OPINION

คิดไม่ออก

สุรพร เกิดสว่าง
5 มี.ค. 2561
“มันทำให้จิตใต้สำนึกของผมสามารถคิดเรื่องต่างๆได้ เมื่อผมกลับมา ผมมีไอเดียใหม่ มุมมองใหม่ ที่ก่อนนี้ยังคิดไม่ได้”
 
นั่นเป็นคำพูดของ เจ้าของ tech startup คนหนึ่ง พูดถึงวิธีที่เขาแก้ปัญหาเมื่อคิดงานไม่ออก เขาไม่ได้หมายถึงวิธีการซับซ้อนอะไร เขาหมายถึง การมานั่งทำงานที่ยิมปีนผา เมื่อความคิดไม่เดิน ก็แค่เดินไปทีหน้าผาจำลอง ปล่อยใจไปกับการปีนผา ไม่คิดเรื่องงาน ปีนเสร็จกลับมา ความคิดเรื่องงานก็เริ่มแล่น
 
และนั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมยิมปีนหน้าผาจำลองที่รวมเอา working space ที่มี โตีะทำงานและที่ประชุม พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสำหรับการทำงาน จึงเป็นเริ่มเป็นที่นิยมด้วยลูกค้าจาก tech startup และ tech giant อย่าง Twitter, Uber, Dropbox ทำให้มียิมประเภทเดียวกันนี้ เกิดขึ้นในอีกหลายแห่ง จนกลายเป็น trend ในอเมริกาขณะนี้โดยเฉพาะกลุ่ม IT ที่ต้องใช้ความคิดมากๆ
 
“Physicality stimulates innovation and creativity” เป็นป้ายที่ติดไว้ที่ Brooklyn Boulders - ยิมปีนผาเจ้าหนึ่งที่รวมเอาหน้าผาจำลองกับที่ทำงานไว้ด้วยกัน
 


เมื่อคิดไม่ออก นักจิตวิทยาแนะนำง่ายๆว่า ให้เลิกคิด เพราะจากการศึกษาพบว่า การคิดออกหรือมีอาการ “คลิก” click moment นั้น จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราปล่อยใจสบายๆ หันไปคิดเรื่องอื่นแทน
 
แต่นั่นดูเหมือนจะขัดแย้งกับภาพที่ปรากฏในที่ทำงาน ที่ทุกคนในห้องประชุม พยายาม brainstroming  “เบ่ง” ความคิดสร้างสรรค์ให้ออกมาให้ได้ ไม่งั้นไม่เลิกประชุมไม่ว่าจะหิวข้าวหรือดึกแค่ไหน หรือ งานที่ได้รับมอบหมายให้หาคำตอบในเวลาอันสั้นอย่างเร่งรีบ หรือ การถูกยิงคำถาม ที่คาดหมายว่าจะต้องมีคำตอบสวนกลับมาในทันทีเสมอ
 
ทั้งหมดนี้ เป็นวิถีการทำงานในชีวิตประจำวันเพื่อที่จะให้ได้คำตอบมา ซึ่งขัดแย้งกับการศึกษาทางจิตวิทยาอย่างมากว่า “ไม่ได้ผล” หรือ ถ้าดูเหมือนได้ผล ก็ได้คำตอบแบบหลอกๆ หรือคำตอบที่ไม่มีคุณภาพนัก เพราะเมื่อคนเราถูกกดดัน จะเกิดอาการมองมุมแคบหรือ narrow focus เพื่อจะหาทางรอดโดยเร็วที่สุด ซึ่งก็คือ “เลิกประชุม กลับบ้าน ทานข้าว” อันเป็นความต้องการอันดับหนึ่งในขณะนั้น 
 
เมื่อคนเราถูกบังคับให้ตอบคำถามโดยยังคิดไม่ออก และเมื่อไม่มีเวลาเผื่อให้คิด เราก็อาจจะคว้าเอาคำตอบที่ make up ขึ้นมาก็ได้ ซึ่งบางครั้งคนตอบเองก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า make up คำตอบขึ้นมาเอง และก็เชื่อตามที่ตัวเองตอบจริงๆอีก 
 
โดยเฉพาะงานที่ต้องการความคิดลึกซึ้ง จะต้องเผื่อเวลาให้คนทำงานกลับไปคิดเงียบๆ ไม่ใช่เร่งรัดเอาคำตอบในเวลาอันสั้นก่อนประชุมเลิก หรือไม่กี่วันก่อนส่งงาน เพราะสิ่งที่มักเกิดคือ การพยายามเฟ้นเอาคำตอบอะไรก็ได้ ขอให้ไม่เลยเวลา deadline เป็นพอ  
 
ดังนั้น การบริหารงานเพื่อให้ได้คำตอบที่ดีคือ “ต้องเผื่อเวลาให้ไปคิด” โดยเฉพาะคำตอบที่ต้องการความคิดวิเคราะห์ คิดลึก ก่อนจะตอบ หรือ คำตอบที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์
 
และ “การเผื่อเวลา” ในที่นี้ก็คือ การเผื่อเวลาให้ใจลอยในเรื่องอื่น ไม่ใช่เผื่อเวลาไปใช้เวลานั่งคิดให้ออกหรือหวนกลับไปคิดเรื่องงานอีก
 
เพราะนักจิตวิทยาบอกว่า ระหว่างที่ใจนึกไปถึงเรื่องโน่นนี่นั้น สมองส่วนที่เก็บความจำและความรู้จะถูกเข้าถึงได้ง่าย ในหนังสือ Daydreams at Work โดย Amy Fries บรรณาธิการของนิตยสาร Psychology Today กล่าวว่า การฝันกลางวันทำให้เรามองเห็นภาพใหญ่เป็นรูปร่างขึ้นมา และสามารถนำมาคิดต่อ เพื่อ simulate ในสถานการณ์ของเราเองได้
 
ในการทดลองของ University of California at Santa Barbara พบว่า เมื่อแบ่งกลุ่มลองให้นักเรียนพยายามแก้ปัญหาโจทย์ยาก โดยกลุ่มหนึ่ง หลังจากแก้ปัญหายังไม่เสร็จ ให้เปลี่ยนไปทำงานที่ไม่ได้ใช้สมองมากนัก กับอีกกลุ่ม ให้เปลี่ยนไปทำงานอื่นแต่ใช้สมองหนักพอๆกับโจทย์แรก และ อีกกลุ่มไม่ให้พักเลย  ผลคือ กลุ่มที่เปลี่ยนไปทำงานสบายๆชั่วคราว ซึ่งเท่ากับเป็นอารมณ์ปล่อยให้ใจลอยไปเรื่อยๆ กลับมาแก้ปัญหาได้ดีกว่าถึง 41% เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่น
 
การค้นพบความคิดสำคัญๆในประวัติศาสตร์ มักเกิดขึ้นระหว่างเวลาพัก ไม่ใช่เวลากำลังทำงาน นิโคลา เทสลา ค้นพบความคิดเรื่องกระแสไฟฟ้าสลับขณะเดินเล่น หรือ เบโธเฟน, ปีคัสโซ, มาร์ค ทเวน ก็ล้วนแต่ได้ความคิดดีๆระหว่างพักผ่อน ส่วน ไอสไตน์ได้ความคิดเรื่องทฤษฎีสัมพันธภาพระหว่างเล่นไวโอลินเพลงของโมสาร์ท ลูกชายของไอสไตน์เล่าว่า “เมื่อใดที่คิดเรื่องงานไม่ออก พ่อจะหันไปหาเสียงเพลง และเพลงมักจะแก้ปัญหายากๆให้พ่อเสมอ”
 
บทความใน Lancet Medical Journal 2011 โดย GD Scott และการศึกษาของ University of Plymount ในปี 2009 ชี้คล้ายกันว่า แม้กระทั่งการขีดเขียนวาดรูปโดยไม่มีจุดหมายบนกระดาษระหว่างการประชุมหรือฟัง lecture  ช่วยให้การ process ข้อมูลที่ได้รับแม่นขึ้น จำได้ดีขึ้น และทำให้แก้ปัญหาที่ค้างคาได้ง่ายขึ้น  
 
ในเวลาตื่น คนเราใช้เวลา 47% หมดไปกับการใจลอยอยู่แล้ว แต่การ “ใจลอยเพื่อทำงาน” นั้นต่างจากการใจลอยเรื่อยเปื่อยธรรมดาอยู่
 
เงื่อนไขที่สำคัญที่สุดคือ ต้องจัดให้มีการใจลอย หลังจากอาการคิดไม่ออกหรืออยากรู้คำตอบมากๆ 
 
เพราะนักประสาทวิทยาบอกว่า เมื่อเกิดความกระหายอย่างแรงกล้าในคำตอบ แต่ยังคิดเท่าไหร่ก็ไม่ออกนั้น เมื่อเราเปลี่ยนไปคิดเรื่องอื่น หรือทำเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องเลย สมองยังจะทำงานต่อใน background เพื่อค้นหาคำตอบที่สงสัยอยู่ โดยเข้าไปค้นในข้อมูลและความรู้ที่เก็บไว้ และนำมาประมวลผล ดังนั้น โอกาสที่คำตอบจะ pop up ขึ้นมานั้นจึงมากขึ้น
 
แต่ถ้าเราก็ไม่สนใจอยู่แล้ว ไม่มีความหมกมุ่นอยากได้คำตอบเท่าไหร่นัก ต่อให้พักทำงาน หันไปใจลอย ก็อาจยังคิดไม่ออกอยู่ดี เพราะสมองไม่ได้สนใจทำงานใน background ให้
 
เมื่อความจริงเป็นที่ประจักษ์ดังนี้  วิธีการทำงานที่ต้องอาศัยความคิดมากๆ ก็ต้องเปลี่ยนไป จะอยู่ในกรอบ 9 to 5 ไม่ได้ หรือ ต้องไปปรากฏตัวที่ office ก็ไม่มีความจำเป็น และอาจเป็นผลเสีย
 
Harvard Business Review อ้างการศึกษาขององค์กรต่างๆ 300 แห่งที่พบว่า 1 ใน 3 ของ value-added work ของการทำงานแบบทีมนั้นมาจากแค่ 3%-5% ของจำนวนสมาชิกทีม และการศึกษาของ University of Iowa ก็สอดคล้องเหมือนกันว่า “ทีมงานที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด” จริงๆแล้ว มักจะมีสมาชิกอยู่คนหนึ่งที่ทำงานมากกว่าคนอื่นๆ และเป็นงานส่วนใหญ่เสียด้วย  
 
นั่นหมายความว่า ความหวังที่จะเอาคนมานั่งรวมกันแล้วผลิตผลงานสร้างสรรค์ออกมานั้น อาจไม่เกิดผลเท่าใดนัก เพราะงานดีๆ มักจะมาจากคนในทีมไม่กี่คน และนั่นหมายความต่อว่า การพยายามเฟ้นความคิดดีๆออกมา ในสภาพการทำงานหลายๆคนนั้น ไม่น่าจะสอดคล้องกับความจริงที่เป็นอยู่
 
การสร้างบรรยากาศให้มีความเป็นส่วนตัว ให้เกิดสมาธิสำหรับบุคคลต่างหาก ที่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ ผลงานดีๆ เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่รวมเอาคนมาเยอะๆในที่เดียวกันแล้วหวังว่าจะมีอะไรดีๆตามมา
 
อีกทั้งจากการศึกษาหลายชิ้นอย่างเช่นใน journal Applied Cognitive Psychology ย้ำว่า social interaction นี่เองเป็นตัวทำให้ไม่มีสมาธิ และความสร้างสรรค์จะไม่บังเกิด ในขณะที่การทำงานคนเดียว ในสภาพแวดล้อมที่มีความเป็นส่วนตัว จะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์มากกว่า
 
และนั่นหมายถึง ที่ทำงานที่ดี ควรจะจำกัดเวลาของกลุ่มไม่ให้มากเกินไป เรียกว่า ให้พอเพียงกับการธรรมชาติของการเป็น social animal ของมนุษย์ และพอเพียงกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารอันมีค่า ก็พอ จากนั้น ที่เหลือปล่อยให้เป็นเวลาส่วนตัวเงียบๆ ไม่ใช่จัดให้เวลากลุ่มทั้งหมด ให้มานั่งทำงานตาม office ตั้งแต่เช้าจนค่ำดังที่เป็นอยู่
 
ส่วนเวลาทำงาน อาจจะดูเหมือนไม่ได้ทำงานก็ได้ เพราะในเมื่อเวลาปล่อยใจเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างผลงาน การที่คนทำงานจะวางมือเดินออกจาก office ไปเล่นกีฬา ไปฟังเพลง เล่นดนตรี ในช่วงเวลา 9-5 ของ office ก็ควรจะเป็นที่ยอมรับได้อย่างเต็มที่-ตราบใดที่คนนั้นยังสามารถสร้างผลงานได้
 
เพราะนั่นจะเป็นเวลาดีที่สุดที่เขาจะได้สร้างผลงานอย่างจริงจัง และเป็นเวลาที่องค์กรจะได้ประโยชน์จากเขามากที่สุด แทนที่จะมานั่งให้เห็นที่ office และคิดอะไรไม่ออก นอกจากทำตัวให้ยุ่งฆ่าเวลาไปวันๆ
 
ยิ่งในสมัยที่ artificial intelligence สามารถทำงานแทนคนได้หลายเรื่อง หากไม่ปรับสภาพแวดล้อมในการทำงานให้สนับสนุนการใช้ความคิดสร้างสรรค์ (อันเป็นสิ่งที่ AI ยังเลียนแบบไม่ได้) ก็คงเป็นเรื่องน่าเสียดาย
 
เพราะแค่เริ่มจากไม่ว่ากัน ถ้าจะมีใครวาดการ์ตูนในเวลาประชุม หรือ จะออกไปยิมในเวลางาน เท่านั้นเอง
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
วันเวลาของปีใหม่กำลังจะเดินทางมาสู่เราอีกครั้ง มาพร้อม  ๆ กับเรื่องราวใหม่ ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่จะดีแค่ไหนถ้าในปีที่จะถึงนี้ เรามาเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ด้วยการมีสติและรู้เท่าทัน
เมื่อแฟนหึง ไม่รู้จะทำอย่างไร 
ให้คณิตศาสตร์เป็นคำตอบ!