OPINION

นานาจิตตัง : ว่าด้วย ปัญหา subjective bias

สุรพร เกิดสว่าง
7 พ.ค. 2561
เรื่องเล่ามีอยู่ว่า:  เด็กชายคนหนึ่งเอาคะแนนที่ได้จากการบ้านที่ถูกให้เขียนบทความหรือ essay ให้พ่อดู ปรากฏว่า พ่อไม่ได้ปลื้มกับคะแนนที่ลูกได้นัก
 
และสาเหตุที่ไม่ปลื้ม ไม่ใช่เพราะผิดหวังในตัวลูก แต่เป็นเพราะว่าการบ้าน essay ชิ้นนั้น พ่อเป็นคนเขียนให้เอง โดยแต่แรก พ่อเป็นคนตรวจทานให้ แก้ใหม่ จนในที่สุดแทบจะเรียกได้ว่าเขียนใหม่ขึ้นมาเกือบทั้งหมด แล้วให้ลูกเอาไปส่ง
 
ประเด็นก็คือ พ่อคือ Dr. Leonard Mlodinow ผู้จบปริญญาเอกทางภาษาอังกฤษ และมีผลงานเขียนในนิตยสารชั้นนำของอเมริกาหลายฉบับ อีกทั้งเป็นเจ้าของผลงานหนังสือระดับ national bestseller “The Drunkard’s :Walk How Randomness Rules Our Lives” ที่โด่งดัง แต่กลับได้คะแนนไม่ดีจากคุณครูของลูกในผลงานเขียน essay ที่พ่อแอบทำการบ้านให้
 
หากเรื่องนี้คุ้นๆกับคนที่เคยทำการบ้านให้ลูก ก็ไม่น่าประหลาดใจนัก เพราะ คะแนนที่คุณครูให้กับ essay นั้น ถึงแม้จะมาจากหลักการที่ร่ำเรียนมา ก็ยังอดไม่ได้ที่คะแนนนั้นจะมาจากความเห็นส่วนตัวของครูเอง ซึ่งก็มาจากสาเหตุปัจจัยอีกหลายอย่างในชีวิตของครูที่หล่อหลอมให้เกิดความเห็นดังนั้นขึ้นมา
 
อะไรก็เป็นได้ทั้งนั้น กับความเห็นเชิง subjective หรือ “จิตวิสัย” หรือ ความเห็นส่วนตัว 
 


การวัดเรื่องที่เป็น subjective หรือ “นานาจิตตัง” ออกมาเป็นตัวเลข ไม่ว่าจะเป็นคะแนน หรือ จำนวนดาว นั้น เป็นเรื่องที่แสนธรรมดาในชีวิตประจำวััน และเป็นเรื่องธรรมดา จนบางทีเราลืมไปแล้วว่า เป็นแค่เรื่อง subjective ที่แล้วแต่คนจะคิด ยากที่ที่จะบอกได้จริงว่า ใครผิดใครถูก ที่แม้ได้ชื่อว่าผู้เชี่ยวชาญหรือ expert ก็ตาม
 
มีการทดลองกับผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวกับเรื่อง subject หลายเรื่อง พบว่า ความเห็นของ expert เหล่านั้น ไม่ได้มีความคงเส้นคงวาเสมอไป นั่นหมายความ บรรทัดฐานที่บรรดา expert ใช้วัดในใจนั้น ไม่ใช่บรรทัดฐานเดิมทุกครั้ง หากแกว่งไปมา แล้วแต่ อารมณ์บ้าง ทัศนะที่เปลี่ยนไปตลอดเวลาบ้าง หรือ การเปรียบเทียบกับ expert ด้วยกันเองบ้าง หรือกระทั่ง ยังหาสาเหตุไม่ได้ ก็มี
 
ความคาดหมายทำให้ ความเห็นแบบ subjective นั้นหามาตรฐานไม่ค่อยได้ ดังเช่่น ในการทดลองชิมไวน์แล้วให้คะแนนโดยนักชิมไวน์ระดับ expert หลายคน พบว่า หากลองเปลี่ยนสีไวน์ขาวเป็นสีชมพู โดยเพียงใส่สีธรรมชาติที่ไร้รสลงไป นักชิมเหล่านั้นจะบอกว่าไวน์สีชมพูนั้นมีรสหวานกว่าไวน์ขาวทันที ทั้งๆที่เป็นไวน์จากขวดเดียวกัน ทั้งนี้เพราะ expert เหล่านั้นมีประสบการณ์ว่า ไวน์สีชมพูต้องมีรสหวาน ก็เลยเกิดความรู้สึกว่าหวานตามที่เชื่อจริงๆ 
 
เช่นเดียวกับการทดลองโดยเอาไวน์เหมือนกันมา 2 ขวด แต่ติดราคาขวดละ 10 กับ 100 ดอลลาร์ จากนั้นให้คนลองชิม ผลก็คือ คนลงความเห็นกันว่า ขวดที่แพงกว่านั้นมีรสชาติดีกว่า อีกทั้งการ scan MRI สมองของนักชิม กลุ่มนี้ก็พบว่า ระหว่างการชิมไวน์จากขวดที่ติดราคาแพงนั้น สมองส่วนที่รับรู้ความสุขถูกกระตุ้นมากกว่าเมื่อชิมไวน์จากขวดที่ติดราคาถูก นั่นคือ พวกเขารู้สึกเช่นนั้นจริงๆ ไม่ใช่แค่คำพูด
 
นอกจากนั้น เมื่อความเห็นเชิง subjective ถูกนำเสนอในรูปแบบที่นับได้ หรือถูก quantify เป็นตัวเลข ก็ยิ่งจะทำให้เกิดภาพเสมือนจริงมากขึ้น ทำนองว่า นี่คือสิ่งที่ “วัด” ได้จริง เพราะธรรมชาติคนเราเชื่อในการนำเสนอแบบตัวเลขมากกว่าคำบรรยาย 
 
สาเหตุที่เชื่อมากกว่า เพราะเมื่อเป็นตัวเลขแล้ว ทำให้ง่ายที่จะรับรู้ และจดจำ ไม่ต้องอ่าน ไม่ต้องคิดมาก และที่สำคัญที่สุดคือเปรียบเทียบง่าย
 
ในปี 1978 มีการทำรีวิวชิมไวน์ด้วยคะแนนอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก โดยให้มีคะแนนเต็มเท่ากับ 100 จากนั้น เป็นต้นมา ธุรกิจไวน์ ซึ่งได้ชื่อว่า เป็นวงการที่ “คุณภาพ” เป็นเรื่อง subjective มากที่สุดวงการหนึ่ง ก็นิยมรีวิวไวน์เป็นคะแนนตัวเลข แทนที่จะเป็นคำ (เช่น ดี, ดีมาก, ปานกลาง) ผลปรากฏว่า คะแนนที่ต่างกันเพียง 1 คะแนน ทำให้มีผลต่อยอดขายไวน์อย่างมาก โดยเฉพาะถ้าหากคะแนนนั้นอยู่ระหว่างการเพิ่มที่ละ 10 เช่น 70, 80, 90 คะแนน (ซึ่งเป็น “การตัดเกรด” ทางจิตวิทยา) โดยไวน์ที่ได้รับคะแนน 90 จะมียอดขายต่างจากไวน์ที่ได้คะแนน 89, 88 อย่างมาก อีกทั้งได้รับการโปรโมตหรือนำวางขายเด่นชัดต่างกันอย่างชัดเจน ส่วนไวน์ที่ได้คะแนน 83 และ 82 กลับไม่ได้ถือว่ามีความแตกต่างกัน  
 
คำถามคือ ในแง่รสชาติของไวน์อันเป็นเรื่อง subjective สุดๆนั้น  คนเราสามารถแยกคุณภาพของรสชาติได้ละเอียดขนาด scale หลักหน่วยจาก 0-100 ได้จริงหรือ? ความเห็นเชิง subjective สามารถแตกหน่วยละเอียดได้ขนาดนั้นจริงหรือ?
 
แต่นั่นคือสิ่งที่เรายึดถือกันเสมอมา และอย่างจริงจังเสียด้วย 
 
ในเรื่องของไวน์ การตัดเกรดอาจไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย แต่ในเรื่องของการตรวจข้อสอบ โดยเฉพาะข้อสอบที่เป็นข้อเขียนหรือ essay ซึ่งผู้ตรวจต้องใช้ความเห็นเชิง subjective ใน scale 0-100 เช่นกันนั้น เป็นเรื่องที่อาจจะชี้อนาคตของผู้เรียนก็ได้ เพราะสามารถนำเอาไปอ้างอิงได้อย่างจริงจัง
 
จากการศึกษาของ Clarion University of Pennsylvania ก็พบเหมือนกันว่า มาตรฐานการให้คะแนน term paper จำนวน 120 ชิ้น ของอาจารย์ 8 คน  นั้นต่างกันถึงขนาด 1-2 เกรด ซึ่งหมายถึงอนาคตของนักศึกษาที่ถูกให้คะแนนย่อมต่างกันไปด้วย แล้วแต่ว่าอาจารย์คนไหนเป็นคนตรวจ
 
ส่วนที่ Iowa State University ต่อให้มีการอบรมมาตรฐานวิธีการให้คะแนนอย่างละเอียดกับกลุ่มนักศึกษาปริญญาเอก ก่อนที่จะต้องทำหน้าที่ให้คะแนนข้อเขียนนักศึกษาปริญญาตรี แล้วก็ตาม ผลออกมาพบยังปรากฏว่า การให้คะแนนโดยนักศึกษาปริญญาเอก เปรียบเทียบกับ ผู้ตรวจข้อสอบอิสระที่มีประสบการณ์นั้น มีความแตกต่างกันถึง 50% อันหมายถึงว่า workshop เรื่องมาตรฐานตรวจข้อสอบที่พึ่งอบรมไปนั้น ยังไม่สามารถแก้ปัญหา subjective bias ได้
 
นั่นก็คือ ที่กว่าคนหนึ่งๆจะเรียนจบมา ย่อมต้องเจอ subjective bias โดยไม่รู้ตัวมาไม่น้อย ซึ่งรวมๆแล้ว ผลเหล่านี้ล้วนมีผลต่อ อนาคตการงาน ความมั่นใจในตนเอง และบุคลิกที่ติดตัว           
 
ความเห็นแบบ subjective ยังขึ้นอยู่กับคนอื่นอย่างมากมายอีกด้วย
 
เป็นที่รู้กันว่า คนแรกๆที่ให้ความเห็นจะมีอิทธิพลมาก เพราะเป็นการ set tone หรือสร้างบรรยากาศกับความเห็นของคนอื่นที่จะมีต่อๆมา ดังจะเห็นได้ว่า หาก comment ใดใน social media เริ่มจากเป็นลบ ก็มักจะไม่มี comment ที่เป็นบวกแรงๆตามมา หรือไม่ก็ไม่มี comment ต่อจากนั้นเลย  แต่ถ้าหากเป็นบวก จะมี comment ที่เป็นบวกตามมา เช่นเดียวกับบรรยากาศในห้องประชุม
 
Subjective bias ยังเป็นปัญหาที่ขยายใหญ่โตโดยเราไม่รู้ตัวเสียด้วย โดยเฉพาะหากเป็นประเด็นที่ตัวเราเองก็ไม่ได้มีความเชื่อมั่นในตนเองพอ เช่น ไม่มีประสบการณ์พอ ไม่มีความรู้ในเรื่องนั้นพอ ทำให้เราต้องหันไปพึ่งความเห็นที่มีอยู่แล้วจากคนที่เราคิดว่าเชื่อถือได้ ซึ่งในหลายกรณี ไม่ใช่ผู้เชียวชาญในเรื่องนั้นจริง หากเป็นคนที่โดยส่วนตัวแล้ว เราให้ความเชื่อถือ หรือเป็นคนที่มีบุคลิกน่าเชื่อถือ
 
ปัญหาต่อมาคือ หากต่างคนต่างคิดว่าต้องพึ่งความเห็นคนอื่น แล้วละก็ จะทำให้เกิดความเห็นแบบเดียวกัน กระจายต่อๆกันไปเรื่อยๆ โดยไม่มีใครรู้เลยว่า ความเห็นนั้น bias แค่ไหน เพราะต่างคนต่างรับความเห็นนั้นต่อๆกันมา จนในที่สุดคิดว่าเป็น “ความจริง” หรือ “fact” ที่ไม่มีทางเป็นอื่นไปได้ แทนที่จะรับรู้มาว่ามันเป็นแค่ ความเห็น หรือ opinion เท่านั้น
 
ผลก็คือ ความเห็นเชิง subjective นั้นฝังรากในสังคม พร้อมด้วย bias ที่อาจจะแฝงปนมา แพร่ขยายไปวงกว้าง และในรูปลักษณ์ของความจริง
 
ในหนังสือ The Knowledge Illusion ของ Steven Sloman แห่ง Brown University ชี้ว่า ความเห็นหรือทัศนะที่คนเรามี ขึ้นอยู่กับความเห็นของคนอื่นอย่างมาก ถ้าคนอื่นผิด เราก็จะผิดตามไปด้วยอย่างไม่รู้ตัว ประมาณว่า 70% ของคนเรานั้นขี้เกียจคิด และชอบที่จะพึ่งความเห็นของคนอื่นมากกว่า
 
นอกจากเรื่องขี้เกียจแล้ว Sloman บอกว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะ คนเรานั้นต้องการรู้สึกว่าตนเองถูก เพราะจะได้เข้าพวกได้ ดังนั้นจึงมีแนวโน้มจะรับความเห็นของคนรอบตัวมาเป็นความเห็นของตนเองอยู่แล้ว และนี่ก็เป็นวิธีง่ายที่สุดวิธีหนึ่งในการเข้าสังคม
 
ด้วยเหตุนี้ ความเห็นในเชิง subjective ที่มักมีความ bias อยู่แล้ว ก็จะยิ่ง bias รุนแรงหนักเข้าไปอีก คนเรามักใช้เวลาหมดไปกับการปกป้องความเชื่อที่หยิบยืมมา มากกว่าที่จะเอาไปตรวจสอบความถูกต้อง ดังจะเห็นได้ว่า ในการพูดคุยเรื่องความเห็นทางการเมือง เรามักจะเถียงกันว่า ความเชื่อใครถูก มากว่าจะถกเถียงกันในเนื้อเรื่องการเมืองนั้นๆ
 
จากประสบการณ์การทดลองของเขาเอง Sloman พบว่า วิธีที่ทำให้คนเราลด bias ได้ก็คือ ลองพยายามอธิบายว่า “ทำไมเราถึงมีความเห็นอย่างนั้น” โดยจะอธิบายกับตัวเองด้วยเขียนบรรยายก็ได้ แล้วอาจจะพบว่า เราจะเริ่มมีคำถามและความกังขาในความเห็นที่ยึดติดมานาน
 
หรือไม่ก็ใช้วิธีนี้กับคู่สนนทนา โดยถามอย่างสุภาพด้วยความสนใจว่า ทำไมเขาถึงคิดอย่างนั้น ให้ช่วยอธิบายหน่อย ผลที่ตามมามักเป็นว่า คนนั้นจะเริ่มแคลงใจในความยึดติด และใจเปิดกว้างมากขึ้น ถึงแม้จะพยายามไม่แสดงออกให้เห็นในทันทีก็ตาม  
 
Sloman สรุปว่า รอบตัวเรานั้น ที่จริงเต็มไปด้วยความเห็นหรือความคิิดที่ไม่จริง ไม่ถูกต้อง อยู่เต็มไปหมด ดังนั้น หากตระหนักเรื่องนี้ ก็ไม่ควรไปยึดติดกับอะไรให้มากนัก และควรพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงความเห็นได้เสมอ
 
รวมถึงเกรด หรือ transcript ที่ได้สมัยเรียนด้วย
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
คนแข็งแกร่ง ไม่ใช่ คนรวย หรือคนมีอำนาจ บางทีเงินทอง หรือชื่อเสียงที่ได้มาอาจจะสวนทางกับความสงบในจิตใจ ไม่มีก็อยากจะมี...พอมีก็อยากจะมีมากขึ้นไปอีก...พอหมดก็ขวนขวายเป็นวังวนไปเรื่อยๆ ส่วนการปล่อยวางนั้นทำได้ยากกว่า...ผู้ใดขึ้นชื่อว่าปล่อยวางได้ ผู้นั้นคือผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง
ต่อให้เราจะได้ยินประโยคโดนๆอีกสักกี่ครั้ง หรือฟังเพลงอีกสักกี่ร้อยเพลง มันก็อาจจะแค่จุดประกายให้เรารู้สึกแล้วก็เลือนหายไป หรืออาจจะฝังติดอยู่ในใจจนไม่อาจจะลืม