รู้ไหมว่ามึงทำให้ชีวิตกูพังชิบหายย่ำแย่ถึงเพียงนี้!! ทำไมกูต้องมาทนอดๆ อยากๆ เพื่ออะไร? แล้วกูจะโง่รออะไรอยู่ล่ะ กลับไปขายหอยเหมือนเดิมดีกว่า เผื่อชีวิตจะกลับมาดีอีกครั้ง..
ครั้งหนึ่ง ท่านแม่เคยพูดกับดิฉันว่า “ถ้าคิดจะเหี้ย ก็เหี้ยให้ได้ดีไปเลย” วันนี้ฉันอยากจะบอกแม่ว่า “หนูอาจเหี้ยเพราะเป็นกะหรี่ แต่อาชีพนี้ก็ทำให้หนูได้โล่รางวัลมาหลายรางวัลเลยนะคะแม่”
นึกถึงครั้งแรกที่ต้องไปขายตัวที่บาห์เรน วันนั้นชีวิตฉันโคตรตกอับสาหัสมาก ขนาดกลับไปขายตัวก็ยังไม่มีใครอยากรับ เพราะวัยของฉันมันใกล้ล่วงเลยเต็มที อันที่จริงฉันก็เคยตะเวนขายตัวมาหลายประเทศแล้ว แต่มาหยุดขายตอนอายุ 29 ปี ก็เพราะมาได้ผัวคนไทยนี่แหละ เราอยู่ด้วยกันมาเกือบ 10 ปี ตอนนั้นหลงดีใจบอกกับตัวเองว่า “ในที่สุดกูก็เลิกขายตัวจนได้ ใครบอกว่าเป็นกะหรี่แล้วเลิกยาก ต้องขายตัวยันแก่ตายวะ?” แล้วปาฏิหาริย์ก็มีจริง เมื่อจู่ๆ สามีก็มาทิ้งฉันอย่างไม่มีเยื่อใย ในวัยที่ฉันย่างเข้า 37 ปี วันนั้นฉันล้มไม่เป็นท่าแถมหมดตัว เงินจะซื้อข้าวกินสักบาทยังไม่มี
ด้วยความที่ฉันก็ไม่อยากกลับขายตัวจึงยอมอายไปยืนขายขนมปังอยู่ตามฟุตบาท ย่านรัชดาฯ ช่วง 4-5 วันแรกขายขาดทุน ขนมเหลือทุกวัน ฉันร้องให้ทุกวันเพราะเงินทุนที่เหลืออยู่ไม่กี่ร้อยบาทใกล้จะหมดเต็มที แต่พอหนึ่งอาทิตย์ผ่านไปก็เริ่มขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แล้วไม่ทันถึงเดือนเจ้าหน้าที่เทศกิจก็มาไล่ที่ไม่ให้ขายซะอย่างงั้น ช่วงนั้นชีวิตซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ สงสัยดวงจะได้กลับไปเป็นกะหรี่ซะมั้งกู!?
แต่ฉันก็ไม่ยอมแพ้ เพราะไม่อยากกลับไปขายตัว จึงไปสมัครเป็นพนักงานปูเตียงและทำความสะอาดอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท จากอาชีพปูเตียงในระยะเวลาหนึ่งปีฉันผ่านงานมาหลายโรงแรม มันทำให้ฉันได้เห็นความจริงมากมายจากเพื่อนๆ ร่วมงานหลายคนว่า พวกเธอมีสร้อยทองเส้นโตๆ ใส่มาอวดโชว์กัน มีเงินทองใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แถมบางคนมีรถเก๋งขับมาทำงานอีกต่างหาก แต่ละคนแข่งกันอวดมั่งอวดมี ตอนนั้นฉันเริ่มแปลกใจว่าทำไมชีวิตพวกเธอดี้ดี ทั้งที่เงินเดือนก็ไม่ถึงหมื่นบาท
แล้วฉันก็มารู้ความจริงว่าพวกหล่อนหารายได้พิเศษด้วยการไปหลับนอนกับแขกที่เข้าไปทำห้องให้เป็นประจำ จะว่าไปก็ไม่ต่างจากขายตัวนั่นแหละ นี่คือเรื่องที่ฉันไม่เคยรู้ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าอาชีพแบบนี้ก็แอบแฝงขายบริการเช่นกัน (ไม่ได้เหมารวมว่าทำกันทุกคนนะคะ) แต่เพื่อนที่ฉันคบและสนิทสนมก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้น ตัวฉันเองก็เคยมีแขกมาชวนไปเที่ยวไปดื่มหลังเลิกงานนะ และสุดท้ายก็คงไม่พ้นต้องไปนอนปี้กัน บอกตรงๆ ว่าสองจิตสองใจก็อยากไปอยู่นะ แต่กลัวถูกจับได้แล้วโดนไล่ออกจากงาน
ช่วงที่ชีวิตตกอับ ฉันด่าไอ้ผัวเฮงซวยทุกวัน ไอ้เวร ไอ้เลว ไอ้ระยำ มึงมาทิ้งกูตอนนี้ได้ยังไงวะ มึงจะรู้ไหมว่ามึงทำให้ชีวิตกูพังชิบหายย่ำแย่ถึงเพียงนี้!! แล้วฉันเริ่มถามตัวเองบ่อยๆ ว่า “นี่กูกำลังทำบ้าอะไรอยู่วะ ทำไมกูต้องมาทนอดๆ อยากๆ เพื่ออะไร? ทำไมต้องให้คนนู้นคนนี้มาดูถูกด้วย?” เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วกูจะโง่รออะไรอยู่ล่ะ กลับไปขายหอยเหมือนเดิมดีกว่า เผื่อชีวิตจะกลับมาดีอีกครั้ง
วันแรกของการกลับสู่เส้นทางขายบริการ คือบาร์ญี่ปุ่นย่านธนิยะ ฉันไม่เคยลืมเหตุการณ์วันนั้นที่ต้องไปเดินตระเวนสมัครงานตั้ง 5-6 บาร์แล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครรับทำงานสักแห่ง เหตุเพราะกูแก่นั่นเอง คืออายุปาเข้าไป 39 ปีแล้ว (แม่งโคตรท้อ โคตรอายตัวเองเลยวะ) วินาทีนั้นสิ่งเดียวที่จะทำให้ฉันได้งานก็คือ ต้องโกงอายุในบัตรประชาชน ด้วยการถ่ายเอกสารแล้วเปลี่ยนอายุจาก 39 ให้เหลือ 32 ปี
เอ่อ… ค่อยดีหน่อย แล้วคืนนั้นซาโจ้แก่ๆ ชาวญี่ปุ่นเจ้าของบาร์แห่งหนึ่งก็รับฉันเข้าทำงาน โดยให้ทดลองงานก่อน 1 เดือน ถ้าผลงานดีถึงจะมีเงินเดือนให้ 20,000 บาท แต่ถ้าคืนไหนไม่ได้ลูกค้า ทางร้านจะจ่ายให้ 200 บาทเป็นค่ารถกลับบ้าน… สองอาทิตย์ผ่านไป กูรับเงินค่ารถ 200 บาทแล้วกลับบ้านนอนทุกคืน ในคืนต่อมาซาโจ้ก็มากระซิบบอกฉันว่า “วันนี้ฉันจะจ่ายเงินให้เธอ 3,000 บาท แล้วพรุ่งนี้เธอไม่ต้องมาทำงานอีกต่อไป..






