OPINION

คิดย้อนก่อนงานเสร็จ : Work in Process Mindset

สุรพร เกิดสว่าง
17 ก.ค. 2560
“ที่เราไม่เห็นนั้น คือชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าของการฝึกฝน ที่จะ jump หรือ spin และเวลาที่ใช้ไปเพื่อให้ลีลาออกมาแม่นยำและสวยงาม”

“เราสามารถนั่งดูและเพลิดเพลินกับการแสดงของเขา แต่สำหรับตัวเขานั้น มันคือการต่อสู้อย่างสุดโหด”

นั่นเป็นคำกล่าวจาก blog ต่างๆของวงการ figure skating ที่มีต่อ YuzuruHanyu แชมป์นักสเก็ตชาวญี่ปุ่นวัย 20 ปี ทีสามารถทำ quad loop หรือกระโดดหมุนตัวได้สี่รอบกลางอากาศแบบ loop เป็นคนแรกของโลก เบื้องหลังความสำเร็จของ Hanyu มาจากการฝึกอย่างหนัก แม้กระทั่งบนความเจ็บปวดจากอุบัติเหตุ ฝึกจนกระทั่งร่างกายบอกว่าไม่ไหว เขาถึงจะหยุด
                                                                                                        
figure skating ถือเป็นกีฬาที่มีความสวยงามที่สุดกีฬาหนึ่งก็ว่าได้ ด้วยความเป็น art ทีมีลีลาที่พลิ้วไหวไปกับเพลง และความเป็น sport ที่ต้องการการเคลื่อนไหวและทรงตัวอันยากยิ่ง ทว่าบนความวิจิตรที่ปรากฏบนลานน้ำแข็ง เบื้องหลังคือการฝึกฝนที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บอย่างสูง ไม่ว่าจะเป็นการปะทะกัน ไปจนถึงการทำ spin หรือ jump ที่ข้อเท้าต้องรับแรง 6-7 เท่าของน้ำหนักตัวในยามที่ร่างกายตกลงกระแทกกับพื้นน้ำแข็งถ่ายทอดผ่าน blade ของรองเท้าอันมีความหนาเพียง 4 มิลลิเมตร  จน CBS Sports กล่าวว่า ความบาดเจ็บคือ the price to pay สำหรับกีฬาอันสวยงามยิ่งนี้ 

และนั่นทำให้ figure skating คือ extreme case ของ “เบื้องหน้า vs เบื้องหลัง ของความสำเร็จ”  อันเปรียบได้ดังความสวยงามของความสำเร็จต่างๆ ที่เบื้องหลังอาจเต็มไปด้วยความยากลำบากสาหัส ให้อารมณ์ขัดแย้งกับผลงานที่ปรากฏในตอนท้าย จนเหมือนกับเป็นคนละโลกก็ว่าได้
 
สังคมเราให้ความสำคัญกับงานที่ทำเสร็จแล้ว จนเกือบลืมนึกถึงเบื้องหลังของงานเหล่านั้นว่า ก่อนจะมาเป็นผลลัพธ์ดูดี งานเหล่านั้นมีสภาพเป็นอย่างไร เรามักมองเห็นแต่ความสวยงามของผลงานที่เสร็จสิ้น ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมชั้นเลิศ เพลงอมตะ หรือ ทฤษฎีทางวิชาการ นักกีฬาหรือศิลปิน เรามารับรู้ เรียนรู้ จากงานที่เสร็จแล้ว แต่ไม่ค่อยได้เรียนรู้ถึงเรื่องราวก่อนที่งานจะเสร็จ เราเห็นแต่ความสวยงามของชัยชนะ 
 
แต่หากย้อนเวลา กลับไปในอดีตของ“อารมณ์ร่วม” ขณะนั้น อาจพบกับภาพอีกแบบหนึ่ง ซึ่งอาจจะขัดแย้งกับความรู้สึกปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ความหดหู่ ท้อแท้ ไปจนถึงความเละเทะวุ่นวายที่ดูโง่เขลา ก่อนที่จะมาถึงวันนี้ ระหว่างทางที่ผ่านมา อาจเต็มไปด้วยสิ่งที่ใครเห็นก็อาจต้องส่ายหัว 


 
ก่อนจะมาเป็นวรรณกรรม ภาษาสละสลวย พล็อตเรื่องลงตัวดีเยี่ยม ให้ข้อคิดที่สะดุดใจ  ตัวต้นฉบับอาจผ่านการขีดฆ่าเขียนใหม่ไม่รู้กี่ครั้ง คนเขียนต้องย้อนไปแก้พล็อตเรื่องไม่รู้กี่เที่ยว  เพื่อที่จะออกมาเป็นผลงานฉบับร่างชุดแรกๆ ซึ่งก็ยังไม่เอาไหนอยู่ดี พร้อมด้วยความอึดอัดที่ยังหาทางออกไม่ได้ เช่นเดียวกับการcoding ของ software, การบริหารจัดการ project ต่างๆ การฝึกฝนในกีฬา และดนตรี สารพัดเรื่อง
 
หากย้อนเวลากลับไป อารมณ์ของงานในตอนนั้น อาจไม่ต่างจากงานชิ้นที่เรากำลังปวดหัวอยู่ตรงหน้านี้ก็ได้ ซึ่งดูเหมือนจะเต็มไปด้วยปัญหาร้อยแปด ยังคิดไม่ออกว่าจะแก้ไขอย่างไรแน่
 
แต่ธรรมชาติคนเรามักจะเอางานที่กำลังทำอยู่ตรงหน้า ไปเปรียบเทียบกับงานที่เสร็จเรียบร้อยดูดี  นั่นคือ เราเอา finished good ของคนอื่นที่เสร็จแล้วเป็น benchmark และเอา work in process ที่กำลังทำของเราไปเปรียบเทียบ ซึ่งย่อมไม่ถูกตรรกะ ผลคือ รู้สึกท้อกับงานที่ทำอยู่ และ หรือไม่ก็ถอดใจไปเลย  
ที่จริงแล้ว benchmark ที่ถูก ควรจะเป็น work in process ใน stage เดียวกันของงาน  การมองตามความเป็นจริงแบบนี้ เราอาจจะพบว่า สภาพรุมเร้าด้วยปัญหาที่เป็นอยู่นี้ มันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก เพราะแม้กระทั่งคนสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเยี่ยม ก็ต้องเดินทางผ่านความรู้สึกแย่ๆแบบนี้เหมือนกัน
 
แต่ทว่า สังคมไม่ค่อยจะสอนให้เรามองแบบนั้น เรามักได้ฟังถึงความสำเร็จล่าสุดกับประวัติของความสำเร็จที่ผ่านมา แต่เราไม่ค่อยได้ฟังถึงรายละเอียดของความยากลำบาก หรือความล้มเหลวที่เป็นเบื้องหลังเท่าใดนัก  เรามีอารมณ์ร่วมกับคนที่ชนะ แต่ไม่ได้มีอารมณ์ร่วมกับสิ่งเลวร้ายที่ผ่านมากับเขา ความสนใจของสังคมอยู่ที่ finished good แต่ไม่ค่อยสนใจ work in process
 
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าประหลาดใจว่า คนเรามักชื่นชมคนเก่งว่าเป็น “คนมีความสามารถพิเศษ” หรือ superman หรือเป็นเรื่องของพรสวรรค์ ซึ่งที่จริงแล้ว พวกเขาจะไปถึงจุดนั้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีเรื่องของความพยายามและ passion อย่างแรงกล้าระหว่างทางเข้ามาเป็นพลังผลักดัน อัจฉริยะของไอสไตน์จะไม่มีผลอะไรเลย ถ้าเขาไม่ครุ่นคิดเรื่องทฤษฎีสัมพันธภาพอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเดินเล่นหรือเล่นเรือใบ
 
ทัศนะแบบนี้ ทำให้เกิดประเด็นที่นักจิตวิทยาเรียกว่า fixed mindset กับ growth mindset
 
Fixed mindset หรือทัศนะเชื่อในพรสวรรค์ เป็นทัศนะที่นำพาสังคมไปสู่การยอมแพ้อะไรง่ายๆ เพราะถ้ากลายเป็นค่านิยมของสังคม ใครที่สู้แล้วทำไม่ได้ จะกลายเป็นการชี้ว่า คนนั้นไม่มีความพิเศษอย่างที่คิด ซึ่งแน่นอนย่อมสะเทือนจิตใจและ ego อย่างเจ็บปวด จนต้องหาทางออกด้วยการแก้ตัวบนข้ออ้างต่างๆนานา หรือไม่ก็แอบโกง แต่ไม่คิดพัฒนาตนเองเพื่อเรียนรู้ให้มากขึ้น 
 
ส่วน growth mindset เป็นทัศนะที่เชื่อว่า คนเราเปลี่ยนแปลงได้ หากไม่มี ก็หามาเติม หากไม่เก่ง ก็พยายามเรียนรู้  ฝึกฝนไปเรื่อยๆก็อาจบรรลุเป้าหมาย
 
จากงานวิจัยมีชื่อเสียงของ Columbia University ในปี 2007 ชี้ว่า เด็กที่มี fixed mindset คือคิดว่าตัวเองมีความสามารถพิเศษติดตัวมา จะสนใจว่าตนเองดูดี ดูฉลาด หรือเก่ง มากกว่าอยากจะเรียนรู้จริง โดยเชื่อว่า คนฉลาดไม่ต้องขยันก็ได้
 
เช่นเดียวกับผู้บริหารที่มี fixed mindset มักจะไม่ค่อยคิดว่า ลูกน้องพลาดได้ เพราะไม่เห็นว่าการพลาดคือการเรียนรู้ เมือใครพลาดจึงเล่นงานอย่างเดียว ส่วนเมื่อถึงทีตัวเองพลาด ก็มักจะหาเหตุผล excuse หรือโทษคนอื่น ในทางตรงข้าม ผู้บริหารที่มี growth mindset จะคิดเสมอว่า ทุกอย่างเป็น work in progress ดังนั้นคนเรา (ทั้งตนเองและลูกน้อง) พลาดกันได้ เปลี่ยนแปลงได้ และเรียนรู้ได้เสมอ 
 
Fixed mindset ทำให้คิดว่าความสำเร็จใดๆ จะได้มาง่ายกว่าที่เป็นจริง พอเมื่อเกิดปัญหาใหญ่ บางคนจึงถือว่าล้มเหลวทันที ส่วนองค์กรทั่วไปก็มักถือว่า เมื่อเกิดปัญหา ถือเป็นความผิดความผิดพลาดของคนทำงาน แทนที่จะถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดในกระบวนการเรียนรู้ ทำให้ไม่ได้เผื่อเวลาหรือต้นทุนไว้
 
จะดีกว่าไหม ถ้าทั้ง คนทำงาน+องค์กร+คนดู หันมาเข้าอกเข้าใจ work in progress หรือ งานที่กำลังทำอยู่ ถึงแม้จะอยู่ในสภาพที่ดูไม่ได้ 
 
เพราะความสวยงามที่แท้จริงอยู่ที่การต่อสู้เรียนรู้ ส่วนความสำเร็จที่ปรากฏนั้น ที่จริงแล้ว เป็นเพียง by product
 
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ธรรมชาติของคนไม่ชอบความไม่แน่นอน เราจึงมุ่งหา stability และกำจัดความไม่แน่นอนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในนามของ“ความเข้มงวด”
...แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร ก็หนีกฎธรรมชาติว่าด้วย stability breeds instability ไปไม่พ้น 
“เราควรจะหยุดรอเมื่อใด?”   เรื่องนี้ นักคณิตศาสตร์พอจะมีคำตอบให้แล้ว  อย่างน้อยก็ในเชิงทฤษฎี ว่าด้วย “กฎของ 37%” หรือ “Optimal Stopping”