ช่วงรอมฎอนเป็นอีกมุมที่ทำให้ฉันได้เห็นความเป็นหนึ่งเดียวของคนอาหรับที่พร้อมใจกันบูชาความศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาของพวกเขา และยังพร้อมใจกันปฏิบัติศีลอย่างเคร่งครัด สมกับคำว่าดินแดนอาหรับ
ช่วงรอมฎอนฉันก็พลอยถือศีลอดตามคนอาหรับด้วย แต่เป็นความอดอยากนะ เพราะเงินเก็บฉันไม่มีสักบาทและยังไม่รู้เลยว่าจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าที่ซุกหัวนอนเดือนละ 450 บีดี ไหนจะค่ากินอีกทุกวัน แต่ฉันก็เชื่อว่าในวันที่ชีวิตมืดดับพระเจ้าจะปรากฏตัว...
1 อาทิตย์แรกของเทศกาลรอมฎอนฉันฝังตัวเองอยู่ในถ้ำทุกวัน ซึ่งแตกต่างจาก 2 ปีที่ผ่านมาที่จะตระเวนไปตามห้องพักของพวกฝรั่งเพื่อขายเหล้าเบียร์และร่วมวงดื่มไปด้วยกัน นั่นเท่ากับได้ทั้งเมาฟรีและได้เงินไว้กินไว้ใช้อีกต่างหาก แต่ปีนี้ต้องนอนฟังเสียงละหมาดทุกวัน 5 เวลา
สิ่งเดียวที่จะทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นได้ก็คือ ใช้หูเสียบโทรศัพท์แล้วเปิดเพลงให้ดังสุดๆ จนกว่าพระอาทิตย์จะตกดิน กิจการห้าง ร้านต่างๆ ถึงจะเปิดทำการปกติ ผู้คนออกมาหาอาหารรับทานกันอย่างครึกครื้น สภาพเมืองร้างเงียบสงัดเหมือนหมู่บ้านแวมไพร์ก็เริ่มมีสีสรรด้วยแสงไฟเปิดสว่างไปทั่วทั้งเมือง จนกว่าเวลาละหมาด เช้า สาย บ่ายเย็นจะเวียนมาบรรจบอีกครั้ง ทั้งเมืองก็จะกลับสู่สภาพเมืองร้างอย่างเคย
ป.ล ต้องขออภัยด้วย ใช่ว่าฉันรังเกียจเสียงสวรรค์ของชาวอาหรับนะ แต่สำหรับฉันแล้ว มันรู้สึกเศร้าหดหู่จริงๆ
ตอนนั้นฉันต้องอาศัยฝากปากท้องไว้กับจอย เพื่อนร่วมห้องที่เช่าอยู่ด้วยกัน...อันที่จริงแล้วจอยเองก็ไม่ค่อยมีเงินหรอกนะ แต่โชคดีที่เธอมีแฟนอาหรับคอยช่วยเหลือส่งเสบียงให้ทุกวันจนฉันรู้สึกละอายใจ แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อสภาพคล่องของหญิงขายบริการแทบทุกคนต้องติดขัดฝืดเคืองเพราะขาดรายได้ไปตามๆ กัน
สองอาทิตย์ผ่านไป ฉันก็ได้รับข่าวร้ายที่สุด...คือไม่สามารถต่อวีซ่าในบาห์เรนทั้งที่มันควรจะต่อได้ ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นเพราะฉันเพิ่งโดนส่งกลับไทยไปหมาดๆ แล้วดันทุรังกลับมาอย่างเร่งด่วนหรือเปล่า จึงทำให้ฉันไม่อาจต่อวีซ่าได้ ตั้งแต่นี้ไปก็ต้องอยู่อย่างโรบินฮูด ถ้าคิดจะกลับบ้านเมื่อไรก็ต้องเสียเงินจ้างคนอุ้มกลับอย่างเดียว แต่ถ้าเกิดพลาดท่าดวงซวยโดนตำรวจจับอีกรอบ คราวนี้คงต้องติดคุกยาวสถานเดียว แต่ตอนนี้ต้องทำใจอยู่อย่างวัดดวง
แล้วปีนี้พระเจ้าที่เข้ามาปรากฏตัวชุบชีวิตฉันเป็นรายแรกก็คือไอ้เตี้ยเดวิด ไม่ว่าใครจะถือศีล อดเมา อดเอา แต่ไอ้เตี้ยสวนกระแสตลอด อย่างเมื่อคืนเวลาประมาณตี 2 ขณะที่ฉันนอนแทบจะเอาส้นตีนก่ายหน้าผาก เพราะกังวลว่าจะหาเงินที่ไหนไว้กินใช้ในช่วงที่ยังอยู่ในถ้ำตั้ง 1 เดือนเต็มๆ ขณะนั้นเสียงข้อความจากโทรศัพท์มือถือของฉันก็ดังขึ้น
“Where are u?”
ทันทีที่เห็นข้อความเท่านั้นแหละ ฉันก็แหกปากกรี๊ดเสียงดังลั่น
“เออ มาซะทีเถอะมึง กูรออยู่นานแล้ว!” ฉันดีใจจนเก็บอารมณ์ไม่อยู่ ทำให้จอยซึ่งกำลังนอนดูทีวีต้องร่วมดีใจไปด้วย
“ไอ้เตี้ยมาแล้วเหรอเจ๊?”
“เออ มันคงคิดว่าพี่มีเหล้าเบียร์ขายว่ะ”
“ก็บอกมันไปเลยซิว่าไม่มี”
“ไม่ได้ ไม่ได้ เดี๋ยวมันไม่เรียกกูทำงานซิ!”
“งั้นขากลับแวะซื้อตีนไก่ที่ร้านรัชนีมาด้วยนะเจ๊ พรุ่งนี้ทำน้ำยาตีนไก่กินกัน”
“ได้ๆ จัดให้”
อารมณ์ฉันที่ได้พบกับไอ้เตี้ยเดวิดครั้งนี้ เหมือนกับว่ากำลังโดนใครถีบตกเหวแล้วมีคนมาคว้ามือไว้ วันนั้นฉันรีบแจ้นออกไปหาไอ้เตี้ยที่โรงแรมแบบสายฟ้าแลบ และทันทีที่ถึงห้องก็สั่งอาหารในโรงแรมมากินอย่างเบิกบานใจ แล้ววันนี้ไอ้เตี้ยก็ต้องผิดหวังอย่างแรงเมื่อรู้ว่าฉันไม่มีเหล้าเบียร์มาขายอย่างปีก่อนๆ ซึ่งฉันก็ไม่ได้บอกให้มันรู้ล่วงหน้า เพราะไม่งั้นมันอาจไม่เรียกใช้บริการจากฉัน นั่นเท่ากับว่าฉันจะต้องชวดเงินไปหนึ่งหมื่นบาท
7 โมงเช้า ไอ้เตี้ยลุกขึ้นมาแต่งตัวเตรียมตัวขับรถกลับบ้านที่ประเทศซาอุดี้ ฉันก็รีบแต่งตัวออกจากโรงแรมพร้อมกับมันเช่นกัน เหมือนทุกครั้ง...แล้วไอ้เตี้ยก็พูดกับฉันว่า
“ยูรออยู่นี่ก่อน เดี๋ยวไอมารับ”
“อ้าว...แล้วยูจะไปไหน?”
“ไอจะไปกดเงินให้ยูไง”
“กูไปด้วย!”
“ยูรออยู่นี่แหละ เดี๋ยวไอมา”
“No no no...กูไปด้วย”
เมื่อไอ้เตี้ยเห็นฉันไม่ยอมท่าเดียว มันก็เลยต้องยอมให้ฉันนั่งรถออกไปพร้อมกับมัน จริงๆ แล้วฉันรู้ทันไอ้เตี้ยว่ามันคิดจะเบี้ยวไม่จ่ายเงินค่าตัวเพราะกะว่าจะหักค่าตั๋วเครื่องบิน อย่างที่คิดไว้ไม่ผิด แต่ฉันก็ติดตามมันไปถึงตู้เอทีเอ็มจนได้ ครั้งนี้ไอ้เตี้ยจ่ายเงินให้ฉันแค่ 80 บีดี...แต่ก็ช่างเถอะ ดีกว่าฟรี ไม่ได้เลยสักบาท
อันที่จริงแล้วฉันก็รู้สึกละอายใจนะที่ต้องตามจิกค่าตัวถึงขนาดนี้ ซึ่งฉันควรต้องให้บริการฟรีกับไอ้เตี้ยด้วยซ้ำ เพื่อแสดงความมีน้ำใจ แต่ชั่วโมงนี้กูขอละกันนะเตี้ย เพราะกูไม่มีอะไรจะแดก ครั้งนั้นเงินของไอ้เตี้ยทำให้ฉันรอดชีวิตไปได้หลายวันมาจนถึงครึ่งทางรอมฎอนเลยนะ (ก็แปลกนะเงินแค่นั้นก็อยู่ได้ต้องหลายวัน...ทีหาได้วันเป็นหมื่นกลับไม่เคยพอใช้)
ไม่กี่วันต่อมาหลังจากที่ไอ้เตี้ยกลับไปแล้ว พระเจ้ารายที่สองก็ปรากฏตัวตามมาติดๆ...เมื่อฉันเปิดอีเมล์เจอข้อความของตาเดฟส่งมาว่า พรุ่งนี้จะเดินทางมาประจำการที่บาห์เรน 1 อาทิตย์!
เฮ้ย…งานนี้กูรอดตาย ได้เงินจ่ายค่าห้องแล้วโว้ย!!
เดฟมาครั้งนี้เขาช่วยฉันไว้มากมายหลายอย่าง ทั้งช่วยจ่ายค่าห้องให้ ซื้ออาหารจากในค่ายทหารมาตุนให้กินอีกเพียบและยังให้เงินไว้ใช้ แถมสัญญาว่าจะส่งมาให้อีกถ้าฉันเดือดร้อน
ก่อนเดฟจะจากไปรอบนี้ก็ถามฉันว่า เมื่อไรจะเลิกทำงานซะที? ฉันบอกว่าจนกว่าจะทำตามความฝันสำเร็จ เขาถามฉันว่าเธอฝันอะไรไว้ล่ะ ฉันบอกว่าอยากเรียนเป็นช่างแต่งหน้าเพื่อจะได้เลิกอาชีพนี้สักที แล้วเดฟก็ยื่นข้อเสนอแก่ฉันว่า งั้นเธอกลับบ้านไหม ฉันจะช่วยสานฝันให้เธอเอง ก็คือจะส่งเงินให้ฉันได้เรียนแต่งหน้า ฉันตอบเขาว่า มันเยอะนะ กว่าจะเรียนจบคงต้องใช้เงินเป็นแสน เพราะฉันไม่มีที่พักอาศัยในเมืองไทย ไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ และฉันก็ไม่อยากอยู่รวมกับพี่น้อง ถ้ากลับไปก็ต้องหาห้องเช่าอยู่เองตามลำพัง
เดฟบอกว่า ถ้าฉันอยากกลับบ้านจริงๆ เขาจะจัดการทุกอย่างให้เอง ตอนนั้นฉันรู้สึกดีใจมากๆ ยิ่งกว่าสวรรค์โปรดเลยแหละ แต่ฉันไม่แน่ใจว่าเดฟจะพูดจริงหรือเปล่า และเราก็ไม่ควรฝากความหวังไว้กับใคร…แล้วเดฟก็จากไป…
และแล้ววันสิ้นสุดรอมฎอนก็มาถึง...คืนแรกของการเฉลิมฉลองสิ้นสุดรอมฏอน เสียงพลุดังสนั่นไปทั่วทั้งเมือง ผู้คนทั้งประเทศพากันออกมาฉลองร่วมอย่างครื้นเครง สถานบันเทิง เธค ผับทุกแห่งเปิดให้บริการตามปกติ จากเมืองที่เงียบสงัดก็กลับมาเป็นเมืองสวรรค์อย่างถาวรอีกครั้ง
คืนแรกฉันกับจอยออกมาร่วมฉลองกับพวกเขาด้วยและตระเวนร่วมสนุกกับเพื่อนๆ ร่วมวงการตามสถานที่ต่างๆ หลายวันติดกัน เพราะช่วงนี้ก็ไม่ต่างกับเทศกาลปีใหม่ เราจึงยังไม่อยากทำงาน ตั้งใจว่าจะสนุกกันให้เต็มที่ก่อนแล้วค่อยทำงานอย่างเป็นทางการ ก็แค่ช่วงอาทิตย์แรกๆ เท่านั้นแหละ
กระทั่งหนึ่งอาทิตย์ผ่านไป ฉันกับจอยก็มีปัญหากับผู้ค้ำประกันห้องเช่า เป็นเหตุให้เราต้องหาที่พักอยู่ใหม่ จอยจึงชวนฉันไปเช่าโรงแรมอยู่ย่านเอ็กซ์ซิบิชั่น วันละ 30 บีดี ใกล้กับเอฟวัน สามารถเดินไปทำงานได้โดยไม่ต้องเปลืองค่าแท็กซี่
โรงแรมที่ว่านี้ก็โอเคดีนะ ถึงแม้จะจ่ายแพงกว่าค่าเช่าอพาร์ตเมนต์ แต่ข้อดีคือพวกเราสามารถเดินงานในโรงแรมได้ทั้งวันทั้งคืนซึ่งมันอาจจะไม่ดีกับฉัน เพราะฉันไม่ทำงานกับคนอาหรับ แต่มันดีสำหรับจอยและเพื่อนอีก 2 คนที่กำลังจะย้ายมาอยู่กับเรา เพราะพวกเธอถนัดทำงานกับคนอาหรับ
คืนนั้นฉันกับจอยก็ย้ายเข้ามาอยู่ในโรงแรมกันก่อน 2 คน พรุ่งนี้เพื่อนอีก 2 คนจะตามมา หลังจากจัดห้องเสร็จสรรพเราก็พากันไปจับแขกที่เอฟวัน นี่เป็นคืนแรกที่ฉันเริ่มทำงานอย่างเป็นทางการ และดูเหมือนราศีจะจับอย่างแรงเพราะเข้าไปในเอฟวันได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ฉันก็ได้งานก่อนจอย เป็นฝรั่งชาติอะไรจำไม่ได้ รู้แต่ว่าเป็นหนุ่มหล่อล่ำบึกดูดีมากๆ จนเพื่อนๆ หลายคนต้องอิจฉา...เค้าตกลงว่าจะใช้บริการค้างคืน โดยจ่ายค่าตัวให้ฉัน 80 บีดี (จัดว่าถูกอยู่นะ...แต่กูเอา!)






