OPINION

ผู้หญิงเอาแต่ใจ?

ธารารัตน์ ปัญญา
5 ต.ค. 2560
“ผู้หญิงเป็นเพศที่เอาแต่ใจ” แน่นอนว่าหลายๆคนคงเคยได้ยินประโยคทำนองนี้มาจากหลายๆที่ หรือแม้กระทั่งเพจในเฟซบุ๊กต่างๆ ที่พยายามแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงเป็นเพศที่เอาแต่ใจ เป็นเพศที่มีอารมณ์เหวี่ยงไปตามฮอร์โมนร่างกาย เป็นเพศที่งี่เง่า   ไร้เหตุผล   และผู้ชายต้องทำความเข้าใจ   ต้องเดาใจให้ถูก   การสร้างเพจที่มีเนื้อหาแบบนี้เป็นการสะท้อนอะไรหรือเปล่า

การสร้างเพจที่มีเนื้อหาเหล่านั้นเป็นการผลิตซ้ำ และยังเป็นการ stereotype (การเหมารวม) ว่าผู้หญิงเป็นเพศที่ไร้เหตุผล เอาแต่ใจ และการใช้ชีวิตคู่ภาระต้องตกไปที่อีกฝ่ายที่ต้องมานั่งคอยเดาใจว่าผู้หญิงต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร ซึ่งเป็นการทำให้ผู้หญิงดูเป็นเพศที่แย่ไปเลย ทั้งๆที่ผู้หญิงหลายๆคนไม่ได้เป็นแบบนั้น ทำให้หลายๆคนมีความเข้าใจเกี่ยวกับเพศหญิงที่ผิดไป

และความเข้าใจเกี่ยวกับอารมณ์ของผู้หญิงว่ามีส่วนสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในร่างกาย เราคงจะได้ยินคนอื่นบอกเราว่า ผู้หญิงเอาแต่ใจ วีน ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล เป็นเพราะช่วงนั้นเป็นประจำเดือนแน่ๆ ทำให้ถูกมองว่าผู้หญิงมีอารมณ์ฉุนเฉียว ไร้เหตุผล เป็นเรื่องปกติธรรมดา  กลายเป็นว่าเพศหญิงถูกเหมารวมว่าวีน เหวี่ยง เพราะมีประจำเดือนซะงั้น  ทั้งๆที่การมีประจำเดือนไม่ได้เกี่ยวกับการมีหรือไม่มีเหตุผลเลย  ซึ่งเราคิดว่าความคิดแบบนี้มันมีปัญหา  ใช่ว่าคนที่มีประจำเดือนจะเป็นคนไม่มีเหตุผล หรือเอาแต่ใจเสมอไป

ตั้งแต่เด็กคนโต เราคุ้นชินกับความคิดว่าเพศหญิงเป็นเพศที่ไร้เหตุผล เอาอารมณ์ความรู้สึกเป็นที่ตั้ง  ส่วนเพศชายจะเป็นเพศที่มีเหตุผลมากกว่า  เป็นที่เคารพและน่าเชื่อถือซึ่งความคิดเหล่านี้ทำให้สถานะทางสังคมของเพศชายได้รับการยอมรับมากกว่าเพศหญิง อาจจะเห็นได้จากบางครอบครัว  พ่อจะมีอำนาจในการตัดสินใจมากกว่าแม่ ทุกๆคนในบ้านจะเอาความเห็นของพ่อเป็นที่ตั้ง  หรือแม้กระทั่งการทำงาน  จะเห็นว่าสัดส่วนการทำงานบริหารในตำแหน่งใหญ่ๆมักจะมีผู้ชายเยอะกว่าผู้หญิงมากๆ และคนส่วนมากมักจะให้ความเคารพและมีความเชื่อมั่นว่าผู้ชายจะทำงานได้ดีกว่า สะท้อนว่าสถานะทางสังคมกับเรื่องเพศแยกจากกันไม่ได้   และปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายๆคนยังติดกรอบความคิดในทำนองนี้อยู่ว่าผู้หญิงไม่มีความรู้ความสามารถในการทำงานได้เท่าผู้ชาย  

ความคิดเหล่านั้นทำให้เพศหญิงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง  อ่อนแอ  ไร้เหตุผล  ซึ่งทำให้เพศหญิงถูกใช้เป็นคำเปรียบเปรยในความหมายเชิงลบบ่อยๆครั้ง  เช่น การพูดถึงผู้ชายในทำนองว่า “ผู้ชายคนนี้นิสัยผู้หญิง” หรือ “ผู้ชายหน้าตัวเมีย ควรไปเอากระโปรงมาใส่”  คำพูดเหล่านั้นเป็นการสะท้อนถึงการมองผู้หญิงว่าเพศหญิงเป็นเพศที่ชอบเอาเปรียบ  มีนิสัยที่ไม่น่าคบ จู้จี้จุกจิก  ขี้เม้าท์  ทั้งๆที่ไม่ว่าเพศไหนๆก็เป็นคนที่มีลักษณะนิสัยแบบนั้นได้เหมือนกัน  จริงๆแล้วลักษณะนิสัยของแต่ละคนควรจะผูกติดกับตัวบุคคล  คือบุคคลนั้นอาจจะมีลักษณะนิสัยอย่างไรขึ้นอยู่กับคนนั้นเอง  ไม่ควรจะผูกติดที่กับเพศ เพราะไม่เช่นนั้นย่อมหมายความว่า เรากำลังไปจัดจำแนกประเภทนิสัยแย่ๆของคนให้เป็นไปตามกรอบของสถานะทางเพศ

เราอยากจะปรับเปลี่ยนทัศนคติกันใหม่  เราไม่ควรจะไปมองภาพด้านลบของใครต่อใครว่านิสัยแบบนี้ต้องเป็นเพศหญิงเท่านั้น   หากเราจะต่อว่าคนอื่นว่าคนนั้นมีนิสัยอย่างไร ควรปรับปรุงตรงไหน เราควรจะบอกเขาไปตรงๆว่าเขามีนิสัยอย่างไร นิสัยแบบไหนที่ควรต้องปรับปรุง ดีกว่าไปเปรียบเทียบนิสัยจู้จี้ ขี้บ่นแบบนั้นกับเพศไหนๆ และคำพูดหลายๆอย่างที่เราเคยได้ยิน  หรือคำพูดบางคำที่เราเองเป็นคนพูดทำนองนั้นออกไป  เราควรจะกลับมาย้อนดูตัวเราว่า เรากำลังเหยียดเพศโดยที่ไม่รู้ตัวหรือเปล่า ?

ตราบใดที่สังคมยังมีการผลิตซ้ำความคิดเหล่านี้ออกมาเรื่อยๆ สุดท้ายเพศหญิงก็ยังต้องถูกมองว่าเป็นเพศที่อ่อนแอ ไม่มีเหตุผล เราต้องอยู่กับความคิดแบบนี้ไปเรื่อยๆจริงๆหรือ ? แล้วเมื่อไหร่ที่เพศหญิงจะเข้ามามีบทบาทและได้รับการยอมรับจากคนในสังคมซักที

หลายๆคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่สาระสำคัญที่ไม่ได้ไปฆ่าใครตาย ทำไมต้องจริงจัง ต้องให้ความสำคัญขนาดนั้น  แต่เรามองว่าหากเราต้องการที่จะพัฒนาสังคม  อยากเห็นสังคมก้าวไปข้างหน้า  เราควรต้องพัฒนาเรื่องทางเพศไปพร้อมๆกัน
 
 
About the Author
ผู้หญิงที่เรียนกฎหมาย แต่เริ่มรู้สึกสนใจงานด้านอื่นมากกว่างานกฎหมาย ติดตามข่าวสถานการณ์บ้านเมืองอยู่ตลอดเวลา เชื่อว่างานเขียนที่ดีสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้
 
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เวลาที่คุณมีแฟนเด็กหรือว่าเป็นวัยรุ่นหนุ่มสาว  เขาจะไม่พิถีพิถันและใส่ใจในรายละเอียดเท่ากับคนที่มีอายุและมากประสบการณ์อย่างแน่นอน  เขาจะละเมียดละไม ไม่เร่งรีบ ค่อยๆทำ ค่อยๆเล้าโลม อารมณ์คุณจะค่อยๆไต่ขึ้นไปเรื่อยๆทีละระดับ  รู้ตัวอีกทีคุณก็กำลังฟินอ้าปากค้าง  ครางเสียงหลงไปซะแล้ว
การ์ตูนล้อเลียน By น้าชู