OPINION

พระเอกตัวจริง : เบื้องหลังคนสำคัญ อาจมีคนสำคัญกว่า

สุรพร เกิดสว่าง
15 ม.ค. 2561
เสียงปรบมือในงานเลี้ยงอำลา superstar ของบริษัท ที่ถูกซื้อตัวไปยังคู่แข่งด้วยค่าตัวสูงลิ่ว
 
“น่าเสียดาย คนเก่งๆอย่างนี้หายาก” ผู้บริหารคนหนึ่งพึมพัมระหว่างปรบมือ “ก็เป็นโชคดีของที่ใหม่ไป พวกนั้นก็เตรียมฉลอง ในขณะที่เราเลี้ยงอำลา” อีกคนพยักหน้าเห็นด้วย
 
สองสาวร่วมทีมงานได้ยินคำพูดนั้น ต่างมองหน้ากันและอดยิ้มไม่ได้
 
“ความสำเร็จของบริษัทเราทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งต้องยกให้กับคุณ พวกเราหวังว่าคุณจะได้ไปก้าวหน้าในที่ใหม่ ถือเป็นการจากกันด้วยดี” เสียงของ CEO กล่าวอวยพร
 
ทั้งสองสาวถอยออกมาที่มุมห้องแล้วแอบพูดกันเบาๆ “พี่เขาเก่งมาก ใช่ล่ะ แต่ว่าหลายอย่างที่เป็นผลงานออกไป มันก็ความคิดพวกเราแนะ และก็พวกเราทำทั้งนั้น พี่เขาไป present”
 
”ไม่มีคนไหนในบริษัทมองอย่างนั้นอะดิ พี่เขา high profile ตลอด ไม่ว่างานไหนแกก็ present งานหมด พวกเราที่อยู่เบื้องหลัง ก็ low profile ตลอดเหมือนกัน” หญิงสาวอีกคนพูดเบาๆ
 
“ใช่ๆ พวกเราทั้งทีมทุ่มกันสุดตัว เพราะก็ชอบทำงานกับพี่เขาด้วย แต่พูดจริงๆนะ ถ้าขาดพวกเราคอย support และ brainstorm ความคิด พี่แกจะไปได้เหมือนที่นี่เหรอ?”
 
ทั้งสองมองตากัน เหมือนรู้คำตอบ
 


การยึดตัวบุคคลเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์ที่พยายามมองอะไรให้ง่าย หรือ simplification หากมองว่า ความสำเร็จหรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับคนหนึ่งคน ก็ย่อมจะง่ายกว่าการต้องไปค้นหาสาเหตุที่โยงปัจจัยต่างๆที่ีความซับซ้อนเข้ามาวิเคราะห์
 
คนๆเดียว จึงมักกลายเป็นสัญญลักษณ์แทนความสำเร็จหรือล้มเหลวไปในที่สุด สามารถ “พกพา” เคลื่อนย้ายไปได้  เช่น หากอยากนำความสำเร็จมาสู่องค์กร ก็ไปซื้อตัวนักบริหารคนดังมา หรือ หากต้องการขจัดปัญหา ก็ไล่พนักงานที่เป็นสัญญลักษณ์ของความไม่มีประสิทธิภาพออกไป แล้วปํญหาก็จะคลี่คลายไปเอง
 
การมองว่า คนหนึ่งคน สามารถพกพาความสำเร็จหรือล้มเหลวได้ เป็นวิธีการวิเคราะห์แบบง่าย และนำไปสู่การแก้ปัญหาแบบง่ายอีกเช่นกัน นั่นคือ แค่ใช้การโยกย้ายคน ก็ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาแล้ว
 
แต่ปัญหาคือ ในโลกความเป็นจริง มันอาจไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น
 
ในการศึกษา (Huckman & Pisano) เกี่ยวกับแพทย์ผ่าตัดหัวใจ 203 คน ในการผ่าตัดสามหมื่นกว่าเคส เป็นระยะเวลาสองปีกว่า พบว่า ความสำเร็จของหมอที่ดังขนาด superstar เป็นเฉพาะกับโรงพยาบาลบางแห่งเท่านั้น พอย้ายไปอยู่โีรงพยาบาลอื่นปรากฏว่า ความสามารถของหมอลดลงโดยดูจากการบริหารความเสี่ยงในการผ่าตัด แสดงว่า ความสำเร็จของหมออาจจะไม่ได้เป็นสิ่งที่ติดตัวเหมือนกับที่เชื่อกัน
 
เช่นเดียวกับการศึกษา(Groysberg) ของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เกี่ยวกับนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ที่ครอบคลุมระยะเวลา 9 ปี พบเหมือนกันว่า นักวิเคราะห์ระดับ superstar ที่ถูกซื้อตัวมา มักไม่สามารถรักษาความแม่นของการทำนายการเคลือนไหวของหุ้นได้เหมือนเดิม ทั้งๆที่เชื่อกันในวงการเงินว่า ความสามารถนี้น่าจะเป็นทักษะที่ติดตัว  โดยนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ระดับ superstar ที่ย้ายงานพร้อมกับพาเอาทีมย้ายตามไปด้วยนั้น มี 10% ที่สามารถรักษาอันดับไว้ได้ ในขณะที่ถ้าเป็นพวกที่ย้ายงานมาคนเดียว จะมีเพียง 5% เท่านั้นที่ยังทำได้ดีเท่าที่เก่า 
 
การศึกษาเหล่านี้ชี้ว่า “ความสามารถ” ที่มองเห็นนั้น อาจไม่ใช่สิ่งที่ติดตัวพกพาไปได้เสียแล้ว ไม่ได้เป็นสิ่ง portable อย่างที่คิด 
 
จึงมีการตั้งคำถามว่า การที่บางคนประสบความสำเร็จนั้นเป็นเพราะตัวเขาเองล้วนๆ  หรือเป็นเพราะตัวเขากับสภาพแวดล้อมที่เกื้อกูลกันแน่ ? - หากปราศจากเพื่อนร่วมงานเดิม ปราศจากทีมงานเดิม บรรดา superstar เหล่านีี้ จะเป็นอย่างไร? 
 
นั่นคือ “คนเก่ง” ที่ว่า ไม่ได้เป็นเรื่องของคนหนึ่งคนเสียแล้ว แต่เป็นเรื่องของคนหลายคนที่อยู่เบื้องหลังด้วย และคนเหล่านี้มักถูกมองข้ามไป เหลือเพียงคนเดียวทีถูกมองเห็น
 
สาเหตุที่คนเดียวถูกมองเห็น เป็นเพราะว่า การให้ความสำคัญไว้ที่คนๆเดียว โดยเฉพาะเรื่องความสำเร็จ ทำให้เราสบายใจและมีกำลังใจขึ้นมาที่จะเดินตามบ้าง เพราะการเดินตามคนหนึ่งคนนั้นดูเป็นไปได้มากกว่า จับต้องได้มากกว่า และมีความ “โรแมนติก” มากกว่าการพยายามเดืนตามทีมงานซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้อีกตั้งหลายคน
 
และนั่นเป็นสาเหตุว่า ทำไมเราถึงพบ หน้าของ Jack Ma, ฺBill Gates, Steve Jobs หรือใครต่อใครซ้ำๆบน new feed ใน Facebook  คำพูดของบุคคลเหล่านี้ถูกนำมาแชร์วนแล้ววนอีกในโลกโซเชียล และเป็นคำตอบว่า ทำไมหนังสือเรื่องราวของบุคคลเหล่านี้ถึงขายดีมากกว่าหนังสือวิเคราะห์การบริหารองค์กรนั้น
 
Steve Jobs กลายเป็น icon และ idol ของหลายคน แต่หากอ่านประวัติของเขาแล้ว ก็คงไม่พ้นที่จะเห็นชื่อของ Stephen Wozniak เพือนคู่หูที่ร่วมกันก่อตั้ง Apple ขึ้นมาตั้งแต่ยังเป็นบริษัทในโรงรถ  และ Jonathan Ive ผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบอุปกรณ์ของ Apple ซึ่งทั้งสองคนนี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อความสำเร็จของ Steve Jobs ถ้าไม่มีสองคนนี้ ก็คงไม่มี Apple
 
และแน่นอนว่า ถ้าไม่มีอีกหลายคนที่อยู่เบื้องหลังของ Wozniak กับ Ive ตั้งแต่เพื่อนฝูงไปจนถึงทีมงาน ก็ย่อมจะไม่มี Apple อีกเหมือนกัน
 
เรื่องของความสำเร็จหรือความล้มเหลวจึงไม่ใช่เรื่องของคนหนึ่งคน หากเป็นผลลูกโซ่ที่ต่อเนื่องกันมากมาย และพันกันในทุกทิศทางอย่างซับซ้อน การพยายาม decode ว่าความสำเร็จมาได้อย่างไร อาจเป็นเพียงการพยายามมองเห็นยอดของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่พ้นน้ำมาให้เห็นเท่านั้น ส่วนที่เหลืออันใหญ่โตมหาศาลยังถูกซ่อนภายใต้น้ำและยากที่จะมองเห็นได้ ปํญหาอยู่ที่ เราไปให้ความสนใจกับสิ่งที่มองเห็นง่าย ว่าคือสิ่งทั้งหมด ทำนองเดียวกับ คนทีทำกุญแจหล่นหายในที่มืด แต่ไปเดินหาที่มีแสงไฟสว่าง เพราะนั่นคือที่เดียวที่มองเห็นได้สะดวก
 
แต่ดูเหมือนว่า โดยธรรมชาติปกติของมนุษย์ เราก็ยังชอบที่จะค้นหาแต่ภายใต้แสงสว่างอยู่ดี
 
นักจิตวิทยาบอกว่า เวลาคนเราต้องการหาคำตอบเร็ว ขาดข้อมูลในการตัดสินใจ หรือขาดความเชื่อมั่น เราจะมองหาคนที่มี charisma หรือมีบุคคลิกน่าเชื่อถือ ดูเป็นผู้นำ มากกว่าจะมองหาคนที่รู้จริง นั่นคือ “เราให้ความสำคัญกับ ผู้นำ (หรือคนที่ดูเหมือนผู้นำ)  มากกว่า ผู้รู้”  ยิ่งในยามวิกฤติ พฤติกรรมนี้จะยิ่งเด่นชัดขึ้น คนส่วนใหญ่จะวิ่งไปหาคนที่มี charisma ที่สามารถให้กำลังใจในการต่อสู้อุปสรรค เป็นที่พึ่งทางใจได้
 
คนที่มี charisma นี้ หากจะเป็นที่พึ่งพาได้จริง ก็ต้องเป็นคนที่รู้ว่า การแก้ปัญหาจริงๆนั้น จะต้องรับฟังความเห็นจากคนที่รู้คนไหนอีกทอดหนึ่ง นั่นก็คือ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องกลับไปพึ่งคนที่รู้จริงอยู่ดี เพียงแต่คนที่มี charisma เป็น knowledge broker ที่สามารถรวบรวมความสามารถของคนรู้จริงหลายๆคนมาใช้ประโยชน์ได้ ปัญหาก็คือ ในยามวิกฤติ คนเรามักคว้าใครก็ได้ที่ดูดีเหมือนผู้นำ และไม่มีทางรู้ว่าเขาสามารถเป็น knowledge broker ได้ดีจริงหรือไม่
 
นอกจากนั้น จากการทดลองของนักจิตวิทยา (Grabo & Vugt) พบว่า แค่คนที่ได้ฟัง TED Talk จากคนพูดที่มี charisma จบ ก็จะมีอารมณ์เอิ้อเฟื้อเผื่อแผ่ บริจาคเงินให้การกุศลมากกว่า และสามารถยอมรับคนแปลกหน้า ขึ้นมาทันที ส่วนคนที่พึ่งฟัง speaker ที่ไม่ค่อยมี charisma จบ ก็จะไม่มีความรู้สึกดีๆเหล่านี้  เรียกว่า แค่ได้ฟังหรืออ่านเรื่องเกียวกับคนที่มี charisma เท่านั้น เราก็รู้สึกดีกับตัวเราเองขึ้นมาแล้ว และเป็นอย่างทันทีทันใดเสียด้วย 
 
และนี่เป็นสาเหตุว่า ทำไมคนเราถึงสลัดการยึดติดกับบุคคลไปได้ยาก
 
….สัปดาห์แรกผ่านไป superstar อย่างเขาเริ่มรู้สึกว่า งานใหม่ “ไม่หมู” เสียแล้ว
 
แต่ก่อน เขามีลูกน้องที่รู้ใจ แค่พูดยังไม่ทันจบประโยคก็รู้แล้วว่า เขาต้องการอะไร ในรูปแบบไหน ทุกอย่างเสร็จได้อย่างรวดเร็วดังใจ แต่ละคนในทีมรู้ style การทำงานของกันและกัน ทำให้การแบ่งหน้าทีเป็นไปโดยอัตโนมัติ โดยที่เขาไม่ต้องลงไปจัดการอะไรเลย แต่ละวันในทีมคุยกันอย่างสบายๆ และความคิดก็บังเกิดเอง
 
มาในวันนี้ ดูเหมือนว่า ลูกทีมใหม่ไม่ค่อยจะสื่อสารกัน ต่างคนต่างกั๊กความรู้เอาไว้เพื่อคงความเป็น expert ทำให้รายละเอียดของงานกลายเป็น black box ที่เขาไม่สามารถเอามาใช้งานได้  นอกจากต้องพกเอาลูกน้องแต่ละคนมาด้วยเกือบทุกครั้งเวลาประชุม และดูเหมือนลูกน้องใจะแย่งซีนเขาอยู่เสมอเสียด้วย แล้วแบบนี้เขาจะคงความเป็น superstar ในที่ทำงานใหม่ได้อย่างไร ในเมื่ออะไรๆก็ดูไม่ค่อยจะรู้เรื่องเอาเสียเลย
 
ว่าแล้วเขาก็ถอนใจ ความไม่มั่นใจในตนเองเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างน่ากลัว และที่แย่กว่านั้น เขาก็เริ่มสังเกตุว่า ความไม่มั่นใจจากองค์กรใหม่ที่มีต่อเขา ก็เริ่มก่อตัวขึ้นเหมือนกัน...
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง

นักจิตวิทยาบอกว่า คนที่ฟื้นสภาพอกหักได้เร็ว คือคนที่ไม่ลืมอดีต แต่ก็ไม่ได้ยึดติดกับอดีตเช่นกัน 

ลมหนาวที่พัดเข้ามา ก้าวเริ่มต้นในที่ทำงาน การจับมือครั้งแรก หรือความหวังในวันปีใหม่ และมันคงจะดีไม่น้อย ถ้าเราสามารถเก็บและรักษาความรู้สึกที่ว่านั้นให้อยู่กับเราไปให้นานที่สุด โดยไม่เลือนหายไปกับวันเวลา