OPINION

ทำไมสมเด็จพระสันตะปาปาต้องก้มจูบเท้า

คธาพล รพีฐิติธรรม
26 เม.ย. 2562
วันที่ 12 เมษายน 2562
คนทั่วโลกร่วมกันแชร์ภาพหนึ่งส่งต่อกันบนโลกออนไลน์
เป็นภาพของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ในวัย 82 ปี
ก้มลงไปจูบที่เท้าของซัลวา คีร์ ประธานาธิบดีซูดานใต้ รวมไปถึงรองประธานาธิบดีซูดานใต้อีก 3 คน และรีค มาชาร์ อดีตรองประธานาธิบดีที่ผันตัวไปเป็นผู้นำกลุ่มกบฏ
ทำไมพระองค์ต้องทรงทำเช่นนั้น?

สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรานซิส องค์ประมุขแห่งคริสต์จักรนิกายโรมันคาทอลิก องค์ที่ 266
พระนามเดิมว่า พระคาร์ดินัล ฮอร์เก มาริโอ แบร์โกลิโอ  
เกิดเมื่อ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2479

พระองค์ทรงเป็น สมเด็จพระสันตะปาปาองค์แรกที่มีเชื้อสายละตินอเมรัน และทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านเคมี จากมหาวิทยาลัยบัวโนส ไอเรส

ว่ากันว่าเมื่อทรงได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปา  มีพระคาดินัลรูปหนึ่งบอกพระองค์ว่า
“โปรดอย่าลืมคนยากจน”

พระองค์จึงทรงเลือกนามแห่งนักบุญ “ฟรานซิส”  
ผู้อุปถัมภ์ดูแลคนยากจน เพื่อเป็นเครื่องเตือนพระทัย
พระองค์ทรงดำเนินชีวิตด้วยความเรียบง่าย สมถะ
ทรงเน้นภารกิจการช่วยเหลือคนยากจน คนทุพพลภาพ ผู้พิการ
และให้ความสำคัญต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม
ครั้งหนึ่ง เมื่อพระองค์ทรงเยือนประเทศบราซิล
และต้องประทานสัมภาษณ์ให้แก่สื่อมวลชนเกี่ยวกับประเด็นของบาทหลวงที่เป็นเกย์
พระองค์ตรัสตอบว่า

"...เมื่อข้าพเจ้าพบคน (บาทหลวง) ที่เป็นเกย์
ข้าพเจ้าจะต้องแยกระหว่าง
ความเป็นเกย์กับความเป็นนักล๊อบบี้ของเขา
หากเขาเข้าหาพระเจ้าและมีความเจตนาดี
เราเป็นใครที่จะไปตัดสินเขาล่ะ?"

พระองค์ทรงแสดงจุดยืนว่า
พฤติกรรมรักร่วมเพศยังคงเป็นบาป
แต่ความเชื่อต่อพฤติกรรมรักร่วมเพศมิใช่บาป
คนที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศไม่ควรถูกทำให้เป็นคนที่ไม่มีความสำคัญ
แต่จะต้องทำให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสังคม

อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติภารกิจของสมเด็จพระสันตปาปาฟรานซิสที่เน้นความเรียบง่ายและไม่เน้นธรรมเนียมอย่างเคร่งครัด

กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในสายตาของกลุ่มอนุรักษ์นิยม เช่น
การล้างเท้าให้สตรี ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดมายาวนาน

จากเดิมที่พระเยซูทรงล้างเท้าให้แก่สาวกทั้ง 12 คนซึ่งเป็นผู้ชาย
รวมถึงการให้คนนอกศาสนาเข้าร่วมทำพิธีกรรมทางศาสนา
พระองค์เคยเรียกร้องให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตทั่วโลก
ด้วยการทำพิธีล้างและจูบเท้าของนักโทษซึ่งมีชาวพุทธและมุสลิม
และทรงล้างเท้าของผู้ลี้ภัยที่นับถือศาสนาอิสลาม พราหมณ์-ฮินดูและคริสต์  ด้วยน้ำศักดิ์สิทธิ์และก้มลงจูบ 

เพื่อแสดงสัญลักษณ์ละลายความเกลียดชังของคนทั่วโลกต่อชนชาติมุสลิมและผู้ลี้ภัย 
พระองค์เน้นย้ำว่า มนุษย์ทุกคนต้องระลึกอยู่เสมอว่า
ควรเสียสละตนเอง เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นที่ได้รับความเดือดร้อน
 “เราล้วนมีวัฒนธรรม และศาสนาที่แตกต่างกันแต่เราทั้งหมด เป็นพี่น้องกันและต้องการใช้ชีวิตอย่างสันติสุข”

เช่นเดียวกันกับเหตุการณ์ล่าสุด
สมเด็จพระสันตะปาปาทรงร้องขอสันติภาพ
ด้วยการก้มลงจุมพิตเท้าของผู้นำประเทศซูดานใต้และคู่ขัดแย้งที่กำลังก่อสงครามกลางเมืองจากการรัฐประหาร

ทำให้มีผู้คนล้มตายมากถึง 4 แสนคนและผู้ได้รับความเดือดร้อนมากมายอีกนับล้าน
การก้มลงจูบเท้าของพระองค์ สอนให้เรารู้ว่า
ผู้นำที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตาที่ยิ่งใหญ่นั้น 
สามารถลดทิฐิ วางอัตตาเพื่อประโยชน์สูงสุดของมหาชนได้
ดังเช่นคำกล่าวของพระเยซูว่า

“ผู้ใดที่ปรารถนาจะเป็นใหญ่จะต้องเป็นผู้รับใช้ผู้อื่น
และผู้ใดที่ปรารถนาจะเป็นที่หนึ่งในหมู่พวกท่าน
ก็จะต้องทำตนเป็นผู้รับใช้ทุกคน”

อ้างอิง
http://catholichaab.com/main/index.php/2015-09-22-02-42-26/history/181-266/650-pope-francis
http://news.trueid.net/detail/79021
https://www.voicetv.co.th/read/66494
https://www.newtv.co.th/news/13663
https://news.mthai.com/world-news/722937.htmll
About the Author
นักกฎหมายกับอีกบทบาทคือ Declutter Coach หรือที่ปรึกษาการจัดระเบียบบ้านคนแรกของไทยกับความเชื่อว่า Life Coaching กับการจัดระเบียบบ้านจะเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนให้ดีขึ้นได้ที่เพจ “Proud จัดระเบียบเปลี่ยนชีวิต”
 
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ไม่มีอะไรน่าสงสัย มากไปกว่า “ความจริง” ที่มองเห็นง่ายๆ
คุณไม่ใช่คนเดียวแน่ๆที่หลงคิดมานาน ว่าสิ่งที่ขับดันชีวิตของคุณให้เจริญก้าวหน้าคือความฝัน ความหลงใหล ความมุ่งมั่นและความขยันหมั่นเพียรต่างๆ เพราะแท้ที่จริงสิ่งที่มีบทบาทสำคัญที่พาคุณพิชิตเส้นชัยมาครั้งแล้วครั้งเล่าโดยที่คุณอาจไม่รู้ตัวนั่นก็คือ Deadline ต่างหาก!