OPINION

ชีวิตนี้ไม่คิดว่าจะไปเป็นกะหรี่บาห์เรน ตอนที่ 21

ธนัดดา สว่างเดือน
27 ก.ย. 2560
ฉันเดินทางเข้าออกบาห์เรนมา 6-7 เที่ยวแล้ว จนบางครั้งก็คิดไปว่าบาห์เรนคือบ้านอีกหลังที่ไม่ต้องอยู่อย่างอดๆอยากๆ แต่ถ้าอยู่เมืองไทย อายุ 40 อย่างฉันคงไม่มีใครรับเข้าทำงานแน่ ขนาดขายตัวยังถูกจ้างให้ออกซะงั้น

สำหรับผู้หญิงอินเดียฉันว่าพวกเธอน่าเห็นใจกว่าเยอะ คือพวกเธอไม่มีวีซ่าทำงานและไม่ได้มาขายตัว เพราะดูสภาพแล้ว บอกตรงๆ นะว่าซื่อและเชยมาก แต่พวกเธอตามสามีมาช่วยทำงาน บ้างก็เป็นแม่บ้าน บ้างก็เป็นคนใช้แรงงาน บ้างก็รับจ้างทั่วไป เท่าที่ฉันสัมภาษณ์แล้วแทบทุกคนมีปัญหาไม่ต่างกัน คือเมื่อนายจ้างรู้ว่าไม่มีวีซ่า ก็จ้องเอารัดเอาเปรียบ จ้างเงินเดือนถูกมากแค่ไม่กี่พันบาท บางคนก็โดนนายจ้างชั่วๆ ละเมิดทางเพศ บ้างก็ถูกเบี้ยวค่าแรงติดกันหลายเดือน แล้วก็หักหลังด้วยการไปแจ้งตำรวจจับว่าพวกเธอขโมยของ ส่วนใหญ่ที่มาติดคุกก็เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าตั๋วกับค่าวีซ่าทั้งนั้น

ทุกคืนวันที่นอนอยู่ในคุก ฉันร้อนลุ่มกลุ้มใจตลอด กลัวว่าต้องติดคุกยาวเหมือนคนอื่นๆ เพราะวีซ่าขาดมา 3 เดือนแล้ว หลายคนก็บอกว่ายังไงฉันต้องติดคุกยาวแน่ ต่อให้มีค่าตั๋วก็ใช่ว่าจะกลับบ้านเร็ว วินาทีนั้นฉันพึ่งยันต์ศักดิ์สิทธิ์อย่างเดียว  คือท่องคาถายันต์ 5 แถวของอาจารย์หนูทั้งคืนทั้งวันว่าอย่าให้ลูกต้องติดคุกยาวนานเหมือนคนอื่นๆ นะพ่อ

ตอนนั้นหลายคนมองว่าฉันบ้า เพี้ยน งมงายในสิ่งที่มองไม่เห็น แต่ใครจะคิดอย่างไงก็ช่างแม่งเถอะ เพราะฟังคนนู้นคนนี้วิเคราะห์คดีตีความจนประสาทกูจะรั่วอยู่แล้ว

6 วันผ่านไปเสียงสวรรค์ก็ดังขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ประกาศเรียกชื่อฉัน “กุลนุช อูซูมิ...โกโฮม!” เป็นไงล่ะ นี่ถ้ากูไม่งมงาย ป่านนี้กูก็คงยังไม่ได้กลับบ้านแน่ ชั่วโมงนี้พวกมึงต้องพึ่งไสยศาสตร์เท่านั้นโว้ยยยย... “กูไปก่อนนะ ขอให้ทุกคนโชคดีเด้อ”

เช้าวันนั้นเจ้าหน้าที่ก็พาพวกเราไปส่งที่สนามบินบาห์เรน และเดินไปส่งพวกเราจนถึงหน้าประตูเครื่องเป็นที่เรียบร้อย นี่เป็นครั้งที่เท่าไรแล้วนะที่กูถูกประจานแบบนี้?? แล้ววันนั้นฉันมีกระเป๋าสัมภาระใบเล็กๆ ใส่เสื้อผ้ามาแค่ 4-5 ชุด โดยเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งเป็นผู้นำมาฝากให้ที่หน้าคุกตามคำสั่งที่ฉันต้องการ

ทันทีที่ถึงสนามบินสุวรรณภูมิชั้นก็โทรศัพท์ไปหาเพื่อนร่วมห้องคนเดิมทันที

“ออย... พี่ถึงบ้านแล้วนะ”
“โหวววว กลับไวจังเลยอ่ะ...แล้วพี่เป็นไงบ้าง ok มั้ย?”
“เออ ok ไม่ต้องเป็นห่วง”
“งั้นหนูจะได้ให้อีพวกนั้นกลับเข้าห้องสักที ร่อนเร่กันมาหลายวันแล้วพี่ ไม่กล้ากลับห้องกลัวตำรวจมาซุ่มจับ”
“เออๆๆๆ เข้าห้องเลย ไม่น่าจะมีอะไรนะ”
“แล้วพี่หนิงจะกลับมาเมื่อไหร่อ่ะ?”
“อีก 3 วัน เจอกัน”
“เฮ้ย...เอางั้นเลยเหรอพี่ แล้ว ต.ม มันจะให้เหรอ?”
“ต้องได้สิวะ!”

เย็นนั้นฉันกลับเข้าบ้านตามปกติเหมือนที่เคยกลับมาทุกครั้ง โดยไม่บอกให้แม่รู้ว่าฉันโดนตำรวจจับส่งกลับมา 
วันรุ่งขึ้นฉันก็ไม่รีรอชักช้า รีบบึ่งไปทำพาสปอร์ตทันที (วัยรุ่นใจร้อน!!) จากนั้นก็นั่งนับวันรอพาสปอร์ตออก คืออีก 3 วัน รู้สึกทรมานมากราวกับเวลา 3 เดือน
               
เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ฉันเคยเล่าไปแล้วในหนังสือเอรี่เล่มหนึ่ง แต่จะขอเล่าคร่าวๆ อีกรอบนะคะ เพราะเรื่องนี้จัดว่าเป็นไฮไลต์ที่สุดของชีวิตดีชั้นเลยค่ะ!!

วันรุ่งขึ้นฉันรีบออกจากบ้านแต่เช้าไปกดเงิน 100,000 บาท ออกจากเอทีเอ็ม เพื่อเตรียมซื้อสินค้าไปขายที่บาห์เรน เช่น กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้าโป้ๆ และอาหารไทยต่างๆ จากนั้นก็แวะไปบ้านเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งเคยไปทำงานด้วยกันที่บาห์เรน โชคดีที่ตอนนั้นนางอยู่เมืองไทยพอดี

สาเหตุที่ไปหานางก็เพราะจะชวนนางไปช่วยเดินซื้อของที่ประตูน้ำ แต่ขณะที่ไปถึงบ้านนางกำลังทำกับข้าวอยู่พอดี จึงบอกให้ฉันนั่งรอสักพัก ระหว่างรอนางทำกับข้าว ฉันก็ดันไปเห็นยานอนหลับหรือยาระงับประสาทของแม่นาง มันคือโดมิคุม ยาตัวนี้ฉันเคยติดมันอย่างงอมแงมเมื่อ 10 กว่าปีก่อน สรรพคุณของยาตัวนี้เมื่อกินแล้วจะมีอาการง่วงซึม แต่ถ้าเราฝืนไม่ยอมนอน อาการเมาเบลอจะเกิดขึ้นตามมา จากนั้นก็จะทำอะไรลงไปโดยไม่รู้ตัว และจำอะไรไม่ได้เลย

วันนั้นฉันก็ไม่รู้เกิดบ้าอะไรขึ้นมา ดันไปขโมยยาของแม่นางมากินซะ 1 เม็ด จากนั้นไม่ถึง 10 นาที จู่ๆ ฉันก็พูดกับเพื่อนว่า

“จูน...พาพี่ไปทำนมหน่อยซิ!”
“อ้าวเป็นไรล่ะพี่ จู่ๆ ก็อยากทำนมซะงั้น?”
“พี่อยากทำมานานแล้ว”
“แต่ของพี่มันใหญ่อยู่แล้วนะ อย่าทำเลย!”
“เออน่าาาา ไปเป็นเพื่อนหน่อย”

จูนตัดความรำคาญต้องยอมไปคลินิกศัลยกรรมเป็นเพื่อนฉัน เพราะทนฉันรบเร้าไม่ไหว เย็นวันนั้นฉันก็ขึ้นเตียงผ่าตัด ยัดซิลิโคนเข้าร่างจนได้...เป็นการทำนมโดยที่ไม่ได้นัดหมายกับหมอและไปอย่างไม่มีแผนการมาก่อน

เช้าวันรุ่งขึ้น ทันทีที่ฉันลืมตาตื่นก็เห็นตัวเองนอนอยู่บนเตียง ในห้องแคบๆ ที่ไหนสักแห่ง วินาทีนั้นฉันตกใจถึงกับสตั้นตัวลุกขึ้นมานั่งคลำหน้าอกตัวเองแบบงงๆ
               
“ฉิบหายแล้ว กูมาที่นี่ได้ไงวะเนี่ย?” พึมพำกับตัวเอง แล้วนมกูทำไมมันตูมตามขนาดนี้วะ!!??? เป็นจังหวะที่นางพยาบาลสาวรุ่นๆ เดินเข้ามาเสิร์ฟอาหารเช้าพอดี เท่านั้นแหละฉันก็แหกปากลั่นเลยค่ะ
“น้องๆๆๆๆ เอาซิลิโคนออกได้ไหม!!”
“ไม่ได้ค่ะ...เพราะเมื่อคืนคุณพี่เซ็นต์ยินยอมให้คุณหมอทำค่ะ ถ้าจะเอาออกต้องรออีก 1 ปีนะคะ!”

ตั้งแต่วันนั้นมาชีวิตกูก็เปลี่ยนไปเพียงชั่วข้ามคืน...สิ่งแรกคือแทบไม่เหลือเงินแดกข้าว ครั้งนั้นฉันเสียเงินทำนมไป 6 หมื่นบาท ทีนี่แหละไม่เหลือเงินทุนซื้อของไปขายอย่างที่ตั้งใจไว้ ก็คงซื้อเท่าที่จะซื้อได้ คือแค่หมื่นกว่าบาท เพราะต้องเก็บไว้ซื้อตั๋วเครื่องบินอีก 2 หมื่นกว่าบาท ไหนจะต้องเก็บไว้จ่ายค่าพาตัวเองออกจากสนามบินสุวรรณภูมิหนึ่งหมื่นบาท มันคือค่า xxxอะไรก็ไม่รู้ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ได้อธิบายเหตุผลใดๆ

เท่านั้นยังไม่พอ ฉันต้องยืดเวลาอยู่ในเมืองไทยต่ออีก 7 วัน เพื่อให้หมอตรวจผลหลังผ่าตัด เงินที่เก็บไว้ซื้อตั๋วเครื่องบินจึงถูกนำมามาใช้จนเกลี้ยง...คราวนี้แหละหมดตัวเลยค่ะ!! ทำไงดีล่ะ วินาทีนั้นคนแรกที่คิดถึงคือไอ้เตี้ยเดวิด ว่าแล้วก็โทรหาไอ้เตี้ยทันที เอาแบบแปลแล้วนะ
“ไฮ…ที่รักสบายดีมั้ย?”
เตี้ย “สบายดี” เสียงพูดนิ่มๆ เหมือนอารมณ์มาก
ฉัน “เธอคิดถึงฉันมั้ย?”
เตี้ย “ คิดถึงซิ...ตอนนี้เธอยู่ไหน?”
ฉัน “ กรุงเทพฯ”
เตี้ย “ว้าววว กลับมา กลับมา!!”
“ฉันไม่มีเงินค่าตั๋วเครื่องบินแล้วซิ!” น้ำเสียงออดอ้อน
“ค่าตั๋วเท่าไร?”
“เธอจะออกให้ฉันเหรอ?”
“ไม่มีปัญหา”
“ว้าว ขอบคุณมากค่ะที่รัก”

เฮ้ย…กูรอดตายแล้วโว้ย!! แล้ววันนั้นไอ้เตี้ยก็โอนเงินผ่านทางเวสเทิร์นยูเนี่ยนมาใช้ฉัน 2 หมื่นบาท เพื่อซื้อตั๋วกลับบาห์เรน...กระทั่ง 10 วันผ่านไป ฉันก็ต้องรีบเผ่นกลับไปทำงานต่อบาห์เรน ไปทั้งที่เพิ่งโดนจับกลับมาหมาดๆ และยังไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองจะยินยอมให้เข้าประเทศเขาหรือเปล่า เพราะเชื่อว่าเขาต้องบันทึกประวัติที่จับตัวฉันส่งกลับเมื่อไทย

ทุกอย่างคือการเสี่ยง ถ้าเข้าไม่ได้ ฉันก็ต้องเสียเงินค่าตั๋วเครื่องบินไปฟรีถึงสองหมื่นกว่าบาท ไหนจะต้องเสียเงินค่าเบี้ยรายทางที่ขอออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเสียอีกเป็นหมื่น งานนี้ถ้าเข้าประเทศบาห์เรนไม่ได้ ฉันต้องหมดตัว

ขณะที่เครื่องบินกำลังร่อนลงสู่ภาคพื้นดินบาห์เรน เริ่มเห็นทะเลทรายแห้งแล้ง เห็นผืนทะเลกว้างใหญ่ มีเกาะเล็ก เกาะน้อยกระจายไปทั่ว ความรู้สึกตอนนั้นเสมือนฉันได้กลับสู่ถิ่นเดิม ถิ่นทำมาหากินอีกครั้งโดยครั้งนี้ตั้งใจไว้ว่าจะทำงานเก็บเงินอีกสักครั้งเพื่อสานฝันให้เป็นจริง คืออยากเป็นช่างแต่งหน้ามืออาชีพ

วินาทีสำคัญก็ใกล้มาถึงเข้าทุกที ขณะกำลังเข้าแถวเดินไปจ๊อบพาสปอร์ตที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ในใจก็เต้นตุ๊มๆต่อมๆ พาสปอร์ตเล่มใหม่แกะกล่องของกูจะรอดมั้ยว้าาาาาา???...ต้องรอดซิวะ!!!

ขณะนั้นฉันก็นึกถึงคำพูดของผู้ชายอาหรับวัย 50 กว่าปี ซึ่งทำงานมีตำแหน่งหน้าที่สูงอยู่ในบาห์เรน เขาเป็นผู้ใหญ่ใจดีที่เคยให้ความช่วยเหลือหลายเรื่อง และก่อนที่ฉันจะบินกลับมาบาห์เรนครั้งนี้ เขาเตือนฉันว่า “เธออย่าเพิ่งกลับมาตอนนี้นะ รอให้เรื่องเงียบๆ สัก 3-4 เดือนค่อยกลับมา!” แต่ฉันมันพวกดันทุรัง จะให้รอได้ไงตั้ง 3-4 เดือน พอดีไม่มีแดกกัน!! และแล้วทุกอย่างก็ผ่านไปอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่มีการสอบถามใดๆ สักคำจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง แถมยังได้รับคำอันเชิญที่น่าประทับใจอีกต่างหาก 

“Welcome to Bahrain” 

คืนนั้นทันทีที่กลับถึงห้องพัก เพื่อนๆ ทุกคนเห็นฉันเดินล้ำหน้ามาแต่ไกล ก็พากันตื่นเต้น วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับสิ่งแปลกปลอมที่ติดตัวฉันมา และหลังจากทักทายสหายทุกคน ฉันก็อาบน้ำแต่งตัวแล้วออกไปทำงานตั้งแต่คืนแรก ทั้งที่นมยังระบมไม่หาย แต่พอได้ยินเพื่อนพูดประโยคนี้ ฉันก็ต้องดิ้นรนออกไปทำงาน

“ไปหาเงินก่อนเถอะน่า...อีกไม่กี่วันก็ต้องเข้าถ้ำรอมฎอนแล้วนะ”
 
About the Author
ยากูซ่า ค้าบริการ ติดคุก เฉียดตาย...ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เธอคนนี้เผชิญมาแล้ว วันนี้เธอคือนักเขียนมือรางวัล โดยปี 2554 “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” คืองานเขียนเล่มแรกที่ได้รับรางวัลชมนาด โดยเป็นการตีแผ่เส้นทางชีวิต หลากประสบการณ์ค้าบริการทั้งโหด เลว ดี ครบรส ล่าสุดปี 2559 เธอก็คว้ารางวัลชมนาดมาอีกครั้งในผลงานที่ชื่อ “ขังหญิง” ตีแผ่ชีวิตคนคุกที่หาอ่านไม่ได้จากที่ไหน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
แม้ในวันที่จิตใจกำลัง Down สุดขีดแต่ชีวิตยังมีแสงสว่างเสมอ...มองดีๆจะพบคุณค่าของชีวิตท่ามกลางวันแย่ๆได้เหมือนกัน
การเปลี่ยนแปลงเรื่องเล็กๆน้อยๆ อาจจะทำให้เราดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ และอาจพาไปสู่จุดเปลี่ยนที่ดีของชีวิต