เวลาผมเดินทางไปสอนและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดระเบียบตู้เสื้อผ้า
ปัญหาที่คนส่วนใหญ่มักตัดพ้อและเล่าให้ฟังคือการมีเสื้อผ้าที่ตัวเองไม่เคยใส่จนล้นตู้และทิ้งไม่ได้ หลายคนลังเล สับสน คิดไม่ออกว่าเสื้อ กางเกง กระโปรงแบบไหนควรเก็บหรือทิ้ง เพราะคิดว่าเสื้อผ้าที่มีอยู่ในตอนนี้มีจำนวนไม่พอใช้ในชีวิตประจำวัน จึงทำให้ไม่กล้าตัดสินใจทิ้ง และต้องซื้อเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ในการอบรมครั้งหนึ่ง มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งเข้ามาชวนคุย
เธอเล่าว่าช่วงการไว้ทุกข์เพื่อแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในช่วงระหว่างปี 2559-2560 ที่ผ่านมา เธอเพิ่งตัดสินใจโละเสื้อผ้าทิ้งเป็นจำนวนมาก และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างหนึ่งคือ การซื้อเสื้อผ้าให้น้อยลง
เธอสารภาพว่าเมื่อก่อนเธอเคยเป็นคนที่ชอบซื้อเสื้อผ้าจำนวนมากในคราวเดียว จนล้นตู้ เพราะไม่ค่อยมั่นใจในตัวเองและกลัวว่าถ้ามีคนมาเห็นเธอใส่เสื้อผ้าซ้ำจะต้องตำหนิเธอ พอเห็นเสื้อที่ซื้อมาแล้วไม่เคยใส่ก็รู้สึกเสียดายเงินและคิดว่าสักวันคงจะต้องได้ใช้ จึงไม่ยอมทิ้งเสื้อผ้าแม้แต่ตัวเดียว
แต่ในช่วงเวลาหนึ่งปีนั้น เธอเพิ่งเข้าใจคำว่า “พอเพียง” อย่างแท้จริง
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) ทรงพระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมานานหลายสิบปี ซึ่งมิได้มีเพียงแต่พระราชดำรัสเท่านั้น เพราะแนวคิดดังกล่าวยังสะท้อนผ่านพระราชจริยวัตรอันงดงามจากการทรงงานให้คนไทยและชาวโลกได้ประจักษ์อีกด้วย
เมื่อทรงพระเยาว์ ทรงมีพระปรีชาในการออกแบบและการต่อเรือด้วยพระองค์เอง ดังความตอนหนึ่งที่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเล่าไว้ในหนังสือ เจ้านายเล็กๆ –ยุวกษัตริย์ ว่า
“...พระอนุชาได้เริ่มทำแบบเรือต่างๆ ด้วยไม้ เช่น แบบเรือรบที่ไม่มีขาย ในระยะนั้นกำลังทำเรือใบที่ใหญ่พอสมควร ใบก็เย็บเองด้วยจักรเสร็จแล้ว เหลือแต่การทาสี เมื่อเริ่มไปแล้วก็พอดีเป็นเวลาที่กำลังจะตัดสินใจว่าจะอพยพออกไปสวิตเซอร์แลนด์ ทรงเล่าว่าทุกคนก็ถามอย่างล้อๆ ว่า เรือจะแห้งทันไหม”
ครั้งหนึ่ง พระองค์ทรงนำภาพถ่ายเรือรบลำหนึ่งให้ข้าราชบริพารดูและให้ตอบคำถามว่าเป็นเรืออะไรและถ่ายที่ใด แต่ไม่มีใครตอบได้ถูก ยกเว้นนายทหารท่านหนึ่งตอบถูกว่าเป็นเรือรบหลวงศรีอยุธยา แต่ทุกคนทราบดีว่าพระองค์ไม่เคยเสด็จฯ ทางเรือโดยมีเรือรบหลวงศรีอยุธยาโดยเสด็จด้วย จึงไม่มีใครตอบได้ว่าถ่ายภาพจากที่ใด
ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเฉลยว่า “ถ่ายในห้องนี่เอง” เพราะพระองค์ทรงประดิษฐ์เรือรบหลวงจำลอง ด้วยชิ้นส่วนนับร้อยจนเหมือนของจริง และทรงจัดวางฉากในห้องให้เหมือนท้องทะเล เมื่อทรงถ่ายภาพจึงเหมือนภาพถ่ายเรือรบกลางทะเล
ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเล่าเรื่องการใช้แผนที่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชว่า “ท่านหวงแผนที่ของท่านมาก อันเดิมต้องเก็บไว้ โดยเฉพาะแผนที่ทางภาคใต้นั้นโดนฝนมาก ทำให้ค่อนข้างเปื่อยยุ่ย ต้องถือด้วยความระมัดระวัง...ถ้าแผนที่นั้นเน่าเต็มทน คือโดนฝนโดนอะไร หลายปีหลายฤดูกาล ท่านก็ต้องย้ายข้อมูลจากแผ่นเก่าไปสู่แผ่นใหม่ ซึ่งท่านก็ต้องทำเองอีกเหมือนกัน”
“ท่านสอนแม้กระทั่งการพับแผนที่ เพราะว่าเวลาเรานั่งในรถที่มันแคบ กางแขนกางขาออกไปมากไม่ได้ เวลาเตรียมก่อนเดินทางเราต้องพับแผนที่ให้ถูกทางว่า ตอนแรกไปถึงไหนและพอไปถึงอีกที่จะต้องคลี่ให้ทันท่วงที...”
หรือภาพที่หลายคนมักจำติดตา คือภาพของพระองค์ทรงถือดินสอคู่กับแผนที่ ดินสอที่ทรงใช้จะเป็นดินสอไม้ราคาไม่แพงมียางลบที่ปลายแท่ง เพื่อให้ลบคำผิดที่เขียนได้ง่าย สะดวกและไม่ต้องเปลืองกระดาษเหมือนปากกา และทรงเหลาด้วยพระองค์เอง ปีหนึ่งทรงเบิกเพียง 12 แท่ง ใช้แต่ละแท่งจนเหลือกุดสั้น
ขณะเดียวกัน ความพอเพียงไม่ใช่การใช้ของราคาถูกๆ อย่างเดียวเท่านั้น เราสามารถประเมินความคุ้มค่าในการใช้สอยสิ่งของต่างๆ แม้ว่าของชิ้นจะมีราคาสูงก็ตาม ดั่งพระราชดำรัสตอนหนึ่งในวันที่ 4 ธันวาคม 2541 ความว่า
“...ให้พอเพียงก็หมายความว่า มีกิน มีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้แต่ว่าพอ แม้บางอย่างอาจจะดูฟุ่มเฟือย แต่ถ้าทำให้มีความสุข ถ้าทำได้ก็สมควรที่จะทำ สมควรที่จะปฏิบัติ…”
“ความพอเพียง” ในสายพระเนตรของพระองค์ จึงไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจหรือการทำไร่ทำนาเท่านั้น และไม่ใช่การประหยัดเงิน ใช้สิ่งของอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว
สิ่งสำคัญคือ ทัศนคติในการใช้ชีวิต ซื้อหรือเลือกสะสมของให้พอดีไม่จำเป็นต้องซื้อของแพงหรือมีราคาสูง รู้จักอดออม หรือประดิษฐ์ทำขึ้นด้วยตัวเอง ไม่ก่อให้เกิดหนี้
รู้จักเรียนรู้คุณค่าของสิ่งของที่มี และรู้จักวางแผน ใช้สิ่งของให้เกิดประโยชน์สูงสุด ใช้ของอย่าง
ทนุถนอมทำให้เห็นคุณค่าสิ่งของชิ้นนั้นและแสดงให้เห็นถึงจิตใจของคนๆ นั้นว่าเป็นคนละเอียดอ่อนเพียงใด
เศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นการหาสมดุลของชีวิต สิ่งของ และความสุขในใจของคนเรา
สุภาพสตรีท่านนั้น เล่าให้ฟังต่อว่า เมื่อรู้ว่าทางราชการประกาศไว้ทุกข์เป็นเวลา 1 ปี
ตอนแรกเธอรีบซื้อเสื้อผ้าชุดดำมาตุนไว้หลากหลายแบบ เพราะกลัวว่าจะมีชุดไม่พอใส่ตลอดทั้งปี แต่พอผ่านไปได้ไม่กี่เดือน เธอสังเกตว่า ตัวเองใส่เสื้อสีดำซ้ำๆ แบบเดิม เพียงไม่กี่ตัว
ทุกวันที่ออกไปทำงานไม่เคยกังวลว่าพรุ่งนี้ใส่เสื้อแบบไหนดี เลือกหยิบชุดที่ตัวเองใส่แล้วรู้สึกสบาย
เวลาออกจากบ้านเธอไม่รู้สึกเขินอายหรือประหม่า ไม่ต้องกลัวสายตาคนอื่นมองมา ทั้งๆ ที่เธอใส่เสื้อรูปแบบซ้ำไปซ้ำมาอยู่ตลอดทั้งปี
เธอเริ่มเข้าใจว่า ในอดีตเธอคอยซื้อเสื้อผ้าเพราะกังวลกับสายตาคนอื่นมากจนเกินไป
สิ่งที่ควรเอาใจใส่คือ ความต้องการของตัวเอง
เธอค่อยๆ โละเสื้อผ้าเหลือจำนวนที่พอใส่ เลือกเก็บเฉพาะชุดที่ตัวเองชอบ เสื้อผ้าบางตัวมีราคาแพง แต่เป็นเสื้อที่เธอหยิบใส่บ่อยๆ เธอรู้สึกว่าคุ้มค่ากว่าการซื้อเสื้อผ้าราคาถูก แต่ไม่เคยได้ใส่เลย
นี่เป็น คำว่า “พอเพียง” ที่เธอเข้าใจตามมุมมองของเธอ และรับรู้ได้ถึงความสุขในการใช้ชีวิต






