ดาไล ลามะ
หลายคนสามารถทำอย่างคำพูดขององค์ดาไล ลามะได้โดยไม่ยากนัก เมื่อพบว่าไม่สามารถทำได้ดีกว่าที่ทำอยู่อีกแล้ว ก็ตัดใจ หมดความกังวลใดๆอีกต่อไป
แต่ถ้าหากยังมีทางแก้ไขได้ มีทางทำให้ดีกว่านี้ได้ หรือ เพียงสงสัยว่า น่าจะมีทางทำให้ดีกว่านี้ได้ จะทำใจตัดกังวลได้ไหม ?..
ถึงแม้ว่า คนเราจะถือว่าความสุขเป็นเป้าหมายในชีวิตที่ต้องไขว่คว้ามาให้ได้ แต่ที่จริงแล้ว เป็นไปได้ว่า มนุษย์ในยุคปัจจุบัน ไม่ได้ถูกสร้างมาให้มีความสุขได้แท้จริงและยั่งยืน
เชื่อว่า มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่สามารถ “มองอนาคต” ได้จริงจัง หรือ คิดล่วงหน้าได้ และนั่นทำให้เราไม่สามารถพบกับความสงบสุขในใจได้แท้จริง
มนุษย์ถูกสร้างให้กังวลอนาคตอยู่ตลอดเวลา ไม่เรื่องนั่นก็เรื่องนี้ เพื่อเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่รอดมาได้ ดังนั้น จึงยากนักที่จะ “ข่ม” ธรรมชาตินี้ของมนุษย์ได้
ธรรมชาติที่ว่านั้น เกี่ยวข้องกับสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า “Delayed Return Environment” อันหมายถึง การตัดสินใจในวินาทีนี้ อาจจะไม่ได้ผลตอบแทนทันที หากจะได้รับในอนาคต ซึ่งอาจเป็นได้ทั้ง ได้รับในไม่กี่นาทีข้างหน้า หรือ ได้รับในอีกหลายสิบปีข้างหน้าอันไกลโพ้น
เช่น เราเก็บออมเงินในวันนี้ ย่อมทำให้วันนี้เราเสียประโยชน์ เพราะใช่จ่ายวันนี้ได้น้อยลง แต่จะได้ประโยชน์ในวันข้างหน้า หรือ เราไม่กินของหวานแสนอร่อยในวันนี้ ยอมกินของไม่อร่อยแทน
เพราะต้องการให้สุขภาพและรูปร่างดีในอีกสามเดือนข้างหน้า
เพราะเรามีความกังวลในอนาคต Delayed return environment จึงเกิดขึ้น และเป็นที่มาของความเครียดต่อเนื่อง เพราะแน่นอนว่าย่อมมีเรื่องให้กังวลในอนาคตอยู่เสมอ
ถึงแม้ delayed return environment เป็นคุณสมบัติสำคัญของมนุษย์ แต่ไม่ใช่ว่า เราจะอยู่กับมันได้โดยไม่มีปัญหา เพราะ delayed return environment อาจพึ่งมามีความสำคัญกับมนุษย์สมัยเริ่มประวัติศาสตร์นี้เอง นักจิตวิทยาบางคนมีความเห็นว่าพฤติกรรม delayed return environment พึ่งเกิดขึ้นจริงจังเมื่อไม่ถึงพันปีมานี้ด้วยซ้ำไป บางคนตีความว่าแค่ห้าร้อยปีที่แล้ว เปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์มนุษยชาติสองแสนปี
ก่อนหน้านั้น ย้อนหลังไปในยุคก่อนประวัติศาสตร์ คนเรามีความเป็นอยู่ที่ไม่ต้องคิดถึงอนาคตมาก เพราะไม่มีความสามารถที่จะจัดการกับชีวิตในวันข้างหน้าได้เหมือนกับปัจจุบัน ชีวิตส่วนใหญ่จึงมีแต่ “วันนี้” เท่านั้น ไม่ต่างจากสัตว์อื่นๆ

นักจิตวิทยาอย่าง Mark Leary แห่ง Duke University เปรียบเทียบคนยุคแรกกับกวาง ว่า กวางจะตกใจกับเสียงดัง และก็วิ่งหนี พอวิ่งหนีมาได้ กวางก็กลับสู่สภาพเดิม กินหญ้าต่อไปตามปกติ ไม่มีความกังวลใดๆ หากมีเสียงดังทำให้ตกใจ ก็ค่อยว่ากันใหม่
สภาพมนุษย์ในสมัยแรกเริ่ม ก็ไม่ต่างจากกวางที่ว่า นั่นคือมีแต่ “immediate return enviromment” หรือ การตัดสินใจขึ้นอยู่กับผลตอบแทนที่ได้ในวินาทีนั้น ไม่มีวินาทีหน้า ไม่มีวันข้างหน้าให้ต้องคิด
ต่อมาเมื่อมนุษย์สามารถควบคุมอนาคตได้บ้างด้วยวิทยาการต่างๆ เช่น วางแผนเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ได้ การเริ่มมองชีวิตไปในอนาคตจึงเกิดขึ้น ตั้งแต่นั่นมา ชีวิตจึงไม่ได้มีอยู่แค่วันนี้ แต่มีวันข้างหน้าอีกมากมายรอคอยอยู่ และต้องหาวิธีคิดจัดการอนาคต กลไก delayed return environment จึงตามมา ถือเป็น skill ใหม่ของมนุษย์ที่เพิ่มมาทีหลัง
และนั่นทำให้ เรายังไม่คุ้นกับการจัดการความรู้สึกกังวลกับอนาคตได้ดีนัก จะเห็นได้ว่า ความทุกข์ใจ กังวลใจเกือบทั้งหมดมาจากเรื่องในอนาคต อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับ delayed return environment เกือบทั้งสิ้น
ความกลัวไม่มีความมั่นคงพอ ไม่มีเงินพอ ไม่มีความก้าวหน้าพอ การแข่งขันในชีวิตต่างๆ หรือ ไม่ได้มีชีวิตอย่างที่หวัง กลายเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้
จนบางครั้ง ดูเหมือนว่าเรามีความกังวลในเรื่องไม่เป็นเรื่อง กังวลมากเกินไป คิดมากเกิน วิตกจริตไปหมด จากเรื่องหนึ่งไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง
ซึ่งอาการเหล่านี้หากใครเป็น ก็คงไม่ต้องกังวล เพราะนักจิตวิทยาบอกว่าเป็นเรื่องปกติ (ถึงแม้จะไม่พึงปรารถนาก็ตาม) ยิ่งเราคิดว่า เราน่าจะควบคุมอนาคตได้บ้าง ก็ยิ่งกังวลว่าน่าจะอะไรได้มากกว่านี้หรือไม่ และทำให้เกิดความกังวลไม่รู้จบ
หากเปรียบเทียบกับในสมัยโบราณ ที่มนุษย์ปลงใจ ถอดใจ กับอนาคต คนสมัยนั้นก็อาจจะไม่มีความกังวลมากเท่ากับคนสมัยนี้ เพราะถือว่า อนาคตเป็นเรื่องที่เอื้อมไม่ถึง โดยยกให้เป็นหน้าที่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในการจัดการอนาคตแทน
กลายเป็นว่า ยิ่งมนุษย์มีความสามารถจัดการกับอนาคตได้มากขึ้น มนุษย์ยิ่งเกิดความกังวลมากขึ้น
ความกังวลส่วนใหญ่จึงไม่ได้มาจาก สิ่งที่เราคิดว่าควบคุมไม่ได้ หากมาจาก สิ่งที่เราคิดว่า “ไม่น่าจะ” ควบคุมได้
ดังนั้น ความกังวล จึงไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสียทีเดียว หากเป็นสิ่งที่ชี้ว่า โอกาสที่เราจะควบคุมอนาคตให้เป็นไปตามความต้องการนั้น ยังน่าจะมีอยู่ ไม่ใช่หมดหวังสิ้นเชิง ไม่อย่างนั้นแล้ว เราจะไม่ทุกข์ใจกังวลอะไร เช่นเดียวกับ กวาง ในตัวอย่างข้างต้น
และนั่นหมายความว่า สำหรับมนุษย์ยุคปัจจุบันแล้ว ยังไงๆก็ต้องเป็นทุกข์ ไม่มากก็น้อย และทำให้ การตั้งเป้าหมายในชีวิตเพื่อแสวงหาความสุขนั้น ไม่เป็นทั้งตรรกะ และเป็นไปไม่ได้จริง ดีไม่ดียิ่งทำให้กังวลหนักขึ้นไปอีก
เพราะกังวลว่า เมื่อไหร่จะมีความสุขจริงๆเสียที
นอกจากนั้น นักจิตวิทยาบอกว่า คนเราสามารถหาเรื่องมากังวล มาทุกข์ใจได้เรื่อยๆ เมื่อไม่มีปัญหา ก็สร้างปัญหาขึ้นมาให้กังวลอยู่ดี ทั้งนี้เป็นกลไกธรรมชาติที่ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น เผชิญกับปัญหาได้ดีขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นส่วนหนึ่งของการวิวัฒนาการเพื่อเผ่าพันธุ์ที่ดีขึ้น
เรียกกลไกที่สมองต้องการสิ่งท้าทายอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่จะแข็งแกร่งและปรับตัวได้ดีว่า นี้ว่า “antifragile”
Antifragile ทำให้คนเราแข็งแกร่งขึ้น แต่ก็ทำให้กังวลเรื่องโน้นเรื่องนี้อยู่เกือบตลอดเวลา เพราะตราบใดที่มีความไม่แน่นอนอยู่ ตราบนั้น มีเรื่องให้ antifragile ทำงานให้เรากังวลได้เสมอ โดยถ้าหากเรื่องร้ายเกิดขึ้น (คือมีความแน่นอนแล้ว) เราจะโต้ตอบทันที และยุ่งจนไม่มีเวลากังวล
ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ หากเราปฏิเสธปัญหาที่เกิดขึ้นจริง นักจิตวิทยาบอกว่า สมองจะชดเชยโดยสร้างเคสปัญหามาให้เอง ไม่ยอมให้ว่าง นั่งชิลๆได้นาน
เช่น หากเราเพิกเฉยต่อปัญหา skill ในงานไม่ดีพอ ไม่คิดแก้ไข เราก็ยังจะกังวลเรื่องภาพลักษณ์ในที่ทำงานอยู่ดี ต่อให้ไม่แคร์ตัวผลงานก็ตาม นั่นคือ ไม่กังวลเรื่องหนึ่ง ก็ไปกังวลเรื่องอื่นที่เชื่อมโยงกันจนได้ และยิ่งกว่านั้น ปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขจะยิ่งสร้างความไม่แน่นอนให้มากขึ้นไปอีก และเกิดความกังวลตามมากับความไม่แน่นอนที่ถูกขยาย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากกลไกล antifragile ทำให้หนีความกังวลอย่างไรก็ไม่พ้นแล้ว การเลือกที่จะมีความสุขในเรื่องหนึ่ง ก็ต้องแลกมากับความสุขในเรื่องอื่นอยู่ดี เหมือนอย่างที่นักเศรษฐศาสตร์พูดว่า “There is no free lunch.” หรือ “Everything has a price.”
คนที่อยากมีการงานดีมีเงินมาก ก็ต้องแลกกับเวลาที่จะสนุกกับชีวิตในด้านอื่น กับความกังวลว่าเมื่อไหร่จะได้ใช้ชีวิตให้เต็มที่เสียที แทนที่จะรอให้เกษียณอายุแล้วแก่เกินไป หรือ คนที่อยากเที่ยวทั้งปี ไม่หยุดหย่อน ก็อาจต้องแลกกับเงินออมในธนาคาร กับความหมายของชีวิตในด้านอื่นเช่นกัน
ทั้งหมดนี้สรุปว่า ไม่ว่าอย่างไร เราก็หนีไม่พ้นความทุกข์จากความกังวลอยู่ดี เพราะมนุษย์ถูกสร้างมาอย่างนั้น
ดังนั้น อย่าไม่มีความสุขเพราะไม่มีความสุข เอาแค่ ไม่มีความสุขเฉยๆ ก็พอแล้ว






