ช่วงนี้รอบตัวมีแต่คนกำลังสร้างครอบครัว ทำให้ฉุกคิดว่า ในชีวิตนึงมนุษย์เราชอบสร้างอะไรหลายอย่าง สร้างการศึกษาให้ตัวเอง สร้างงาน วันนึงก็อาจจะมีโอกาสได้สร้างครอบครัว ซึ่งก็พร้อมมากับการสร้างที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโด ในภาษาอังกฤษคำว่าบ้านมีอยู่สองคำ หนึ่ง คือคำว่า house อีกคำหนึ่งคือคำว่า home ถามว่าสองคำนี้มันต่างกันอย่างไร house คือ บ้านที่เราเห็นกันเป็นหลังๆ ที่เราสร้าง เราซื้อ หรือที่เราไปเช่าเค้าอยู่ แต่คำว่า home มักจะมีความหมายลึกซึ้งไปถึงองค์ประกอบที่ทำให้บ้านหลังนั้นมีความเป็นตัวตน เป็นบ้านที่น่าอยู่ มีความเป็นครอบครัวอยู่ด้วย พอฝรั่งเค้าพูดว่า I am going home มันก็จะฟังเหมือนว่า เค้ากำลังจะกลับบ้านไปหาครอบครัวที่รอเค้าอยู่ที่บ้าน มันมีอะไรสักอย่างที่บ้าน ที่ทำให้เค้าอยากกลับไปหา ช่างต่างกับเมื่อพูดว่า I am going back to the house.
แล้วบ้านเกี่ยวอะไรกับเด็ก?
ตั้งแต่เริ่มเดินเข้างานการแข่งขันคณิตคิดไวที่ว่า เราเห็นครอบครัวที่มาจากหลายเชื้อชาติ หลายภาษา และหลากหลายวิถีการใช้ชีวิต แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือตั้งแต่เริ่มการแข่งขันจนถึงการจบการแข่งขัน พวกเค้ามีความมุ่งมั่นที่จะ “แข่งให้ชนะ” ให้เป็นคนที่คิดเลขเร็วที่สุด และถูกมากที่สุด ในที่สุดแล้วทุกๆ คนก็มารวมตัวอยู่ในที่ที่ตัวเดียวกัน ใช้พื้นฐานของกติกาการแข่งขันเดียวกัน สร้างผลลัพธ์ที่เหมือนกัน แต่ผู้ชนะคือคนแรกที่คิดคำตอบออกได้ถูกต้องมากกว่าเพื่อน และคิดเร็วกว่าเพื่อน ถ้าจะให้ย้อนเวลากลับไปเป็นเด็ก บอกได้เลยว่าทำไม่ได้เหมือนกัน ถึงแม้ตอนเรียนจะทำข้อสอบได้ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่ก็ไม่เคยเร็วที่สุด เพราะไม่ได้โฟกัสเรื่องความเร็วเท่าไหร่นัก
แต่สิ่งที่เราคิดว่าน่าสนใจกว่าการแข่งขัน คือ ปฏิกิริยาของผู้ร่วมแข่งขันและบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครอง หลังจบการแข่งขันต่างหาก
- น้องผู้ร่วมแข่งขันกลุ่มหนึ่งเป็นผู้ชนะ หมายความว่าคะแนนเข้ามาเป็นอันดับต้นๆ คิดเลขเร็วกว่าเพื่อน และถูกหลายข้อ แน่นอนค่ะว่าเด็กกลุ่มนี้ดีใจสุดโต่ง บางคนถึงกับหลั่งน้ำตาไว้ไม่อยู่ ร้องห่มร้องไห้กอดพ่อกอดแม่กันยกใหญ่
- น้องอีกกลุ่มนึงได้คะแนนกลางๆ คว้าเหรียญเงินกลับบ้าน บางคนก็ดีใจสุดๆ บางคนดีใจปานกลางยิ้มๆ ไม่ได้กระโดดโลดเต้นอะไรนักหนา บางคนได้เหรียญทองแดงกลับบ้าน ปฏิกิริยาก็คล้ายๆ กับที่เล่ามา
- น้องกลุ่มสุดท้ายนี่สิค่ะ น่าสนใจ คือไม่ได้รางวัลอะไรเลย คะแนนยังไม่เป็นที่น่าพอใจของกรรมการเท่าไหร่นัก ไม่ได้รางวัลปลอบใจอะไรกลับบ้าน บางคนร้องห่มร้องไห้เสียใจ แต่บางคนวิ่งพรวดเข้าไปหากรรมการ บ้างก็เพื่อ “ขอ” ดูผลการตัดสินใจในคอมพิวเตอร์ที่ใช้ให้คะแนน ในขณะที่บางคนก็ไม่ขอ แต่ “ประท้วง” ทันที กำลังสนับสนุนอย่างพ่อแม่ผู้ปกครองก็ให้การสนับสนุนในการประท้วง หรือบ้างก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของลูกๆ ในเรียกร้องซึ่งความถูกต้องของผลคะแนน

คุณคิดว่าบ้านที่ครอบครัวของคนกลุ่มสุดท้ายที่ว่านี้ จะน่าอยู่ไหมค่ะ?
เราคงต้องย้อนกลับมาดูว่า สิ่งที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองอย่างพวกเรากำลังสร้างให้ลูกหลานของเรา แท้จริงแล้ว คืออะไรกันแน่ คือบ้านหลังใหญ่ สวยงาม และอนาคตที่สดใส แต่เต็มไปด้วยเสียงประท้วง การทะเลาะเบาะแว้ง แบบไม่ฟังเหตุผล “เพราะฉันมาไกล ฉันจะยอมกลับบ้านมือเปล่าได้อย่างไร ฉันแน่ใจว่าฉันเก่งที่สุด ฉันเชื่อว่าฉันถูกต้อง หรือคิดว่าฉันวิเศษเพราะฉะนั้นฉันไม่น่าจะคิดเลขง่ายๆ แค่นี้ผิดได้?”
หรือเราควรจะสอนพวกเค้าว่า การแข่งขันครั้งนี้ เป็นเพียงแค่ การแข่งขันครั้งนึงในชีวิตเท่านั้น กฎ กติกา ได้ถูกกำหนดมาแล้ว แล้วเมื่อทุกคนได้ทำตามกฎนั้นอย่างเขร่งขัด และถ้าเราได้ทำเต็มกำลังความสามารถของเราแล้ว เราก็ควรจะยอมรับในผลที่ออกมา พร้อมกับพิจารณาอย่างถี่ถ้วยเสียใหม่ว่าเราพลาดตรงไหนไปหรือเปล่า
เราสังเกตเห็นเด็กผู้ชายจากประเทศในแถบตะวันออกกลางคนนึง ยืนฟังผลคะแนนอย่างใจจดใจจ่อ ราวกับว่าชีวิตของเค้าได้ถูกแขวนไว้กับผลของคะแนนอันนั้น แต่เมื่อเสียงประกาศผลคะแนนรางวัลสุดท้ายจบลง และกรรมการบอกว่าน้องๆ คนที่เหลือที่ไม่มีรายชื่อจะไม่ได้รางวัลใดๆ เค้าถึงกลับน้ำตาซึม เดินไปหาคุณพ่อแล้วบอกว่าผมไม่ได้รางวัลอะไรเลย ผมคงพลาดไปแล้ว คุณพ่อรีบตบไหล่แล้วบอกว่า ไม่เป็นไรปีหน้าเรากลับมาใหม่ เราต้องทำได้ดีกว่าปีนี้แน่ เด็กผู้ชายพยักหน้าแล้วเดินมาบอกกรรมการว่าปีหน้าผมจะมาใหม่แน่ๆ แล้วเดินจากไปพร้อมกัยรอยยิ้มบางๆ ถึงแม้ว่าสายตาจะยังเศร้าอยู่บ้าง ทิ้งเพื่อนอีกหลายคนที่ยังไม่ยอมหยุดประท้วงไว้ข้างหลัง
เราเชื่อว่าบ้านหลังนั้นของเด็กผู้ชายตัวน้อยๆ คนนี้ คงจะน่าอยู่มาก






