OPINION

ตื่นเต้นไปหมด จนต้องกดมันไว้ : เรื่องของ คน Overexcitability หรือ “OE”

สุรพร เกิดสว่าง
22 เม.ย. 2562
เรื่องของ highly sensitive people หรือ HSP ที่เคยมีในคอลัมน์นี้ ที่จริงยังไม่จบ เพราะลึกลงไปใน HSP (หรือคาบเกี่ยวกัน)  ยังมีคนอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า “overexcitability” หรือ “OE”
 
นักจิตวิทยา Kazimierz Dabrowski เป็นคนแรกที่ให้นิยามว่า overexcitability ต่างจาก highly sensitve people ตรงที่ว่า OE จะตื่นเต้นอยู่เรื่อยกับการอยากรู้อยากเห็น การคิดฝันไปไกล และ มีพลังงานเหลือเฟือที่ไว้ใช้ในเรื่องที่อยากจะทำ (แต่ถ้าเรื่องไหนไม่อยากทำ ก็จะไม่มีพลังเอาดื้อๆ) 
 
นั่นคือ OE มี intellectual + imaginative+ psychomotor sensitivities (สติปัญญา + จินตนาการ + อยู่เฉยๆไม่ค่อยได้) 
 
ส่วน highly sensitive person HSP เป็นคนที่ sensitive หรืออ่อนไหวง่ายจากการถูกกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ไม่ค่อยอดทนต่อ เสียงดัง จำนวนคน ความวุ่นวาย และเป็นคนที่เข้าถึงอารมณ์ในงานศิลปวิชาการได้ลึกกว่าคนทั่วไป
 
นั่นคือ HSP มี sensory + emotional sensitivity (อ่อนไหวจากสิ่งที่มากระตุ้นระบบประสาท + อ่อนไหวทางอารมณ์)
 


นักจิตวิทยาหลายคน (Piechski, Lind, Webb, Siaud-Facchinin) รวมทั้ง Dabroswki เอง และ Imi Lo นักจิตวิทยาผู้เชื่ยวชาญด้าน emotional intensity เจ้าของหนังสือ “Emotional Sensitivity and Intensity”  ได้ให้ checklist ของความเป็น OE ที่สามารถนำมาสรุปรวมๆได้ว่า: 
 
Intellectual Overexcitability : อยากรู้โน่นนี่ตลอดเวลา สงสัยไปเรื่อย ชอบสังเกตุ ชอบแก้ปัญหา พบเห็นอะไรก็จะคอย evaluate หรือวิเคราะห์ตลอด ชอบเรียนรู้ แต่ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนเรียนคะแนนดี เพราะ OE อยากจะรู้ในสิ่งที่ตนอยากรู้ ไม่ใช่รู้เพื่อสอบ ไม่ใช่รู้เพราะหน้าที่บังคับ หรือรู้เพื่อเงิน OE เป็นนักอ่าน ทำให้มีศัพท์ที่ใช้ในการพูดและเขียนมากกว่า พวกเขามีความจำที่ชัด สามารถ replay ความจำได้อย่างเห็นภาพเป็นฉากๆ
 
แต่ OE ไม่อดทนและเบื่อง่าย โดยเฉพาะถ้าหากพวกเขาคิดว่าเรื่องที่กำลังทำอยู่ไม่น่าสนใจ ก็จะพยายามเลิกทำ หากพวกเขาอยู่ในสภาพที่คิดว่าไม่ประเทืองปัญญานานๆแล้ว ก็จะทนไม่ได้ และไม่ขอทน
 
OE มักพบกับความเซ็งและความผิดหวังเสมอๆเมื่อรู้ว่า คนอื่นไม่ได้ตื่นเต้นกับความรู้เหล่านั้น และนั่นทำให้ OE พกความเหงาอยู่เงียบๆ พวกเขาจะร่าเริงทันทีหากพบใครที่เข้าใจคุยกันรู้เรื่อง
 
OE มักเป็นพวกที่ทนไม่ได้ที่จะถูกครอบงำ ถูกสั่งให้ทำในสิ่งที่พวกเขาไม่เชื่อหรือไม่เห็นด้วย OE จึงมักตั้งคำถามต่อคำสั่งอยู่คลอดเวลา (อย่างน้อยก็ในใจ) แน่นอนว่า OE ไม่ใช่พวกว่านอนสอนง่าย บอกอะไรก็เชื่อ พวกเขาจึงอาจเป็นกลุ่มที่ปกครองยากที่สุดกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะการใช้พฤติกรรม passive-aggressive หรือ ดื้อเงียบ
 
นอกจากนั้น OE บางคนเป็น polymath หรือ multipotialite คือ ความอยากรู้เห็นไปหมดทำให้สามารถเรียนรู้ได้หลายอย่าง จึงมีความสามารถหลายด้าน แต่ในด้านลบ อาจถูกมองว่าจับฉ่าย
 
และ OE มักเป็นคนที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับความหมายของชีวิตอยู่เสมอ ในแง่ดี OE จะพยายามเติมเต็มชีวิตตลอดเวลา แต่ในแง่ลบก็จะเกิดความเครียดจากการคอยตรวจสอบชีวิตแบบ real time  และผลก็คือ ไม่ค่อยจะพอใจสักที    
 
Imaginational Overexcitability : มีจินตนาการ fantasy ไปไกล มีความสามารถ visualize หรือ เห็นภาพเป็นรายละเอียดเมื่อจินตนาการ เวลาฝันอาจมีสีไม่ใช่ขาวดำ สนใจใน เพลง ศิลป วรรณกรรม บางครั้งอึดอัดเพราะไม่รู้จะอธิบายความคิดความรู้สึกได้ ตอนเด็กๆมักชอบเล่นแบบ fantasy คือสมมติตัวละครในใจขึ้นมาเป็นเพื่อนเล่นเอง คิดฝันไปคนเดียวนานๆ จนบางคนเลือกที่จะหลบซ่อนตัวอยู่ในจินตนาการที่สร้างขึ้นมา เพราะรู้สึกปลอดภัยและมีความสุข ซึ่งในที่สุด อาจนำไปสู่การปฏิเสธความจริง จนกลายเป็นโรคซึมเศร้าก็ได้
 
Psychomotor Overexcitability : หากสนใจอะไร จะมีพลังงานทุ่มเทให้กับความสนใจนั้นได้นานๆ สามารถทำในสิ่งที่ชอบได้อย่างไม่รู้สึกเหนื่อย มักพูดเร็วเมื่อเกิดความตื่นเต้น เมื่อเกิดอารมณ์ตึงเครียด อาจเกิดอาการมีระเบียบจัดหรือ overoganized  หรือไม่ก็ไม่มีระเบียบเอาเลยแบบ implusive บางกรณีเป็นคนนอนไม่หลับหรือ insomania
 
แต่นอกจากคุณสมบัติสามประการนี้แล้วเป็นไปได้มากว่า คนที่่ OE จะมีความเป็น highly sensitiver person คือมีคุณสมบัติอีกสองประการคือ  sensory + emotional sensitivity ของ highly sensitiver person HSP เข้าไปด้วย
 
ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น คุณสมบัติสองประการของ highl sensitive person ในสภาพคน overexcitability จะเป็นว่า:
 
Emotional Overexcitability : คน OE มักจะ “sense” ความรู้สึกของคนหรือกลุ่มคนได้ดี เพราะสามารถอ่านพฤติกรรมของคนได้ลึกกว่า นอกจากนั้น พวกเขามีความสามารถที่จะมี deep relationship และมีสามารถอารมณ์เชื่อมต่อกับคนอื่นได้มาก จนบางครั้งไม่รู้ว่าขอบเขตระหว่างความรู้สึกคนอื่นกับความรู้สึกตัวเองอยู่ตรงไหน และมักรู้สึกว่าตนจะต้องเป็น “emotional caretaker” หรือที่ปรึกษาดูแลคนอื่นเมื่อมีปัญหา แต่ OE เองกลับมักไม่สบายใจเมื่อตนเองเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง และพยายามหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดถ้าเป็นไปได้ เช่น โกรธมาก แต่ไม่แสดงออก  
 
OE หลายคนซ่อนอารมณ์มาก จนทำให้คนอื่นคิดว่าเป็นคนเฉยเมย เพราะในวัยเด็กพวกเขาพบว่า การแสดงออกทางอารมณ์ที่อ่อนไหวให้คนเห็นเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ส่วน OE อีกพวกที่ไม่ซ่อนอารมณ์ ก็มักจะถูกตำหนิว่า “เว่อร์” หรือ overreacct อยู่บ่อยๆ โลกของ OE ในเรื่องอารมณ์จึงไม่ง่าย หลายคนหมดพลังไปกับการพยายาม balance การแสดงออกทางอารมณ์ ระหว่าง “เก็บกด “กับ “เปิดเผย” จนทำให้ชีวิตไม่ราบรื่นนัก หลายครั้งที่คน OE รู้สึกว่าตัวเอง out of sync หรือเข้าไม่ได้ กับค่านิยม ทัศนะ ของสังคมที่อาศัยอยู่
 
Sensual Overexcitability : เช่นเดียวกับคน highly sensitive person คน OE ถูกกระตุ้นง่ายจาก เสียง ความวุ่นวาย ความรีบร้อน การขัดจังหวะ จนต้องหา downtime หรือเวลาที่อยู่คนเดียวเพื่อ recharge พลังเงียบๆ คน OE มักมีปัญหากับเสื้อผ้าที่คัน หรือรำคาญ tag ที่ติดมากับเสื้อผ้าจนต้องตัดออกเสมอ
 
และทั้งหมดนี้ คือ cheklist ของคน OE - overexcitability
 
แต่ก็เป็นได้อีกว่า บางคนเป็น OE อย่างเดียวล้วน คือไม่มีคุณสมบัติสองอย่างนี้ของ HSP คน OE แบบนี้ไม่เดือดร้อนต่อเสียงดังหรือคนเยอะ และออกจะเฉยๆ ไม่ได้มีอารมณ์อ่อนไหวอะไรมากมาย
 
ดังนั้น หากเขียนเป็นรูป set ก็จะเป็นวงกลมสองวงของ HSP และ OE โดยส่วนที่คาบเกี่ยวหรือ intersect กัน คือเป็นทั้ง HSP และ OE
 
สาเหตุการเป็น OE นั้นเป็นมาแต่เกิด คือระบบประสาทมีการเชื่อมต่ออย่างหนาแน่นระหว่าง “การรับรู้” กับ “การ process ข้อมูล” ทำให้การ process เป็นไปอย่างรวดเร็วในเวลาที่สั้นกว่าคนทั่วไปมาก 
 
ดูเผินๆเหมือนเป็น OE น่าจะดี เพราะมีอะไรพิเศษหลายอย่าง แต่ในโลกที่เป็นจริง นักจิตวิทยาเตือนว่า อาจไม่ใช่โชคดีนักที่เป็น OE เพราะมี OE จำนวนมากที่คุณสมบัติเหล่านี้หันกลับมาเล่นงานเอาจนชีวิตไม่ไปไหน หรือแม้กระทั่งเป็นปัญหาทำเอาชีวิตพัง
 
นักจิตวิทยา Imi Lo ผู้เขียนหนังสือ Emotional Sensitivity and Sensitivity บอกว่า คน OE ก็เหมือนรถสปอร์ตแรงจัด ประสิทธิภาพสูง สะใจ แต่ดูแลยาก เปราะบาง ใช้งานได้ดีกับถนนบางสภาพเท่านั้น หากดูแลไม่เป็น ก็พังเอาง่ายๆ
 
จึงไม่น่าประหลาดใจ ที่เส้นทางชีวิตของคนเรา เต็มไปด้วยซากรถสปอร์ต OE ที่จอดเสียหรือพังอยู่ข้างทางเต็มไปหมด  ที่สำคัญคือ คนที่เป็น OE เอง บางคนก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นรถสปอร์ต และมองตัวเองเหมือนรถ SUV เอนกประสงค์ ทำให้ชีวิตไม่ไปไหน
 
ความ overexcite “เว่อร์เกิน” ต่างๆทำให้ในวัยเด็ก OE มักถูกสั่งให้อยู่เฉยๆ เป็นการบ่มเพาะความรู้สึกว่าหาคนเข้าใจไม่ค่อยได้ OE หลายคนจึงเลือกที่จะ withdraw หรือถอนตัวออกจากสังคม ซึ่งไม่ได้จำเป็นว่าต้องหลีกหนีไปอยู่คนเดียว แต่เป็นการอยู่ในสังคมแบบ passive มากกว่า โดยเลือกที่จะเป็นผู้ดู แทนที่จะเป็นผู้ทำหรือผู้นำ เพราะกลัวว่า หากสวมบทบาทนั้น ก็จะมีคนรุมไม่เห็นด้วยกับวิธีการฉีกแนวและรู้สึกเจ็บปวดอีก
 
นอกจากนั้น ด้วยเหตุว่าเมื่อสมัยเด็ก OE ถูกเบรคอาการอยู่บ่อยๆ ทำให้ตอนโตเมื่อมีความพยายามถึงจุดหนึ่ง ก็อาจหยุดที่จะพยายามต่อ เลิกเสียกลางคัน เพราะติด“เบรค” ที่ตัวเองสร้างไว้จากการฝังใจในวัยเด็ก  คน OE หลายคนจึงไม่สามารถใช้ศักยภาพที่มีได้อย่างเต็มที่ เมื่อใดที่เจอปัญหาท้าทาย อาจหันหลังให้ หรือ detach ตัวเองจากสถานการณ์นั้น เสมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่รู้ไม่ชี้ เพื่อที่ชีวิตจะได้ดำเนินไปปกติเหมือนเดิม โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับความประหม่าที่ตนเองเคยเจอจากสังคมรอบข้าง  
 
คน OE หลายคนเลยไม่กล้าที่จะสื่อความหมายออกมาชัดเจน แต่ใช้วิธี talk around หรือ talk about พูดอ้อมไปมา หวังให้คนเข้าใจโดยไม่กล้าพูดตรงๆ  การไม่สามารถแสดงออกความเป็นตัวตนได้นี้ อาจทำให้เกิดการเครียดแบบต่อเนื่องแบบ chronic พร้อมกับรู้สึกไม่พอใจตนเองที่ต้องคอยแอบอยู่ตลอดเวลา แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่กล้าเป็นตัวของตัวเอง เพราะคิดว่าเสี่ยงเกินไป
 
สรุปคือ OE มักจะได้ feedback จากสังคมโดยไม่ได้ตั้งใจว่า “อย่าใช้ความเป็น OE ให้มากนัก” แต่เพื่อก้าวข้ามปัญหานี้ นักจิตวิทยาแนะว่า “ใช้ความเป็น OE ให้สุดๆ ไม่ต้องอั้นไว้ แต่ต้องทำอย่างมีศิลปะ”
 
แต่ “ทำอย่างมีศิลปะ” ที่ว่า เป็นเรื่องยาวและละเอียดอ่อน  บางกรณีที่ซีเรียสอาจต้องพึ่งการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ (ไม่ใช่ จาก life coach)
 
อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาเตือนว่า เมื่อค้นพบว่าตนเองน่าจะเป็น OE / HSP แล้ว เรื่องแรกคือ คน OE ต้องไม่คิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น การเป็น OE เป็นเพียงความแตกต่างอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง เช่นเดียวกับไม่มีใครบอกว่า รถสปอร์ตเป็นรถที่ดีกว่ารถ SUV
 
เพราะถ้าหากคิดว่าตนเองอยู่สูงกว่าคนอื่นแล้ว ก็ไม่สามารถจะเชื่อมต่อ connect กับใครได้จริง ปัญหาก็จะคงอยู่อย่างนั้น และความสามารถที่มี ก็จะไม่ได้ถูกนำมาใช้ไปตลอดกาล
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ดูหนัง Darkest Hour แล้วย้อนมองผู้นำประเทศตัวเอง
fill in เดิมใช้กับการเติมภาพที่ขาดหายไปจากการมอง แต่ต่อมาได้ถูกนำไปใช้กับแทบทุกเรื่องไม่เพียงแค่การมอง