OPINION

ชีวิตนี้ไม่คิดว่าจะไปเป็นกะหรี่บาห์เรน ตอนที่ 26

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
1 พ.ย. 2560
หลังจากส่งผลงานไปได้ 2 วัน ฉันก็ได้รับโทรศัพท์จากผู้ชายคนหนึ่งโทรมาถามว่าคุณชื่อเอรี่ใช่ไหม? ฉันตอบว่าใช่
เขาก็บอกว่า เรื่องราวของคุณน่าสนใจนะ แต่คุณผิดเงื่อนไขหลายอย่างต้องนำกลับไปแก้ไขแล้วค่อยส่งมาใหม่ เช่น
1. คุณต้องตั้งชื่อเรื่องมาด้วย
2. เราไม่รับต้นฉบับเป็นลายมือคุณต้องพิมพ์มาเท่านั้น
3. คุณต้องมีชื่อบทแต่ละบทมาด้วย

พอฟังว่าต้องแก้นู่นนี่นั่น ฉันก็ถอดใจขอไม่ส่งงานเข้าประกวด เขาถามกลับมาว่าทำไมล่ะ? ฉันนตอบไปว่า ก็ฉันพิมพ์
งานไม่เป็น เขาจึงแนะนำให้ฉันไปจ้างคนพิมพ์ก็ได้ จัดว่าเป็นความคิดที่ดี แต่ปัญหาคือฉันไม่มีเงินไปจ่ายค่าพิมพ์หรอก
ตั้งหลายพันบาท และรู้สึกว่าทำไมเงื่อนไขมันช่างยุ่งยากอย่างนี้วะ

แต่ฟังจากน้ำเสียง เหมือนว่าเขาต้องการให้ฉันส่งผลงานนี้ให้ได้ ฉันจึงตัดสินใจไปขอเงินเดฟมา 5 พันบาท เป็นค่าพิมพ์
งานด่วน 4,000 บาท จากนั้นก็ตั้งชื่อบทแต่ละบท โดยคิดอะไรได้ก็ตั้งไปมั่วๆ แล้วก็ตั้งชื่อหนังสือว่า
"ฉันคือเอรี่ กับประสบประการณ์ข้ามแดน"

สาเหตุที่ตั้งชื่อนี้ก็เพราะว่า ไอ้ป๊ายากูซ่าที่ฉันไปอยู่ด้วย เป็นผู้ตั้งชื่อนี้ให้ฉัน เขาบอกว่าชื่อนี้หมายถึงผู้หญิงที่สมบูรณ์
เพียบพร้อม ประมาณว่ามั่งคั่งร่ำรวยอะไรแบบนี้ แต่ตลอดเวลา 20 กว่าปีที่ฉันใช้ชื่อนี้ก็ไม่เห็นว่าจะเป็นอย่างที่ไอ้ป๊าบอก
ก็เลยตั้งไปด้วยความประชดประชัน

จากนั้นก็ส่งผลงานกลับไปอีกครั้ง ซึ่งเป็นวันสุดท้ายพอดี หากต้องให้กลับมาแก้อีก ฉันคงไม่เอาด้วยแล้ว รู้สึกว่า
ทุกอย่างมันช่างยากเย็นเหลือเกิน ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ หลังจากนั้นฉันก็ตั้งตารอผลประกาศรางวัลอีกครั้ง

ระหว่างนั้นฉันได้ข่าวดีจากเดฟว่าให้ฉันไปเที่ยวญี่ปุ่น เพราะเดฟไปประจำการอยู่ที่นั่น 1 เดือน ฉันบอกว่า
คงไปไม่ได้หรอก เพราะฉันไปสร้างวีรกรรมไว้เยอะมาก ติดคุกอีกตั้ง 2 รอบ เขาคงไม่ให้ฉันเข้าประเทศ
เดฟบอกว่าก็ลองไปขอวีซ่าดูก่อนสิ แล้วเขาจะการันตีและออกค่าใช้จ่ายให้ทุกอย่าง

ฉันทำตามที่เดฟบอกทุกอย่าง แล้วผลปรากฏว่าวีซ่าไม่ผ่านจริงๆ แต่โชคดีที่เขาให้ฉันแก้ตัวกลับไปเขียน
คำร้องมาใหม่ว่าเพราะอะไรถึงอยากกลับไปญี่ปุ่นอีก แล้วฉันก็เขียนระบายนุ่นนี่นั่นไปให้สถานทูตฟัง เพื่อขอความกรุณา
ให้ออกวีซ่าให้ฉันกลับไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นอีกครั้ง และบอกว่าตอนนี้ฉันเลิกขายบริการมานานแล้ว...ปรากฏว่าวีซ่าผ่านค่ะ

จากนั้นฉันก็แพ็คกระเป๋าเดินทางบินไปหาเดฟทันที ขณะที่กำลังผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง หัวใจฉันเต้นรัวระทึก
คิดในคิดในใจว่า “งานนี้กูเข้าไม่ได้แน่” แล้วเจ้าหน้าที่ก็ขอให้ฉันสแกนนิ้วมือ จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นมองฉัน
แล้วกวักมือเรียกเจ้าหน้าที่บริเวณนั้นพร้อมกับหันมาพูดกับฉันว่า
“Go to Office” นั่นไง… กูนึกแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้!!

จากการสแกนนิ้วมือ เจ้าหน้าที่ ต.ม. พบประวัติว่า เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ฉันเคยมาค้าบริการทางเพศที่นี่และเคยติดคุก 2 รอบ
แล้วถูกส่งตัวกลับไป พระเจ้าจ๊อด...ขนาดผ่านไป 20 ปีแล้วแม่งยังตรวจประวัติกูเจออีก กูไม่อยากเชื่อเลยอ่ะ!!

4 ชั่วโมงเต็มๆ ที่ฉันถูกสอบปากคำอยู่ในออฟฟิศสนามบินนาริตะโดยที่เดฟนั่งรออย่างใจจดจ่ออยู่ด้านนอก วันนั้นฉันได้เห็น
ความพยายามของเดฟที่เขาพร้อมจะแสดงความรับผิดชอบต่อเจ้าหน้าที่เพื่อพาฉันนเข้าญี่ปุ่นให้ได้...แล้วเดฟก็ทำสำเร็จจริงๆ

2 อาทิตย์ที่ฉันเข้าไปอยู่ในเบส ค่ายทหารอเมริกาที่เมืองโยโกสุกะ ฉันมีความสุขมากๆ ได้พาเดฟนั่งรถไฟไปเที่ยวสถานที่เก่าๆ
ในเมืองโตเกียวที่ฉันเคยมาใช้ชีวิตอยู่ถึง 7-8 ปี ตั้งแต่ชินจูกุ โร๊ปป๊งยี่ กินซ่า ฮาราจูกุ ฯลฯ ตอนนั้นฉันน่าจะเป็นรุ่นสุดท้าย
ของคำว่า “มาขุดทอง” แต่จริงๆ แล้วแทบจะไม่เหลือเศษทองให้ขุด
 
และที่จะพลาดไม่ได้ต้องพาเดฟมาให้ได้คือเมืองโยโกฮามา เพราะที่นี่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของชีวิตฉัน ที่เคยไปเป็น
เด็กเสิร์ฟอยู่ในไชน่าทาวน์ แล้วพาเดินเที่ยวดูพื้นที่เดิมๆ ที่เคยมาหากิน และฉันก็เป็นคนแรกที่มาบุกเบิกเดินจับแขกในย่าน
ริมคลองซากุระคิโจ

เหตุที่มาเดินก็เพราะเมาโดมิคุ่ม จนเป็นที่มาของผู้หญิงหลายชาติพากันจับแขกมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเหตุให้พวกยากูซ่าขาใหญ่มาเดิน
เก็บค่าคุ้มครองจากพวกเราคืนละ 5,000 เยน (แต่ไม่เคยคุ้มครองเชี้ยอะไรเลย)

ตอนนั้นถึงแม้พื้นที่ตรงนี้จะเปลี่ยนแปลงไปมาก มีตึกรามบ้านช่องผุดขึ้นเต็มไปหมด แต่ก็ยังพอเห็นเค้าโครงเลือนรางของสถานที่เดิมๆ
อยู่บ้าง ฉันยืนมองดูจุดเดิมๆ แล้วภาพเก่าๆ ก็วิ่งเข้ามาในสมอง มันคือภาพตัวฉันกำลังเมายาโดมิคุ่มแล้วเดินตากฝน ตากหิมะเพื่อ
หาลูกค้าให้มาใช้บริการ ไม่อยากเชื่อเลยว่า ผ่านไปแล้ว 20 ปี วันนี้จะได้กลับมายืนตรงจุดนี้อีกครั้ง วันนั้นยังจำคำพูดของเดฟได้ไม่เคยลืม
เขาเข้ามากอดฉัน แล้วพูดว่า 
“มันผ่านไปแล้ว... ตอนนี้เธอคือฮีโร่!” 
เดฟทำให้ฉันยิ้มออกถึงกับขำก๊าก ฮีโร่กับงานขายตัวเนี่ยนะ!?
2 อาทิตย์ผ่านไป ได้เวลาที่ฉันต้องกลับเมืองไทยตามสัญญาที่ให้ไว้กับเจ้าหน้าที่ ต.ม ว่าอนุญาตให้ฉันอยู่ได้แค่นี้
1 เดือนต่อมา ฉันก็ได้รับโทรศัพท์จากผู้ชายคนเดิม “ขอแสดงความยินดีด้วย คุณได้รางวัล ติด 1 ใน 3 ต้องมารับรางวัลด้วยตัวเอง”

ตอนนั้นฉันต่อรองกับเขาว่าให้ญาติไปรับแทนได้ไหม เพราะฉันกำลังจะเดินทางไปทำงานต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เขาบอกว่าไม่ได้
ต้องมารับด้วยตัวเองเพราะมันสำคัญกับคุณมาก

ที่ฉันตัดสินใจไปทำงานต่อที่สวิส เพราะรอฟังผลประกาศมานานหลายเดือนแล้ว แต่ก็ไม่ประกาศสักที ยิ่งอยู่ไทยนานไปก็ยิ่งจะ
ไม่มีเงินกินใช้ ถึงแม้เรียนแต่งหน้าจบมาแล้วแต่ก็ยังหางานทำไม่ได้ เพราะสถานที่ๆ ฉันไปสมัครแต่งหน้าส่วนใหญ่จะยอมรับฝีมือ
จากช่างสาวประเภทสอง ก็เลยตัดสินใจไปสวิต ต้องใช้แท็กอีก 1 ล้านบาท โดยที่ไม่บอกให้เดฟรู้ เพราะไม่อยากให้เขาเสียใจ

ในที่สุดฉันก็ต้องไปรับรางวัลตามคำเชิญ ฉันทำใจไว้ว่างานนี้ได้ที่ 3 ก็พอใจแล้ว แค่นี้ก็ถือว่าดีมากสำหรับคนที่ไม่เคยเขียนหนังสือ
มาก่อนในชีวิต เพราะฉันแค่อยากใช้หนี้จอยให้จบๆ กันไป จากนั้นก็จะเดินทางไปทำงานต่อที่สวิสสักที

วันที่ไปรับรางวัล ฉันไปกับพี่สาวและเพื่อนที่เรียนแต่งหน้ามาด้วยกัน รู้สึกตื่นเต้นดีใจมาก แต่พอมาเห็นงานแล้วก็ต้องเป็นซุปเปอร์
ตื่นเต้นเพราะมีคนมาในงานนี้เป็นร้อย แถมยังจัดในแบงค์กรุงเทพ สำงานงานใหญ่อย่างหรูหรา มีนักข่าวจากหลายสำนักสะพายกล้อง
อีกเพียบ ฉันนึกในใจว่าทำไมงานมันใหญ่โตอลังการอย่างนี้วะ

ตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวว่า นี่คนในงานทั้งหมดจะต้องเห็นหน้ากู และรู้ว่ากูเคยขายตัว เคยติดคุกอีกต่างหาก…. “ตาย ตาย ตาย!!!
น่าอับอายฉิบหาย...กูจะทำยังไงดี!!?”

ผลการประกาศรางวัลอันดับ 3 และอันดับ 2 ผ่านไปคราวนี้ เป็นพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ขึ้นมาประกาศรางวัล พอท่านพูดว่า
“รางวัลนี้เป็นของผู้หญิงขายบริการและเคยผ่านชีวิตอยู่ในเรือนจำมาหลายแห่ง”
ฟังแค่นี้ฉันก็น้ำตาแตก... กูแน่ๆ กูแน่ๆเลย!!!
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาชีวิตฉันก็เปลี่ยนไปเพียงชั่วข้ามคืน เพราะมีรายการทีวีแทบทุกช่องเชิญฉันไปให้สัมภาษณ์ โดยเฉพาะรายการเจาะใจ
ซึ่งเป็นรายการแรกที่ให้เกียรติเชิญฉันไปให้สัมภาษณ์ จนคนทั้งประเทศรู้จักหนังสือฉันมากขึ้น

5 ปีที่ผ่านมา ฉันกลายเป็นนักเขียนวนเวียนอยู่ในเส้นทางน้ำหมึกมาจนถึงปัจจุบันนี้ และไม่เคยคิดหวนกลับไปขายบริการต่อไป
และยังคงเดินสายเป็นวิทยากรให้แก่โรงเรียนและมหาลัยหลายสถาบันด้วยกัน เรื่องราวของฉันยังถูกตีลงหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ
รวมทั้ง Bangkok Post และหนังสือพิมพ์ต่างชาติอย่าง AFP ฝรั่งเศส

นอกจากนี้ฉันยังได้รับโอกาสไปขึ้นเวทีงานสัปดาห์หนังสือโลกที่ แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมัน (ดูบทสัมภาษณ์นี้ได้ใน YouTube)
หนังสือ ฉันคือเอรี่ I'm Eri ยังได้รับการแปลไปอีกหลายภาษา จีน เวียดนาม อังกฤษ มาเลเซีย และมีนักศึกษาจากหลายสถาบัน
ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศนำไปทำวิทยานิพนธ์ เพื่อการศึกษาของคนรุ่นใหม่หลังต่อไป...




 
จากหนังสือ “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” ยังทำให้ฉันได้รับโอกาสอันสูงสุดในชีวิตคือ ได้เข้าเฝ้าพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา
สำหรับผลงานล่าสุดที่ฉันได้รับรางวัลชมนาดอันดับหนึ่งอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 2 คือเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2559 จากผลงาน “ขังหญิง”
ท้ายนี้ต้องขอกราบขอบพระคุณทุกท่านนะคะ ที่ติดตามเรื่องเล่าของ...เอรี่

ทุกวันนี้ฉันมีคำถามมากมายกับตัวเองมาตลอด ว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตกูวะ?....แล้วพบเรื่องราวของฉันอีกครั้ง
กับการทำงานอย่างมหาโหดที่ประเทศฮ่องกง….
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
หัวใจของการเกิด serendipity จึงคือ “การมองเห็นในสิ่งที่ไม่ได้ตั้งใจมอง” หรือ ซึ่งดูเป็น paradox หรือความขัดแย้งอย่างหนึ่ง
สิ่งต่างๆที่อยู่รอบๆตัว หรือ รอบๆใจของเรา เรา “รู้จัก” มันมากน้อยแค่ไหน