OPINION

ชีวิตนี้ไม่คิดว่าจะไปเป็นกะหรี่บาห์เรน ตอนที่ 23

เอรี่ - ธนัดดา สว่างเดือน
11 ต.ค. 2560
ช่วงรอมฎอนเป็นอีกมุมที่ทำให้ฉันได้เห็นความเป็นหนึ่งเดียวของคนอาหรับที่พร้อมใจกันบูชาความศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาของพวกเขา และยังพร้อมใจกันปฏิบัติศีลอย่างเคร่งครัด สมกับคำว่าดินแดนอาหรับ

ช่วงรอมฎอนฉันก็พลอยถือศีลอดตามคนอาหรับด้วย แต่เป็นความอดอยากนะ เพราะเงินเก็บฉันไม่มีสักบาทและยังไม่รู้เลยว่าจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าที่ซุกหัวนอนเดือนละ 450 บีดี ไหนจะค่ากินอีกทุกวัน แต่ฉันก็เชื่อว่าในวันที่ชีวิตมืดดับพระเจ้าจะปรากฏตัว...

1 อาทิตย์แรกของเทศกาลรอมฎอนฉันฝังตัวเองอยู่ในถ้ำทุกวัน ซึ่งแตกต่างจาก 2 ปีที่ผ่านมาที่จะตระเวนไปตามห้องพักของพวกฝรั่งเพื่อขายเหล้าเบียร์และร่วมวงดื่มไปด้วยกัน นั่นเท่ากับได้ทั้งเมาฟรีและได้เงินไว้กินไว้ใช้อีกต่างหาก แต่ปีนี้ต้องนอนฟังเสียงละหมาดทุกวัน 5 เวลา

สิ่งเดียวที่จะทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นได้ก็คือ ใช้หูเสียบโทรศัพท์แล้วเปิดเพลงให้ดังสุดๆ จนกว่าพระอาทิตย์จะตกดิน กิจการห้าง ร้านต่างๆ ถึงจะเปิดทำการปกติ ผู้คนออกมาหาอาหารรับทานกันอย่างครึกครื้น สภาพเมืองร้างเงียบสงัดเหมือนหมู่บ้านแวมไพร์ก็เริ่มมีสีสรรด้วยแสงไฟเปิดสว่างไปทั่วทั้งเมือง จนกว่าเวลาละหมาด เช้า สาย บ่ายเย็นจะเวียนมาบรรจบอีกครั้ง ทั้งเมืองก็จะกลับสู่สภาพเมืองร้างอย่างเคย

ป.ล ต้องขออภัยด้วย ใช่ว่าฉันรังเกียจเสียงสวรรค์ของชาวอาหรับนะ แต่สำหรับฉันแล้ว มันรู้สึกเศร้าหดหู่จริงๆ

ตอนนั้นฉันต้องอาศัยฝากปากท้องไว้กับจอย เพื่อนร่วมห้องที่เช่าอยู่ด้วยกัน...อันที่จริงแล้วจอยเองก็ไม่ค่อยมีเงินหรอกนะ แต่โชคดีที่เธอมีแฟนอาหรับคอยช่วยเหลือส่งเสบียงให้ทุกวันจนฉันรู้สึกละอายใจ แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อสภาพคล่องของหญิงขายบริการแทบทุกคนต้องติดขัดฝืดเคืองเพราะขาดรายได้ไปตามๆ กัน

สองอาทิตย์ผ่านไป ฉันก็ได้รับข่าวร้ายที่สุด...คือไม่สามารถต่อวีซ่าในบาห์เรนทั้งที่มันควรจะต่อได้ ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเพราะฉันเพิ่งโดนส่งกลับไทยไปหมาดๆ แล้วดันทุรังกลับมาอย่างเร่งด่วนหรือเปล่า จึงทำให้ฉันไม่อาจต่อวีซ่าได้ ตั้งแต่นี้ไปก็ต้องอยู่อย่างโรบินฮูด ถ้าคิดจะกลับบ้านเมื่อไรก็ต้องเสียเงินจ้างคนอุ้มกลับอย่างเดียว แต่ถ้าเกิดพลาดท่าดวงซวยโดนตำรวจจับอีกรอบ คราวนี้คงต้องติดคุกยาวสถานเดียว แต่ตอนนี้ต้องทำใจอยู่อย่างวัดดวง

แล้วปีนี้พระเจ้าที่เข้ามาปรากฏตัวชุบชีวิตฉันเป็นรายแรกก็คือไอ้เตี้ยเดวิด ไม่ว่าใครจะถือศีล อดเมา อดเอา แต่ไอ้เตี้ยสวนกระแสตลอด อย่างเมื่อคืนเวลาประมาณตี 2 ขณะที่ฉันนอนแทบจะเอาส้นตีนก่ายหน้าผาก เพราะกังวลว่าจะหาเงินที่ไหนไว้กินใช้ในช่วงที่ยังอยู่ในถ้ำตั้ง 1 เดือนเต็มๆ ขณะนั้นเสียงข้อความจากโทรศัพท์มือถือของฉันก็ดังขึ้น

“Where are u?”
ทันทีที่เห็นข้อความเท่านั้นแหละ ฉันก็แหกปากกรี๊ดเสียงดังลั่น
“เออ มาซะทีเถอะมึง กูรออยู่นานแล้ว!” ฉันดีใจจนเก็บอารมณ์ไม่อยู่ ทำให้จอยซึ่งกำลังนอนดูทีวีต้องร่วมดีใจไปด้วย
“ไอ้เตี้ยมาแล้วเหรอเจ๊?”
“เออ มันคงคิดว่าพี่มีเหล้าเบียร์ขายว่ะ”
“ก็บอกมันไปเลยซิว่าไม่มี”
“ไม่ได้ ไม่ได้ เดี๋ยวมันไม่เรียกกูทำงานซิ!”
“งั้นขากลับแวะซื้อตีนไก่ที่ร้านรัชนีมาด้วยนะเจ๊ พรุ่งนี้ทำน้ำยาตีนไก่กินกัน”
“ได้ๆ จัดให้”

อารมณ์ฉันที่ได้พบกับไอ้เตี้ยเดวิดครั้งนี้ เหมือนกับว่ากำลังโดนใครถีบตกเหวแล้วมีคนมาคว้ามือไว้ วันนั้นฉันรีบแจ้นออกไปหาไอ้เตี้ยที่โรงแรมแบบสายฟ้าแลบ และทันทีที่ถึงห้องก็สั่งอาหารในโรงแรมมากินอย่างเบิกบานใจ แล้ววันนี้ไอ้เตี้ยก็ต้องผิดหวังอย่างแรงเมื่อรู้ว่าฉันไม่มีเหล้าเบียร์มาขายอย่างปีก่อนๆ ซึ่งฉันก็ไม่ได้บอกให้มันรู้ล่วงหน้า เพราะไม่งั้นมันอาจไม่เรียกใช้บริการจากฉัน นั่นเท่ากับว่าฉันจะต้องชวดเงินไปหนึ่งหมื่นบาท 

7 โมงเช้า ไอ้เตี้ยลุกขึ้นมาแต่งตัวเตรียมตัวขับรถกลับบ้านที่ประเทศซาอุดี้ ฉันก็รีบแต่งตัวออกจากโรงแรมพร้อมกับมันเช่นกัน เหมือนทุกครั้ง...แล้วไอ้เตี้ยก็พูดกับฉันว่า

“ยูรออยู่นี่ก่อน เดี๋ยวไอมารับ”
“อ้าว...แล้วยูจะไปไหน?”
“ไอจะไปกดเงินให้ยูไง”
“กูไปด้วย!”
“ยูรออยู่นี่แหละ เดี๋ยวไอมา”
“No no no...กูไปด้วย”

เมื่อไอ้เตี้ยเห็นฉันไม่ยอมท่าเดียว มันก็เลยต้องยอมให้ฉันนั่งรถออกไปพร้อมกับมัน จริงๆ แล้วฉันรู้ทันไอ้เตี้ยว่ามันคิดจะเบี้ยวไม่จ่ายเงินค่าตัวเพราะกะว่าจะหักค่าตั๋วเครื่องบิน อย่างที่คิดไว้ไม่ผิด แต่ฉันก็ติดตามมันไปถึงตู้เอทีเอ็มจนได้ ครั้งนี้ไอ้เตี้ยจ่ายเงินให้ฉันแค่ 80 บีดี...แต่ก็ช่างเถอะ ดีกว่าฟรี ไม่ได้เลยสักบาท

อันที่จริงแล้วฉันก็รู้สึกละอายใจนะที่ต้องตามจิกค่าตัวถึงขนาดนี้ ซึ่งฉันควรต้องให้บริการฟรีกับไอ้เตี้ยด้วยซ้ำ เพื่อแสดงความมีน้ำใจ แต่ชั่วโมงนี้กูขอละกันนะเตี้ย เพราะกูไม่มีอะไรจะแดก ครั้งนั้นเงินของไอ้เตี้ยทำให้ฉันรอดชีวิตไปได้หลายวันมาจนถึงครึ่งทางรอมฎอนเลยนะ (ก็แปลกนะเงินแค่นั้นก็อยู่ได้ต้องหลายวัน...ทีหาได้วันเป็นหมื่นกลับไม่เคยพอใช้)

ไม่กี่วันต่อมาหลังจากที่ไอ้เตี้ยกลับไปแล้ว พระเจ้ารายที่สองก็ปรากฏตัวตามมาติดๆ...เมื่อฉันเปิดอีเมล์เจอข้อความของตาเดฟส่งมาว่า พรุ่งนี้จะเดินทางมาประจำการที่บาห์เรน 1 อาทิตย์!
เฮ้ย…งานนี้กูรอดตาย ได้เงินจ่ายค่าห้องแล้วโว้ย!!

เดฟมาครั้งนี้เขาช่วยฉันไว้มากมายหลายอย่าง ทั้งช่วยจ่ายค่าห้องให้ ซื้ออาหารจากในค่ายทหารมาตุนให้กินอีกเพียบและยังให้เงินไว้ใช้ แถมสัญญาว่าจะส่งมาให้อีกถ้าฉันเดือดร้อน

ก่อนเดฟจะจากไปรอบนี้ก็ถามฉันว่า เมื่อไรจะเลิกทำงานซะที? ฉันบอกว่าจนกว่าจะทำตามความฝันสำเร็จ เขาถามฉันว่าเธอฝันอะไรไว้ล่ะ ฉันบอกว่าอยากเรียนเป็นช่างแต่งหน้าเพื่อจะได้เลิกอาชีพนี้สักที แล้วเดฟก็ยื่นข้อเสนอแก่ฉันว่า งั้นเธอกลับบ้านไหม ฉันจะช่วยสานฝันให้เธอเอง ก็คือจะส่งเงินให้ฉันได้เรียนแต่งหน้า ฉันตอบเขาว่า มันเยอะนะ กว่าจะเรียนจบคงต้องใช้เงินเป็นแสน เพราะฉันไม่มีที่พักอาศัยในเมืองไทย ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ และฉันก็ไม่อยากอยู่รวมกับพี่น้อง ถ้ากลับไปก็ต้องหาห้องเช่าอยู่เองตามลำพัง

เดฟบอกว่า ถ้าฉันอยากกลับบ้านจริงๆ เขาจะจัดการทุกอย่างให้เอง ตอนนั้นฉันรู้สึกดีใจมากๆ ยิ่งกว่าสวรรค์โปรดเลยแหละ แต่ฉันไม่แน่ใจว่าเดฟจะพูดจริงหรือเปล่า และเราก็ไม่ควรฝากความหวังไว้กับใคร…แล้วเดฟก็จากไป…

และแล้ววันสิ้นสุดรอมฎอนก็มาถึง...คืนแรกของการเฉลิมฉลองสิ้นสุดรอมฏอน เสียงพลุดังสนั่นไปทั่วทั้งเมือง ผู้คนทั้งประเทศพากันออกมาฉลองร่วมอย่างครื้นเครง สถานบันเทิง เธค ผับทุกแห่งเปิดให้บริการตามปกติ จากเมืองที่เงียบสงัดก็กลับมาเป็นเมืองสวรรค์อย่างถาวรอีกครั้ง

คืนแรกฉันกับจอยออกมาร่วมฉลองกับพวกเขาด้วยและตระเวนร่วมสนุกกับเพื่อนๆ ร่วมวงการตามสถานที่ต่างๆ หลายวันติดกัน เพราะช่วงนี้ก็ไม่ต่างกับเทศกาลปีใหม่ เราจึงยังไม่อยากทำงาน ตั้งใจว่าจะสนุกกันให้เต็มที่ก่อนแล้วค่อยทำงานอย่างเป็นทางการ ก็แค่ช่วงอาทิตย์แรกๆ เท่านั้นแหละ

กระทั่งหนึ่งอาทิตย์ผ่านไป ฉันกับจอยก็มีปัญหากับผู้ค้ำประกันห้องเช่า เป็นเหตุให้เราต้องหาที่พักอยู่ใหม่ จอยจึงชวนฉันไปเช่าโรงแรมอยู่ย่านเอ็กซ์ซิบิชั่น วันละ 30 บีดี ใกล้กับเอฟวัน สามารถเดินไปทำงานได้โดยไม่ต้องเปลืองค่าแท็กซี่

โรงแรมที่ว่านี้ก็โอเคดีนะ ถึงแม้จะจ่ายแพงกว่าค่าเช่าอพาร์ตเมนต์ แต่ข้อดีคือพวกเราสามารถเดินงานในโรงแรมได้ทั้งวันทั้งคืนซึ่งมันอาจจะไม่ดีกับฉัน เพราะฉันไม่ทำงานกับคนอาหรับ แต่มันดีสำหรับจอยและเพื่อนอีก 2 คนที่กำลังจะย้ายมาอยู่กับเรา เพราะพวกเธอถนัดทำงานกับคนอาหรับ

คืนนั้นฉันกับจอยก็ย้ายเข้ามาอยู่ในโรงแรมกันก่อน 2 คน พรุ่งนี้เพื่อนอีก 2 คนจะตามมา หลังจากจัดห้องเสร็จสรรพเราก็พากันไปจับแขกที่เอฟวัน นี่เป็นคืนแรกที่ฉันเริ่มทำงานอย่างเป็นทางการ และดูเหมือนราศีจะจับอย่างแรงเพราะเข้าไปในเอฟวันได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ฉันก็ได้งานก่อนจอย เป็นฝรั่งชาติอะไรจำไม่ได้ รู้แต่ว่าเป็นหนุ่มหล่อล่ำบึกดูดีมากๆ จนเพื่อนๆ หลายคนต้องอิจฉา...เค้าตกลงว่าจะใช้บริการค้างคืน โดยจ่ายค่าตัวให้ฉัน 80 บีดี (จัดว่าถูกอยู่นะ...แต่กูเอา!)
 
 
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
หลังจากที่ชีวิตของผมเป็นปกติสุข คอยให้กำลังใจผู้คน ไม่เคยคาดฝันมาก่อนเลยว่าปลายเดือนสิงหาคม ปี 2557 คุณพ่อที่สุขภาพแข็งแรงจะล้มป่วยอย่างหนัก เส้นเลือดในสมองตีบและโรคแทรกซ้อนหลายโรค ทำให้คุณพ่อต้องกลายเป็น “ผัก” จำใครไม่ได้แม้กระทั่งภรรยาของตัวเอง 
ฝรั่งคนไหนโชคดีได้พบเจอคนที่ใช้มันได้ถูกต้อง ก็จะกลับชอบและประทับใจให้ตัวคนไทยคนนั้นไม่เคยลืม