OPINION

ทำไม เราต้องโกหก

ณิชากร นาคศรีคร้าม
20 ก.พ. 2562
แม้การโกหกจะเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่บางครั้งคนเราก็จำเป็นที่จะต้องโกหก  ไม่ว่าจะในรูปแบบไหน เราโกหกจนกลายเป็นเรื่องปกติ ทั้งเรื่องใหญ่และเรื่องเล็ก กับเพื่อนร่วมงาน เพื่อน คนที่เรารัก และคนแปลกหน้า การโกหกคือธรรมชาติของมนุษย์ เราเลือกที่จะใช้การโกหกเพื่อ เอาตัวรอด เพื่อความสบายใจ จนการโกหกกลายเป็นเรื่องธรรมดา บางคนก็โกหกจนเป็นนิสัย คนเราโกหกเพราะมีจุดมุ่งหมายบางอย่าง ทั้งเพื่อให้ได้อะไรบางอย่างหรือไม่ให้เสียอะไรไป หรืออาจโกหกเพื่อปิดบังความผิดบางอย่าง ไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับความจริง

ย้อนหลังไป 20 ปีก่อน เบลลา เดเปาโล นักจิตวิทยาสังคมจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตแซนตาบาร์บารา พบว่า ผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยพูดไม่จริงเฉลี่ยวันละหนึ่งถึงสองครั้ง การพูดไม่จริงเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ร้ายแรง โดยมีเจตนาจะซ่อนความบกพร่องของตนหรือถนอมน้ำใจผู้อื่น บางครั้งก็เป็นข้อแก้ตัว คนหนึ่งบอกว่า ที่ไม่เอาขยะไปทิ้งเพราะไม่รู้ว่าต้องทำแบบนั้น แต่บางครั้งก็ทำเพื่อสร้างภาพจอมปลอม เช่น อ้างตัวเองว่าเป็นลูกชายนักการทูต ผลการศึกษาต่อมาของเดเปาโลชี้ว่า ณ จุดใดจุดหนึ่งของชีวิต คนส่วนใหญ่จะ “โกหกจริงจัง” หนึ่งหรือหลายเรื่อง เช่น ปิดบังความไม่ซื่อสัตย์ของตนจากคู่สมรส หรือส่งหลักฐานเท็จเพื่อสมัครเข้ามหาวิทยาลัย

การโกหกที่แนบเนียนขึ้นเรื่อยๆ นี้ได้แรงผลักดันจากพัฒนาการของสิ่งที่เรียกว่า ทฤษฎีจิต (theory of mind) ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจความเชื่อ ความตั้งใจ และความรู้ของคนอื่นๆ นอกจากนี้ พื้นฐานของการโกหกคือทักษะการบริหารจัดการของสมองอันเป็นความสามารถที่จำเป็นต่อการวางแผน การเอาใจใส่ และการควบคุมตนเอง เด็กสองขวบที่โกหกในการทดลองของ หลี่คัง นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยโทรอนโต ทำแบบทดสอบทฤษฎีจิตและการบริหารจัดการของสมองได้คะแนนสูงกว่าเด็กที่ไม่โกหก กระทั่งในวัย 16 ปี คนโกหกเก่งก็ทำแบบทดสอบได้ดีกว่าคนโกหกไม่เก่ง ในทางกลับกัน เด็กในกลุ่มโรคออทิสซึมซึ่งเป็นที่ทราบว่ามีพัฒนาการล่าช้า ก็จะโกหกไม่เก่งนัก

พอล เอ๊กแมน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซึ่งศึกษาเรื่องการโกหกมานานกว่าสี่สิบปี ลงความเห็นว่า “มนุษย์ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการโกหกได้ ดังนั้นการทำความเข้าใจเรื่องการโกหกจะเป็นผลดีต่อชีวิต”

และนี่คือรูปแบบที่พอจะทำให้เข้าใจรูปแบบต่างๆของการโกหกมากขึ้น

1.โกหกสีขาว เป็นการโกหกด้วยเจตนาดี เพื่อถนอมความรู้สึกและรักษาน้ำใจ แทนที่จะบอกความจริงที่เชื่อว่าผู้ฟังคงรับไม่ได้ออกไป บางครั้งการโกหกในลักษณะนี้เป็นการพูดเพื่อให้กำลังใจอีกฝ่าย เรียกได้ว่า เป็นการโกหกเพื่อทำให้ผู้อื่นมีความสุขนั่นเอง
2.โกหกเพื่อปกป้องตนเอง เป็นการโกหกเพื่อการเอาตัวรอด เช่น กลัวความผิด กลัวถูกทอดทิ้ง กลัวเสียเกียรติ กลัวการเผชิญหน้า กลัวความผิดหวัง ฯลฯ การโกหกประเภทนี้ในบางครั้งอาจร้ายแรงถึงขั้นโยนความผิด ใส่ความผู้อื่น เป็นพยานเท็จ ฯลฯ
3.โกหกเพื่อหวังผลประโยชน์ เป็นการโกหกเพื่อทำให้ตนเองได้รับการยอมรับ ความไว้วางใจ ได้โอกาสในการทำงาน มักเป็นในรูปของการปลอมแปลงข้อมูลทางคุณวุฒิ คุณสมบัติ ฐานะทางการเงิน ฯลฯ
4.โกหกตนเอง มักเกิดกับคนที่สูญเสียความมั่นใจ สับสน และหวาดกลัวความจริง คนประเภทนี้มักสร้างเรื่อง “หลอกตนเอง” ให้คลายจากความทุกข์ชั่วขณะ เช่น หลอกว่าคนรักที่ทอดทิ้งไปยังมีใจให้อยู่เสมอ และสุดท้ายคนเหล่านี้มักโทษตนเอง อาจเลยไปถึงขั้นทำร้ายตนเองหรือตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าก็มี

ไม่ว่าการโกหกจะด้วยเหตุผลที่ดีหรือไม่ดี เพื่อรักษาความรู้สึก ทำให้อีกฝ่ายสบายใจ แต่อย่างไรก็ตามการเผชิญหน้าและยอมรับความเป็นจริง ก็เป็นทางเลือกที่จะไม่สร้างความเดือนร้อนให้ชีวิตในระยะยาวได้ดีที่สุด 
 
อ้างอิง
https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/69194.html
https://ngthai.com/science/2360/the-reason-why-we-lie/
About the Author
เป็นคนง่ายๆ อะไรก็ได้ อยู่ที่ไหนขอแค่อาหารอร่อย
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
บทความนี้กำลังแนะนำท่านให้ระมัดระวังหัวข้อสนทนาดังต่อไปนี้ ไม่ใช่ว่าหยิบยกมาพูดคุยไม่ได้ แต่หากต้องสนทนากันในหัวข้อดังกล่าวควรระมัดระวังให้มากที่สุด หากพูดในเชิงสร้างสรรค์ก็ดีไปแต่หากพูดในเชิงเอาชนะกันและกัน ก็สามารถสร้างศัตรูและข้อพิพาทลุกลามเป็นเรื่องใหญ่
 
หนังสร้างแรงบันดาลใจอาจจะเข้าถึงคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วหนังประเภทนี้มีคุณค่าและให้ข้อคิดมากกว่าแค่ความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน