะนี้ สภาพแวดล้อมตอนนี้ ยังเต็มไปด้วยสังคมแห่ง non encounter? หรือว่า เราอยู่ในสังคมของคน super encounter แล้วหรือไม่?
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ นอกจากตัวเราเองแล้ว เราอยู่ในสังคมของคนที่กล้าสนใจใน “เรื่องไม่เป็นเรื่อง” แล้วหรือไม่?






