OPINION

นั่นไง ว่าแล้วเชียว: เรื่องของ Hindsight Bias

สุรพร เกิดสว่าง
7 ม.ค. 2562
“มันง่ายที่จะเป็นคนฉลาด เมื่อเหตุการณ์เกิดไปแล้ว” เชอร์ล็อก โฮมส์
โดย เซอร์ อาร์เธอร์ โคนัน ดอยล์
 
เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นไปแล้ว และมองย้อนกลับไป ทุกอย่างดูเหมือนง่ายที่จะมองออกและเข้าใจ จนบางครั้งอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมก่อนหน้านั้น เราถึงมองไม่ออกกับเรื่องง่ายๆอย่างนี้
 
และนั่นทำให้เกิดการกล่าวหาตำหนิติเตียนตามมา ไม่ว่าจะกับคนอื่นหรือกับตัวเองก็ตามว่า เรื่องง่ายอย่างนี้ ปล่อยให้เกิดขึ้นได้อย่างไร? หรือ ทำไมตอนนั้น ถึงไม่มีสติ? หรือ ทำไม ไม่คิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ? หรือ ..ฯลฯ พร้อมกับร่ายยาวตามมาว่า มันต้องเป็นอย่างนี้ถึงจะถูก
 
แต่เราอาจลืมไปว่า การมองย้อนหลังแบบ “hindsight” นี้ เป็นการมองในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกับตอนที่เหตุการ์ณนั้นเกิดขึ้นอย่างมากมาย
 
ในขณะที่นาทีที่เราวิพากษ์วิจารณ์อยู่นี้ เรามองกลับไปโดยไม่มีความกดดัน จอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สงบนิ่ง ไม่มีความตกใจ ไม่มีความประหม่า ชีพจรและการหายใจเป็นปกติ
 
แถมอาจจะเป็น “คนนอก” ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ได้มีอารมณ์ร่วม ไม่ได้มีความเสี่ยงที่ต้องชั่งใจและรับเหมือนคนในเหตุการณ์   
 
และที่สำคัญ ทุกอย่างเฉลยหมดสิ้นแล้วอยู่ตรงหน้า ผิดกับห้วงเวลานั้น ที่ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ไม่รู้ว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ต้องเอามาใช้ในการตัดสินใจ ไม่รู้ด้วยว่าเรามองข้ามอะไรไป มีทั้ง known unkown คือ รู้ว่ามีสิ่งที่ไม่รู้ไม่เข้าใจ และ มีทั้ง unkown unkown คือ ไม่รู้ว่า มีอะไรบ้างที่ไม่รู้
 
การมองย้อนแบบ hindsight จึงเป็นการมองที่ไม่ได้อยู่บนความจริง ต่อให้ข้อมูลที่ปรากฏเป็นจริงแล้วก็ตาม เพราะเป็นการมองแค่ input และ output แต่ละเลย process ที่อยู่ตรงกลางระหว่าง input กับ output เรียกได้ว่า มองไม่ครบภาพทั้งหมด เอาแค่ตอนต้นกับตอนจบ
 
อย่างเช่น การเกิดอุบัติเหตุ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยตรง เช่น ผู้ที่ก่อเหตุ หรือ ญาติผู้เคราะห์ร้าย อาจจะอยู่ในอาการตกใจ เกิดอาการ “freeze” หรือ ตัวแข็งทำอะไรไม่ถูก อยู่เฉย ไม่รีบเข้าไปช่วยเหลือ ส่วนคนที่พบเห็นเหตุการณ์ หรือคนนอกที่ไม่ได้มีอารมณ์ร่วมในความตกใจ มักจะมีสติพอที่จะเข้าไปทำการช่วยได้ 
 
เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว คนที่เกิดอาการ freeze มักถูกกล่าวหาว่า ไม่ทำการช่วยเหลือตามที่สมควร และมีความผิด ซึ่งนี่เป็นการมองแบบ hindsight คือดูแค่ input vs output แต่ละเลยที่จะมอง process ในสภาพตอนเกิดขึ้นจริงว่าเป็นธรรมดาที่คนตกใจมักทำอะไรไม่ถูก คิดอะไรไม่ออก
 
หรือ คนที่อยู่ในอาการตกใจและมีความกดดัน อาจกระทำการที่ทางกฎหมายเรียกว่า “เกินกว่าเหตุ” ก็เป็นได้ ซึ่งก็อาจเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุจริงๆ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องประหลาดแต่อย่างใด โดยเฉพาะหากเราตกอยู่ในความกดดัน ไม่รู้ว่าคนที่ปองร้ายนั้น มีอาวุธร้ายแรงหรือไม่ ก็อาจโต้ตอบไปอย่างรุนแรงเกินความจำเป็นได้ทั้งนั้น
 


ในกระบวนการพิจารณาทางกฎหมายที่ดี จึงพยายามมองว่า “กระทำเกินกว่าเหตุ” หรือไม่นั้น จะต้องรวมเอาสภาพจิตใจที่เป็นไปได้ในสถานการณ์นั้นมาคิดด้วย และใช้ judgement rule ในการมองย้อนอดีตเกี่ยวกับคดีว่าด้วยการตัดสินใจผิดพลาด เช่น ว่าทำไปโดยความประสงค์ดีแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือไม่  หรือที่เรียกว่า โดย good faith หรือ best effort ถึงแม้ผลต่อมาจะเกิดความเสียหายก็ตาม
 
ทว่าในชีวิตประจำวัน เราอาจไม่ได้พยายามใจกว้างอย่างนั้น เพราะงานศึกษามากมายชี้ว่า ต่อให้คนเราเข้าใจเรื่อง hindsight เราก็ยังตกเป็นเหยื่อการมองแบบ hindsight อยู่ดี ไม่รอดแม้คนการศึกษาสูง
 
มีงานศึกษามากกว่า 800 ชิ้นตั้งแต่ปี 1970 เกี่ยวกับ hindsight ที่ดังที่สุดน่าจะเป็นงานของ Kamin และทีมงาน ในปี 1995 ที่ตั้งคำถามกับนักศึกษาว่า เทศบาลของเมืองผิดหรือไม่ ที่ไม่ยอมว่าจ้างคนมาเฝ้าดูแลสะพานระหว่างฤดูหนาว เพราะระหว่างนั้นน้่ำไม่น่าท่วม ดังนั้นการใช้สะพานไม่น่ามีปัญหาอะไร
 
นักศึกษากลุ่มที่ได้รับการบอกเล่าว่า “เกิดอุบัติเหตุบนสะพานขึ้นมาในระหว่างฤดูหนาว“ นั้น มีถึง 57% บอกว่าเทศบาลผิดเพราะประมาทละเลย ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับการบอกเล่าว่า “ไม่มีอุบัติเหตุอะไรบนสะพานตลอดฤดูหนาว” มีแค่ 24% ที่บอกว่าเทศบาลประมาท
 
ซึ่งที่จริงแล้วโดยตรรกะ ไม่ว่าจะเกิดอุบัติเหตุหรือไม่ ก็ย่อมไม่ทำให้ระดับการประมาทของเทศบาลต่างกัน เพราะการไม่จ้างคนดูแลสะพาน เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนช่วงที่จะเกิด ( หรือไม่เกิด) อุบัติเหตุ    
 
การศึกษานี้ย้ำธรรมชาติของคนว่า คนเราไม่ไม่ค่อยเป็นตรรกะเท่าใดนักกับการมองแบบ hindsight และตัวอย่างง่ายๆคือ ทุกวันนี้ เรายังถือว่า คนที่ดื่มเหล้าแล้วขับรถชนคน มีความผิดมากกว่า คนที่ดื่มเหล้าหนักพอกันแต่โชคดีขับรถถึงบ้านได้
 
นอกจากนั้น Hindsight ยังทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า hindsight bias ที่ทำให้เรามักอุทานว่า “นี่ไง รู้อยู่แล้วว่า มันต้องเป็นแบบนี้” หรือ “ว่าแล้วเชียว” หรือ “คิดไว้ไม่มีผิด”
 
นั่นเป็นเพราะการทำงานตามปกติของความจำมนุษย์ที่ว่า เมื่อเราได้เรียนรู้ของใหม่ ข้อมูลใหม่นี้ก็จะเชื่อมต่อกับความจำเดิมที่มีอยู่แล้วในทันที ทำให้ความจำของข้อมูลใหม่กับความจำเดิมเสริมซึ่งกันและกันขึ้น และยิ่งสิ่งที่เรียนรู้ใหม่ดูเหมือนจะ fit กับ สิ่งที่เราเคยเรียนรู้มาแล้วได้ดี ใช้อธิบายซึ่งกันและกันได้ดี  ก็ยิ่งทำให้ความรู้สึกเสมือนว่า เราได้รับรู้ข้อมูลทั้งหมดมานานแล้ว ไม่ใช่พึ่งจะรู้
 
ทั้งๆที่จริงแล้ว เราพึ่งจะมารู้เดี๋ยวนี้เอง  
 
เมื่อเราคิดว่า “รู้อยู่แล้วว่าเป็นงี้” อันตรายของ hindsight bias ก็คือ อย่างแรก เราไม่คิดจะศึกษาข้อผิดพลาดอย่างจริงจัง เลยทำให้ไม่ได้ประโยชน์จากข้อผิดพลาดนั้นเพราะเชื่อว่าเรารู้มาตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ประหลาดใจใดๆ  อย่างที่สองคือ เรามักจะหา “แพะ” ในการโยนความผิดให้ เพราะเมื่อไม่มีการย้อนไปศึกษาทบทวนจึงต้องหาใครสักคนหนึ่งมาเป็นแพะ เพราะไม่อย่างนั้น เคสนั้นก็จะไม่มี “สาเหตุ” มาอธิบายความผิดพลาดที่เกิดขึ้น การหาแพะที่เป็นตัวบุคคลจึงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด และง่ายเกินความจริง หรือ oversimplification 
 
ในเรื่อง กระบวนการสอน การเรียนรู้ ก็มีปัญหา hindsight bias คล้ายกัน
 
หลายครั้งที่เรามักสอนคนที่ยังไม่เป็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน เรื่องกีฬา เรื่องกิจกรรมต่างๆ โดยมองแบบ hindsight คือมองจากมุมมองของคนที่เป็นแล้ว ไม่ใช่มุมมองของคนที่ยังไม่เป็น
 
นั่นคือใช้วิธี reverse engineering กับสิ่งที่เรารู้แล้ว ถ่ายทอดความรู้เป็นฉากๆ กระหน่ำด้วยข้อปฏิบัติหลายข้อ และคาดว่า ผู้เรียนจะรับไปทำตามนั้นได้หมด ซึ่งเป็นการ oversimplify ผิดธรรมชาติของการเรียนรู้ เพราะคนเราไม่สามารถเก็บรายละเอียดหรือ process ข้อมูลมากมายขนาดนี้ได้ในทันที และไม่สามารถทำตามหลายๆข้อที่บอกมาพร้อมกันได้
 
เพราะโดยกระบวนการเรียนรู้โดยธรรมชาตินั้น มนุษย์ต้องลองผิดลองถูก บางอย่างเป็น self correction คือค่อยๆเรียนรู้แก้ไขด้วยตนเอง บางอย่างต้องการคำแนะนำในทำนอง calibrate หรือปรับแต่งเมื่อเกิดความผิดพลาด แล้วเรียนรู้เป็นขั้นไปเรื่อยๆ 
 
วิธีถ่ายทอดความรู้จึงต้องระลึกเสมอว่า ตอนนี้เรากำลังมองในมุมมองของ hindsight หรือ นั่งในใจของคนเรียนแบบ foresight กันแน่ 
 
ส่วนวิธีแก้ไขหรือบรรเทาอาการ hindsight bias นั้น ก็คือ ลองจินตนาการผลลัพธ์หลังเหตุการณ์เป็นอย่างอื่น แล้วดูว่า เรายังตำหนิแพะคนเดิม หรือ มองทุกอย่างเหมือนเดิมหรือไม่
 
เช่น เมื่อลูกน้องทำลูกค้าหลุดมือไปกับคู่แข่ง A ลองเปลี่ยนในใจให้เป็นคู่แข่ง B หรือ เปลี่ยนให้แทนที่จะเป็นสินค้า ก ลองจินตนาการเป็นสินค้า ข จากนั้นลองเล่น what if ในใจ แล้วดูว่า เราจะมองทุกอย่างที่เกิดขึ้นเหมือนเดิมหรือไม่
 
เมื่อนั้น เราอาจพบว่า ที่จริงแล้วตัวแปรสำคัญที่ทำให้ลูกค้าหนี อาจไม่ใช่ลูกน้องก็ได้ อาจเป็นจังหวะธุรกิจ หรือความต้องการในตลาดที่เปลี่ยนไป หรือ แผนการลูกค้าเองที่เปลี่ยนไป สารพัดที่จะเป็นไปได้
 
อีกวิธีที่บรรเทา hindsight bias คือ หากจะถามความเห็นใครเกี่ยวกับความผิดพลาด อย่าพึ่งเฉลยว่าเกิดอะไรไปแล้ว 
 
Professor Arkes แห่ง Ohio State University เสนอให้ในการพิจารณาคดี medical malpractice หรือ ความผิดในวิชาชีพของแพทย์ นั้น ไม่ควรบอกก่อนว่า เกิดอะไรขึ้นกับเคสนั้นไปแล้ว แต่ให้ถามเฉยๆกับผู้เชี่ยวชาญว่า ถ้าการกระทำของหมอแบบในคดีนี้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดอย่างไร คิดว่าสมควรหรือไม่ ก็พอแล้ว
 
และเมื่อนั้นจะได้คำตอบบริสุทธิ์ที่ปราศจากการปนเปื้อนของ hindsight bias
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
โลกของความเศร้า บางครั้งเป็นสิ่งที่คนอยากมองข้าม แต่สำหรับผม มันคือความสวยงามที่เจ็บปวด
หากจะให้ตามหารักแท้ ใน Club night หลายคนอาจจะชั่งใจคิด หลายเสียงบอกว่า “อย่าตามหาความรักจากคนเที่ยวกลางคืน” บางเสียงก็บอกว่า “ไม่เกี่ยวกัน ถ้าเราเจอคนดี มันก็จะดี” ทั้งหมดไม่มีผิดหรือถูก มีเพียงแค่ fail or pass