OPINION

ชีวิตขาดๆเกินๆไม่ต้องเพอร์เฟคก็สุขได้นะ

JAZZYKWANG
3 เม.ย. 2561
“ชีวิตที่สมบูรณ์แบบคือ รูปแบบชีวิตที่เต็มไปด้วยความสุข” “แล้วถ้าอยากมีความสุขก็จงเติมชีวิตให้สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่อยากจะให้เป็น” สองประโยคนี้เป็นจัดเป็นประโยคคุ้นหูที่พบเจอกันได้ตามป้ายโฆษณา หนังสือ หรือแม้กระทั่งคนรอบข้าง ที่หลายคนพร้อมจะจำกัดความความสุขของชีวิต คือความเพอร์เฟคทุกกระเบียดนิ้วที่ชีวิตเราควรต้องมี คำถามคือ แล้วถ้าชีวิตไม่สมบูรณ์บ้าง ขาดๆเกินๆบ้าง แบบนั้นไม่ได้หรือ มันจะทำให้เราไม่มีความสุขจริงๆใช่ไหม ตัวผู้เขียนเองได้ค้นหาคำตอบนี้มาสักระยะ แล้วพบว่า ความไม่สมบูรณ์นั่นล่ะ คือความสุขที่จริงที่สุดของเรา

ทุกครั้งที่เกิดอารมณ์หงุดหงิด ฉุนเฉียว เกรี้ยวกราด ความโลกร้ายๆของตัวเราที่หลายคนไม่เข้าใจ แต่ตัวเราเข้าใจดีที่สุด เรื่องพวกนี้มักเกิดขึ้นตอนเราตั้งโจทย์อะไรสักอย่างในใจ แล้วสุดท้ายมันก็ไม่เป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น มันถูกตั้งต้นจากความคาดหวัง หวังว่าจะให้มันเพอร์เฟคอย่างที่เราคิด พอไม่เป็นอย่างนั้นแต่กลับเป็นอย่างนี้ ใจเรามันก็ดิ้นขึ้นมาทันที แล้วอย่างนี้จะเรียกว่า ความเพอร์เฟคจะสร้างความสุขให้ชีวิตเราได้อย่างไร หรือต้องแลกกับทุกข์มาก่อน เดี๋ยวสุขก็ตามมา เอาเข้าจริงๆแล้ว ความสุขไม่น่ามีเงื่อนไขเยอะขนาดนี้เลย หรือนี่เรียกว่า สุขไม่จริง
 
หลายครั้งที่ชีวิตก็ดีอยู่แล้ว มันก็ดีในรูปแบบที่หายใจเข้าออกอย่างปกติในทุกวัน แต่วันหนึ่งเราอยากได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ชีวิตเราเลยรู้สึกขาด ทั้งที่ไม่ได้ขาดอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว สุดท้ายเราก็ทำตัวเรียกร้องหาความสมบูรณ์แบบ จนยอมแลกอะไรที่บางครั้งก็ไม่น่าจะต้องแลก แลกไปแลกมาก็นั่งทุกข์กว่าเดิมว่า ทำไมแลกไปแล้วไม่ได้อะไรกลับมาเลย พอถึงจุดนี้ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นอีกที ก็รู้สึกว่า มีชีวิตที่อยู่แบบเรียบง่ายทุกวัน มันก็ดีอยู่แล้ว ยิ่งวิ่งหาความเพอร์เฟคเท่าไหร่ กระโดดเอื้อมมากแค่ไหน ทำไมยิ่งไกลออกไปทุกที หรือเพราะเราเองที่ไม่พอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ทุกวันนี้หรือเปล่า เราจะเริ่มเห็นคำตอบชัดขึ้นเรื่อยๆ
 
สิ่งที่มีอยู่ในวันนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่อยากได้ในเมื่อวาน และแน่นอนว่าชีวิตเราเติบโตขึ้นทุกวัน ความพอย่อมไม่มี นั่นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การรู้ตัวว่าพอดีในจุดไหน นั่นต่างหากคือสิ่งที่ควรต้องรู้ตัวเสมอ หากวันหนึ่งชีวิตมีทุกอย่างเพรียบพร้อม แต่ยังรู้สึกว่ายังขาดอยู่ นั่นก็น่าจะเป็นความไม่พอและไม่รู้เท่าทันใจตัวเองจริงๆ เปรียบง่ายๆก็เหมือนการใช้ชีวิตอย่างคนเจ้าชู้ ที่ไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักรัก รู้จักแต่ความอยาก แล้วใช้ความอยากเป็นแรงขับเคลื่อนเติมเต็มชีวิตให้รู้สึกว่าสมบูรณ์ที่สุด คุณคิดว่าเขาจะสุขได้จริง จริงๆใช่ไหม



จากการไล่ล่าหาความสมบูรณ์แบบให้ชีวิต ไม่ว่าจะเรื่องการงาน ความรัก เงินทอง สามเรื่องหลักของชีวิตที่ทุกคนต่างก็เกิดมาเพื่อเติมเต็มสามเรื่องนี้ให้สมบูรณ์ที่สุด แต่หารู้ไม่ว่า กว่าจะเติมให้มันเต็มได้ ความตลกร้ายที่ทำให้ขำทั้งน้ำตา ก็ถาโถมเข้ามาจนนั่งทุกข์กันจนหาต้นตอกันแทบไม่เจอ เลยต้องถามตัวเองดังๆอีกครั้งว่า ความเพอร์เฟค มันสร้างความสุขให้เราได้จริงๆหรอ หรือเป็นแค่โจทย์หลอกๆที่สร้างขึ้นมาให้เรากระตือรือร้นทำอะไรสักอย่างให้ชีวิตเราได้เดินไปข้างหน้า
 
เมื่อมองความเพอร์เฟค เท่ากับความไม่เพอร์เฟคดูบ้าง เราจะเริ่มปลงและปล่อยวางได้ง่าย ความคาดหวังที่ถูกตั้งเป็นโจทย์ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ และรางวัลที่เรียกว่าความสุข ใครกันจะเป็นผู้มอบให้ เราลองคิดว่าไม่มีอะไรพวกนี้บ้าง ทุกอย่างว่างเปล่าอย่างที่ไม่ต้องมาเติมให้เต็ม ปล่อยให้มันวางๆโบ๋ๆดูบ้าง ก็พบอย่างชัดเจนว่า ไม่มีตัวแปรที่เรียกว่าความคาดหวังมาปรากฏตัวแต่อย่างใด แล้วสิ่งนี้ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราใช้ชีวิตอยู่บนพื้นฐานแห่งความจริง คือความจริงที่อยู่ตรงหน้า ไม่ใช่ความจริงที่ยังไม่เกิด เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้ เราใช้ชีวิตอยู่ในโลกแห่งความฝัน เราฝันอยากจะได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ อยากมีชีวิตที่ดี อยากมีรถขับ อยากมีแฟนสวย อยากมีหน้าที่การงานที่ดี และสารพัดความอยากมีที่เกิดขึ้นมา แล้วเราก็ต้องไล่ล่าหาสิ่งที่จะมาเติมเต็มความอยากมีเหล่านี้ให้ได้ แล้วถ้าทำได้ก็ถือว่าชีวิตเพอร์เฟคมากจริงๆ นั่นคือไม่จริง!!
 
 
 
มีสติและอยู่กับปัจจุบัน สองสิ่งนี้น่าจะทำให้คุณมีความสุขกับความไม่เพอร์เฟคของชีวิตได้
 
คุณจะหัวเราะเสียงดังกับปัญหาที่มันแล้วไปแล้ว
คุณจะเริ่มไม่คาดหวังกับเรื่องของหัวใจ เพราะมันเป็นเรื่องที่บังคับกันไม่ได้
คุณจะคิดว่า ช่างมันเถอะ กับเรื่องที่ผิดพลาด แต่ก็จำไว้เป็นบทเรียน
คุณจะไม่คาดคั้น เอาคำตอบกับสิ่งที่ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องมีคำตอบ
คุณจะเริ่มรู้สึกทุกครั้งที่ตื่นลืมตา นั่นก็มีค่าแล้ว
คุณจะปล่อยให้ชีวิตอยากทำในสิ่งที่อยากทำ
คุณจะไม่ตั้งกฏเกณฑ์อะไรในชีวิตให้ปวดหัว
คุณจะรู้ว่าตัวเองอยู่จุดไหนแล้วมีความสุข
คุณจะเริ่มรู้ว่า อะไรพอดี อะไรเกินตัว
คุณจะมีความสุขง่ายๆได้ด้วยตัวเอง
คุณจะไม่คิดเปรียบเทียบกับใครให้ขุ่นใจ
คุณจะรู้ว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ดีอยู่แล้ว มากกว่านี้ก็ขอบคุณแล้วกัน
 
ทั้งหมดที่ว่ามานี้เป็นการค้นพบความสุขจากความไม่เพอร์เฟคจากตัวผู้เขียน จะผิดหรือถูกคงไม่มีอะไรแน่ชัด จะตอบได้ชัดที่สุดก็คงต้องบอกว่า คุณเองจะมองชีวิตคุณในรูปแบบไหน ความรวยคือความสุข หรือ ความพอดีคือความสุข ทุกอย่างมันแตกต่างกัน แต่ถ้าก่อนหน้านี้ไล่ล่าหาความเพอร์เฟคให้ชีวิตจนรู้สึกเหนื่อยจนหายใจไม่ทัน ก็ลองหยุดนิ่งๆสักพักแล้วอยู่กับความไม่เพอร์เฟคให้ได้บ้าง อาจจะเจอคำตอบชัดๆก็ได้ว่า จริงๆแล้วอะไรคือความสุขของชีวิตเรา บิดๆเบี้ยวๆบ้างอาจจะสุขก็ได้
About the Author
นักคิดแก้โจทย์ธุรกิจและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนในทุกๆวัน ที่เพจ jazzykwangandfriends
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ถึงเดือนเมษายนจะไม่เห็นซากุระสักกลีบ แต่ถ้าข้ามถนนแล้วไม่ต้องระวังรถ เดินไปไหนไม่มีคนเกะกะ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว
 
บ่อยครั้งที่ฉันเมาโดมิคุ่มแล้วเดินตากฝน ตากหิมะ หาลูกค้า เลยกลายเป็นว่าฉันเป็นคนแรกที่บุกเบิกการเดินจับแขกย่านริมคลองซากุระคิโจ จนผู้หญิงหลายชาติพากันจับแขกมากที่นี่มากขึ้น