ทีนี้ทำไม Saturn ต้องแดกลูกชายตัวเอง?
เรื่องมีอยู่ว่า ตามตำนานกรีก Saturn หรือ Kronos เป็นยักษ์ไททัน (ไม่ใช่ไททันแบบ Attack on Titan แต่ก็ใกล้เคียง ตัวใหญ่ๆ เหมือนกัน) แกเป็นลูกของยูเรนัส ที่เป็นเจ้าแห่งสวรรค์ แต่แกโค่นอำนาจยูเรนัสลงมา แล้วตั้งตัวเองเป็นเจ้าแห่งสวรรค์แทน คุณพ่อยูเรนัสเลยสาปว่า ลูกของแกจะมาโค่นอำนาจแกคืน พอเมียลุงโครโนสมีลูกเมื่อไหร่ปั๊บ ลุงแกก็จะจับลูกแกมากินซะเลย จะได้ไม่ต้องโดนโค่น ลูกที่แกกิน ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเหล่าเทพโอลิมปัสทั้งหลาย จนกระทั่งลูกคนสุดท้องเกิดออกมา เมียแกเอาไปซ่อน เลยกลับมาโค่นอำนาจพ่อแล้วช่วยพี่น้องตัวเองได้ แล้วลูกคนสุดท้องคนนั้นก็คือซูส ราชาแห่งสรวงสวรรค์นี่เอง

เล่ามาพอสังเขป ก็จะพอมีภาพในหัวออกแล้วว่า Saturn เขมือบลูกตัวเองนี่น่าจะเป็นแบบไหน มันควรจะต้องเป็นเด็กแบเบาะแบบแรกเกิดสิ ซึ่ง ใช่ มีคนเคยวาดรูปนี้มาก่อนแล้ว นั่นก็คือ Rubens แต่เวอร์ชั่นของรูเบนส์ โครโนสเป็นเทพ แบบเทพบนสวรรค์เลย ถือคฑงคฑา ยืนบนเมฆ แฟนตาซีสุดติ่ง อนาตอมีชัดเจน รอยยับบนใบหน้ามาเต็ม เด็กก็แสดงความเจ็บปวดแบบแทบจะตะโกนออกมาเป็นภาษากรีกว่า “โอ้วส์ พ่อจ๋า เจ็บเหลือเกินส์ ทำไมพ่อทำกับหนูหยั่งงี้”
แต่เวอร์ชั่นที่โกยาวาด ต่างกันลิบลับเลย เพราะรูปของโกยามืดมัวมาก เหมือนอยู่ในถ้ำ แถมการกินลูกชายตัวเองของโครโนสก็ไม่ใช่แบบงับๆ หรือกลืนเอื๊อก แต่มันคือการจับลูกตัวเองมาฉีกกินแบบป่าเถื่อน คือในรูปเราจะเห็นเลยว่า หัวของเด็กโดนงับขาดไปแล้ว แขนอีกข้างก็โดนกัดขาดไปแล้ว ตอนนี้โครโนสกำลังฉีกแขนอีกข้างอยู่ มือที่จับซี่โครงที่แทบขาดของเด็ก ถ้าสังเกตดีๆ มันซีดเพราะแรงที่โครโนสกดลงไป หน้าตาของลุงแกไม่เหลือความเป็น “เจ้าแห่งทวยเทพ” แล้ว แต่มีเพียงความกลัว ความบ้าคลั่ง จิตหลุดที่ออกมาจากตาที่ปูดโปน ภายในปากของลุงเป็นสีดำ จับไม่ได้ว่ารูปร่างปากเป็นแบบไหน อนาตอมี่ลุงก็บูดเบี้ยวมาก ขายาวเทอะทะ ทั้งรูปดูมัวไปหมด จะว่าไปแล้ว เด็กที่กำลังถูกกิน ไม่ใช่เด็กแรกเกิดด้วย แต่อนาตอมี่ของลูกที่โครโนสกิน คืออนาตอมี่ของมนุษย์ที่โตเต็มวัย อีกอย่างคือ การที่ลูกคนนี้โดนกัดหัวไป และเห็นแค่หลัง เราจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคนที่โดนกินเป็นใคร หรือแม้แต่เพศอะไร ถึงชื่อรูปจะบอกว่ากินลูกชายตัวเอง แต่โกยาไม่ได้ตั้งชื่อภาพด้วยตัวเอง (เพราะอะไรเดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังอีกที) เพราะงั้นเราจะไม่รู้เลยว่า ตกลงลูกที่โดนกินนี่เป็นลูกชายหรือลูกสาว
เล่าให้ฟังเพิ่มว่า เงาดำๆตรงหว่างขาของโครโนส มีข่าวลือว่า ความจริงโกยาวาดองคชาติที่แข็งตัวมาก่อน (เออ อ่านไม่ผิด องคชาติแข็งตัวที่แปลเป็นภาษาชาวบ้านว่าจู๋โด่นั่นแหละ) เลยมีข้อสันนิษฐานว่า การกินลูกของโครโนสทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศอ่อนๆ ด้วยหรือเปล่า หรือว่ามันเกินกว่านั้น เพราะลูก อย่างที่บอก เราไม่รู้ว่าเป็นลูกชายหรือลูกสาว
ความพิเศษของรูปนี้คือ โกยาไม่เคยจัดแสดงระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่เลย เพราะโกยาวาดรูปนี้บนผนังบ้านในบั้นปลายชีวิตของตัวเองนอกกรุงมาดริด รวมกับภาพวาดโคตรดาร์คอื่นๆ เรียกว่า Goya’s Black Painting ที่เรียก Black Painting เพราะรูปพวกนี้ใช้สีดำหนักมาก แล้วก็เป็นอะไรที่ชวนสงสัยมาก ซึ่งในน้ันก็จะมีพวกรูปตั้งแต่ รูปหมากำลังโดนโคลนดูด ผู้หญิงในชุดสีดำทั้งตัว คนแก่หน้าตาบูดเบี้ยว ชายสองคนสู้กัน ไปจนถึงรูปแม่มดรวมตัวกันทำพิธีกรรมบูชาซาตานแปลกๆ รูปต่างๆ ก็จะอยู่ตามผนังบ้าน ส่วนรูป Saturn Devouring His Son ลุงโกยาแกพีคมาก เพราะแกวาดแล้วตั้งแม่งในห้องกินข้าวเลยจ้า แบบว่า เออนะ กินไปก็พินิจไปเนอะ อื้ม แขนเด็กน่าจะอร่อยเนอะ หื้ม กินส่วนไหนต่อดีนะ ส่วนแก้มก้นน่าจะนุ่มดี เอ๊ะหรือกินพุงก่อนดี สามชั้นเยอะแบบเบค่อน ไรงี้ เป็นคนปกติคงหลอนตาย กินข้าวไม่ลงไปแล้ว

ภาพ Witches’ Sabbath หนึ่งในภาพเขียน Black Painting ของโกยา
อ่านแล้วคงงงว่า ตาโกยานี่ผ่านอะไรมาวะ ทำไมอยู่โลกมืดมนสัปดนได้ขนาดนี้ อะ งั้นมารู้จักโกยากันก่อน เพราะพอรู้จักโกยาแล้ว จะทำให้สับสนเข้าไปอีกว่าอีนี่ไปโดนตัวไหนมา เพราะเมื่อก่อนรูปของโกยาสดใสมาก โกยาโด่งดังมาจากการวาดรูป Tapestry ที่เล่าเรื่องราวคล้ายๆ รูปการ์ตูนให้กับพระราชวังสเปนในเมือง Zaragoza จนมีคนในวังมาจ้างให้ไปวาดให้ในปี 1783 เป็นศิลปินประจำพระราชวัง จนได้วาดให้เจ้าชาย แล้วก็ได้วาดภาพครอบครัวให้พระเจ้าชาร์ลส์ที่สี่ กษัตริย์แห่งสเปนในปี 1800 ในที่สุด ดูแกมีชีวิตดีเนอะ แต่เดี๋ยวก่อน เวลาหนังเปิดมาสวยหรูชีวิตเพอร์เฟค มันจะต้องมีจุดหักมุมเสมอ หนังชีวิตของโกยาก็มีจุดหักมุมเหมือนกัน เพราะโกยาเริ่มหูหนวกตอนที่ได้เข้ามาเป็นศิลปินในวัง และช่วงที่วาดให้พระเจ้าหลุยส์ ก็เริ่มได้ยินน้อยลง น้อยลง จนหูหนวกสนิทในปี 1793 แล้วงานของโกย่าก็เปลี่ยนจากความฟรุ้งฟริ้งไส้ติ่งแมวมาหม่นขึ้นๆ จนดาร์คในที่สุด

ภาพ Tapestry ของ Goya
แต่การหูหนวกไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้โกยาเปลี่ยนจากหนุ่มน้อยในทุ่งลาเวนเดอร์เป็นศิลปินอีโมได้ขนาดนี้ เพราะยิ่งการได้ยินของโกยาน้อยลง ความสามารถในการวาดรูปก็ยิ่งมีมากขึ้น สิ่งที่ทำให้โกยาได้รู้สึกถึงความดาร์คจริงๆ คือสถานการณ์บ้านเมืองที่ระส่ำระส่าย บวกกับการโกงกินของราชวงศ์เสปน ใช่ ถึงโกย่าจะดังจนวาดรูปให้กษัตริย์เสปนก็จริง แต่รูปที่ออกมา โกยาวาดทุกคนหน้าตาเด๋อด๋า เหมือนคนบ้า ทุกคนดูไร้อารมณ์ ไร้สติ เป็นเหมือนการด่าเสียดสีราชวงศ์เสปนไปในตัว แต่คิดดูว่าลุงเก่งขนาดไหนอะ ด่าเขาแต่เขาก็ยังมาจ้างให้วาดอะ เอาดิ้ คนจริงป่ะล่ะ

รูปกษัตริย์เสปน Charles IV of Spain and His Family
ทีนี้โกย่าทำงานให้ราชวังมาจนกระทั่งกองทัพฝรั่งเศสของนโปเลียนบุกเข้ามายึดอำนาจกษัตริย์และนายกรัฐมนตรีเสปนในปี 1808 ถึงจะโดนยึดอำนาจ โกย่าก็ลาออกจากวัง แต่เฮียยังอยู่เป็นเพราะเฮียแกยังวาดให้ขุนนางชั้นสูงต่างๆ อยู่ จนกระทั่งปี 1814 เสปนได้รับอิสรภาพคืน พระเจ้าเฟอร์ดินานด์ขึ้นครองราชย์ โกย่าก็ไม่กลับเข้าวังอีกเลย แต่ย้ายไปอยู่ในบ้านนอกกรุงมาดริดแทน บ้านนั้นชื่อว่า la Quinta del Sordo หรือ บ้านของชายหูหนวก ซึ่ง อย่างที่เล่า โกย่าวาดรูป Black Paintings ในนั้น

ภาพ Third of May 1808
ถ้าใครคุ้นเคยกับรูปวาดคลาสสิค น่าจะเคยผ่านตารูปวาดของชายกางแขนออกตอนที่กำลังจะโดนกลุ่มทหารยิง นั่นก็เป็นรูปที่โกย่าวาดเหมือนกัน ชื่อรูป The Third of May 1808 โกย่าวาดรูปเกี่ยวการเมืองบ่อยมาก มีคอลเลคชั่นนึงชื่อ The Disaster of War โกย่าทำภาพพิมพ์เอทชิ่งเกี่ยวกับการต่อต้านของกลุ่มชาวเมือง Zaragoza จากกองทัพฝรั่งเศส เป็นเหตุการณ์การต่อต้านกองกำลังทหารที่แทบจะเป็นการลุกฮือของชาวเมืองครั้งแรกๆ ในประวัติศาสตร์ยุโรป เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ในภาพ The Third of May 1808 ที่โกย่าวาดในปี 1814 และกลายเป็นรูปไอคอนนิคในวงการศิลปะ อ่านชื่อเมืองแล้วคุ้นมั้ย? ถูกต้องค่ะ โกย่าเติบโตในเมือง Zaragoza การที่เห็นคนรู้จักของตัวเอง เพื่อนๆ ชาวเมืองลุกขึ้นต่อสู้อย่างกล้าหาญ แต่สุดท้ายก็ถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมโดยทหารฝรั่งเศส สร้างความสะเทือนใจให้โกย่ามากๆ



ตัวอย่างเอทชิ่ง The Disaster of War
มีคนตั้งข้อสังเกตว่าโกย่าน่าจะวาดภาพ Black Painting ในปี 1819-1823 หลังจากที่วาดรูป The Third of May ประมาณ 5 ปี
สุดท้ายแล้ว ความมืดบอดทางเสียงของโกย่า ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เขากลายเป็นคนมืดมนหรอก แต่สิ่งที่ทำให้ผู้ชายวาดรูปแสนสดใสในชานเมืองกลายมาเป็นคนมืดมนวาดรูปซาตานได้ น่าจะเป็นเพราะ “The Disaster of War” หรือความพังพินาศของสงคราม ที่ก่อให้เกิดความกลัวและความสิ้นหวัง อย่างที่ภาพพิมพ์ของเขาสื่อออกมาต่างหาก และคนที่ต้องอยู่กับความเสียหายที่เกิดจากสงคราม เลยสื่อความรู้สึกภายในใจออกมาบนผนังบ้านที่ไม่มีใครได้เห็นจนเขาตาย บ้านของชายหูหนวก เต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง จิตใจด้านมืดทำให้เขาวาดภาพการหันหลังให้พระเจ้า เข้าหาซาตาน ความรุนแรงที่เกิดจากความโง่เขลา และในห้องกินข้าวของชายที่ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย เราคงได้ยินเสียงปีศาจกำลังเคี้ยวกระดูกลูกของเขาอยู่ในความมืดพร้อมกับดวงตาที่สะท้อนกลับมามองเราด้วยความกลัว






