หญิงชายอีกคู่หนึ่ง ใช้ชีวิตด้วยกันมานานเช่นกัน ถึงแม้ทั้งคู่จะใช้เวลาร่วมกันไม่น้อย แต่ในรายละเอียดแล้ว ต่างคนต่างมี passion ที่ต่างกันกัน ทำให้แต่ละคนมักแยกไปทำกิจกรรมที่ตัวเองสนใจ และใช้เวลาอยู่กับตนเองหรือกลุ่มสังคมร่วมกิจกรรมอยู่บ่อยๆ เมื่อเจอในงานสังคม แต่ละคนจะต้องตอบคำถามว่า อีกคนไม่มาเพราะไปทำอะไรอยู่เสมอ
คำถามคือ คู่ไหนน่าจะมีความสุข? คู่ไหนน่าจะรักกันมากกว่า?

เราคุ้นเคยกับที่พูดว่า ความสัมพันธ์จะยั่งยืนได้ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริง และความสัมพันธ์จะล้มเหลวก็เพราะตั้งอยู่บนเรื่องหลอกๆ
แต่ทว่า ในโลกของความจริง นักจิตวิทยาบอกว่า มีคนจำนวนมากมายเหลือเกิน และอาจจะส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ ที่ทำตรงข้าม นั่นก็คือ “จะรักษาความสัมพันธ์ให้ยาวๆยั่งยืนต่อไปได้เรื่อย ก็ต้องอยู่ในโลกของความไม่จริง”
และก็ดูเหมือนทำสำเร็จได้เสียด้วย เพราะเมื่อไหร่ที่หันเข้าหาความจริงละก็ ชีวิตคู่ของพวกเขาอาจจะพังครืนทันที
นับว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ดูยั่งยืน ชึวิตคู่ดูประสบความสำเร็จ อยู่กันยาวนาน แต่ที่สำคัญที่สุดคือ การอยู่บนโลกที่ไม่จริงนั้น มีความสุขจริงหรือไม่? และรักกันมากมายหรือไม่?
นักจิตวิทยาชื่อดัง Dr. Robert Firestone ให้นิยามความสัมพันธ์ในลักษณะนีั้ว่า “fantasy bond” หรือ “ความสัมพันธ์ฝันๆ” ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในจินตนาการมากกว่าจะเป็นความจริง โดยจินตนาการนี้เองที่ใช้เชื่อมต่อความสัมพันธ์ให้คงไว้
การใช้ จินตนาการ ทำด้วยการพึ่งพาสัญญลักษณ์ประเภท ritual หรือประเพณีที่หมายถึงชีวิตคู่ที่ดี เช่น การฉลองวันเกิด การออกงานสังคมด้วยกัน หรือการปรากฏตัวด้วยกัน ถึงแม้ว่า ในใจจริงๆแล้วต่างคนต่าง “ทำไปอย่างนั้นเอง” เพราะไม่ได้มีความต้องการอยากทำจริงๆ แต่ที่ทำเพราะ “สังคมคาดหมายว่าต้องทำแบบนี้” ก็เลยต้องทำตาม และตราบใดที่ทั้งคู่ยังทำได้อยู่ ก็จะเกิดความเชื่อเองว่า ชีวิตคู่ “ยังไปได้” รวมทั้งสังคมรอบข้าง
แต่เป็นการ”ยังไปได้” ทั้งๆ ที่ความรู้สึกโหยหาต่อกัน หรือ intimacy นั้น ได้เหือดแห้งไปแล้ว
เพราะอาการต่างๆของ fantasy bond เริ่มปรากกฎ เช่น สายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม จากเดิมที่มองด้วยความหมาย ก็กลายเป็นมองผ่านๆ, เริ่มคุยกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง เรื่องเล็กที่เคยมองข้าม ตอนนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่, ในความทรงจำระลึกได้แต่เรื่องแย่ๆ, และที่สำคัญคือ ความเป็นตัวของตัวเอง หรือ self identity ลดลง โดยสังเกตจาก เดิมที่ใช้เคยสรรพนามบุรุษที่หนึ่งคือ “ฉัน” กลายเป็น “เรา” แทน
ดูเผินๆเหมือนว่า “เรา” หมายถึง สองคนรวมเป็นหนึ่งเดียว น่าจะเป็นเรื่องที่ดีสำหรับชีวิตคู่ แต่ Firestone ให้ข้อคิดว่า ความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนนั้นคือ การยอมรับในความเป็นตัวตนของแต่ละคน ไม่ใช่การคิดเหมารวบเป็นคนเดียวว่าต้องทำอะไรเหมือนๆกัน ซึ่งนั่นกลับจะทำให้คุณค่าของแต่ละคนลดลง และการลด self identity นี่เอง คือ อาการสำคัญของ fantasy bond ที่นำไปสู่ปัญหา
Firestone บอกว่า แรกเริ่มเมื่อคนรักกัน การกระทำต่างๆจะมาจากใจ ที่ทำลงไปเพราะอยากทำอย่างนั้นๆจริงๆ แต่ละคนกล้าเสี่ยงที่จะเปิดเผยตัวเองออกมา ความแตกต่างกันและกันกลายเป็นเรื่องน่าสนใจ น่าเรียนรู้ วันเวลาผ่านไปด้วยความทรงจำที่ดี
แต่เมื่อความสัมพันธ์พัฒนาจนตกลงกลายเป็นคู่รักกันแล้ว และเวลาผ่านไประยะหนึ่ง ความรู้สึกที่เคยมีให้กันก็เริ่มจางลง หลายอย่างที่ทำกลายเป็นเพียง routine หรือ “doing by default” ในแต่ละวันของปฏิทินเต็มไปด้วย “สิ่งที่ควรทำ หรือ สิ่งที่ต้องทำ” มากกว่า “สิ่งที่อยากทำ”
Firestone เชื่อว่า ที่ความสัมพันธ์จืดชืดลงก็เพราะ คนใดคนหนึ่ง หรือทั้งสองคน ทำให้เป็นเช่นนั้นเอง โดยไม่ไม่รู้ตัวด้วยว่าทำอะไรลงไป
ทฤษฎี fantasy bond ของ Firestone อธิบายว่า สาเหตุคือ กลไกลจิตวิทยา ว่าด้วย การติดนิสัยธรรมชาติในวัยเด็ก ที่เมื่อเวลารู้สึกไม่ปลอดภัย เด็กทารกจะมีจินตนาการว่า พ่อแม่จะมาคอยปกป้อง ถึงแม้จะมองไม่เห็นพ่อแม่ในตอนนั้นก็ตาม ทำให้เมื่อถึงวัยผู้ใหญ่ ก็ยังติดการจินตนาการทำนองนี้อยู่ เพียงแต่เปลี่ยนจากพ่อแม่ เป็นคนรัก ทำนองว่า ชีวิตจะดำเนินไปได้ด้วยดี มั่นคง ก็ต่อเมื่อมีชีวิตคู่หรือสถาบันครอบครัว มารองรับ
และความต้องการพึ่งพาคู่ชีวิตนี้เอง ที่ทำให้เมื่อความสัมพันธ์พัฒนาไปจนถึง stage ที่จริงจัง หลายคนจึงเริ่มถามหาความมั่นคง ต้องการความมั่นใจว่า ชีวิตคู่ที่กำลังจะดำเนินต่อไปจากนี้ มีความมั่นคงพึ่งพาได้
ทัศนะนี้นี่เอง ที่ทำให้บางคนเปลีี่ยนตัวเองจาก adventure mode ที่ กล้าลอง กล้าผิดหวัง กล้าท้าทาย ในความสัมพันธ์ช่วงแรก มาเป็น defensive mode ที่หันมาปกป้องสถานภาพและผลประโยชน์ตัวเองแทน ในความสัมพันธ์ช่วงหลัง
และใน defensive mode นี้ ที่บางคนยอมย้ายตัวเองจากความจริง ไปอยู่ในจินตนาการหรือ fantasy ที่ถือว่าความมั่นคงในชีวิตคู่นั้นสำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด จนยอมแลกกับอะไรก็ได้ที่สร้างความมั่นใจนี้ แม้กระทั่งแลกกับความรักที่มีต่อกัน ขอให้ยังอยู่เป็นคู่ด้วยกัน ก็พอ
และนั่นก็คือ การหลีกเลี่ยงการจูนเข้าหากันด้วยตัวตนที่แท้จริง (ซึ่งมีความเสี่ยงมากกว่า เพราะอาจจะจบลงด้วยการแยกทางกันก็ได้) มาเป็น การประนีประนอม compromise ด้วยการตัดทอนความเป็นตัวตนกันและกัน แทน
การตัดทอนตัวตนที่ว่า คือการที่ 1.ตัวเองยอม หรือไม่ก็ 2.ต้องการให้อีกฝ่ายยอม เปลี่ยนความเป็นตัวของตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ หลีกเลี่ยงการมีเรื่อง เพื่อให้ชีวิตคู่ดูราบรื่นมั่นคง
ถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะแย้งว่า การใช้ชีวิตคู่คือการ compromise กันอยู่แล้ว ไม่น่าจะผิดอะไร แต่นั่นควรจะหมายถึง การ compromise ที่เป็นการยอมรับในตัวตนแท้ๆของแต่ละฝ่าย ไม่ใช่การลดตัวตน กลายเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่ตัวเรา
เพราะนั่นคือ การลด self identity อันจะยังผลให้ชีวิตคู่ไม่สามารถมีความสุขได้จริง และที่สำคัญอย่างยิ่งคือ: ทำให้ความรักที่ควรจะมีให้กันลดลง
เพราะว่า ความรักแท้จริงย่อมไม่สามารถมาจากตัวตนหลอกๆที่เราพยายามฝืนเป็น เพราะมันไม่ใช่ตัวเราจริงตั้งแต่ต้นแล้ว คนเราจะรักกันมากๆได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่มาจากตัวจริงของเราเอง ?
เท่ากับว่า การไปหมกมุ่นกังวลกับความมั่นคงในชีวิตคู่ กลับทำให้รักกันน้อยลง นั่นคือ สิ่งที่เราต้องการปกป้องอย่างที่สุดคือ ความรัก กลับถูกทำลายเสียเอง
การอยู่ในสภาพ fantasy bond อาจจะดูเผินๆเหมือนมีเสถียรภาพ เกิด equilibrium เพราะอยู่ด้วยกันได้ยาวนาน แต่ที่จริงแล้ว fantasy bond ไม่ได้เป็นสภาพที่เสถียรจริง โดยในสภาพ equilibrium ที่แท้จริงนั้น ต่างคนต่างไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรอีก เนื่องจากเท่าที่เป็นอยู่ ก็ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว
แต่ในสภาพ fantasy bond นั้น ไม่ใช่อย่างนั้น นั่นคือ หากคนหนึ่งไม่ยอมอดทนต่อไป และยกเลิกความสัมพันธ์ขึ้นมา สถานภาพของคนนั้นอาจจะดีขึ้นกว่าเดิมก็ได้ เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้นั้น กลับไปทำ และ กลับไปเป็น ในสิ่งที่ต้องการและรอคอยมานาน อีกทั้งจริงๆแล้ว ก็ยังมีการปะทะกันอยู่ดี เพราะไม่ได้รักกันมาก และมักจบลงด้วยการ shutdown โดยปัญหายังไม่ได้ถูกแก้ไขและสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ รอวันปะทุใหญ่
และนั่นหมายความว่า fantasy bond ไม่ได้มีเสถียรภาพจริง เพราะมีแรงจูงใจชวนเปลี่ยนแปลงได้ทุกขณะ ขึ้นกับว่าคนหนึ่งจะหมดความอดทนเมื่อไหร่
นอกจากนั้น ในสภาพ fantasy bond ยังปรากฏว่า หลายคนเกิดความรู้สึกผิดที่จะปล่อยใจรักให้สุดๆ เพราะกลัวเสี่ยงต่อความผิดหวังอย่างรุนแรงได้ ทำให้ต้องเบรคความรักไว้ ยิ่งคนที่เคยมีประสบการณ์เจ็บช้ำในอดีต ก็อาจจะยิ่งไม่กล้ารักใครมากๆอีก จนบางเป็นแฟนได้เฉพาะกับคนที่ตัวเองไม่ได้รักจริง
และนั่นถึงอธิบายว่า ทำไมบางคนพอเข้าสู่ stage ชีวิตคู่จริงจังอย่างเป็นทางการ และเริ่มประกาศต่อสังคมแล้ว พวกเขาถึงได้เปลี่ยนไป จากเดิมที่เต็มไปด้วยความโรแมนติกมากมาย กลายเป็นคนเฉยๆ เริ่มห่างไปฉับพลัน จนมีการพูดประชดว่า ชีวิตคู่มาเริ่มต้นขาลง ก็ต่อเมื่อหลังจากเปลี่ยน status ใน Facebook จาก single เป็น in relationship นั่นเอง
กลายเป็นว่า ในกรณีของ fantasy bond “คนเราต้องการปกป้องชีวิตคู่ ด้วยการรักให้น้อยลง” ซึ่งย่อมดูไม่เป็นตรรกะเลย แต่นั่นคือชีวิตจริงของคนจำนวนมาก
Firestone บอกว่า เรื่องนี้มีทางเลี่ยงได้ ไม่ไช่ว่าชีวิตคู่จะต้องยอมอยู่กันเซ็งๆขนาดนั้น โดยหลักการคือ จะต้องยอมรับความเป็นตัวตนของอีกฝ่าย ยอมรับในความแตกต่าง ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อแต่ละฝ่ายยอมที่จะลดกำแพงใน defensive mode ลง เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา เลิกสร้างภาพ เลิกคิดเรื่องได้เปรียบหรือเสียเปรียบ และมีใจกว้างพอที่จะยอมรับ space หรือ พื้นที่ส่วนตัว โดยไม่รุกล้ำซึ่งกันและกัน สนใจเวลาที่จะอยู่ร่วมกันในเชิงคุณภาพ ไม่ใช่ในเชิงปริมาณ
ซึ่งนั่นหมายความว่า เราต้องยอมเปิดโอกาสที่จะยอมเจ็บปวดหรือผิดหวัง ได้เสมอ ถึงจะกลับไปมีโอกาสที่จะมีความสุขในชีวิตคู่กันได้จริงและยาวๆได้ เท่ากับว่า ต้องกล้าจะมีทุกข์ ถึงจะมีความสุขได้
และนี่คือความจริงแบบ paradox ที่ไม่ต้องพึ่ง fantasy






