1. มั่นใจกับสิ่งที่เลือกทำในวันนี้ เพราะถ้าเริ่มทำวันนี้มันก็ควรเป็นสิ่งที่เกิดผลที่ดีในระยะยาวให้ลองคิดดูว่าจากวันนี้จนถึงห้าปีข้างหน้าหรือสิบปีข้างหน้าคุณยังมีความสุขกับสิ่งที่ทำในวันนี้อยู่หรือไม่แล้วสิ่งนี้จะสร้างอะไรให้คุณได้บ้างในเวลานั้นลองคิดคำตอบกันดูนะคะเพราะหากมันคิดไม่ออกตอบไม่ได้บางทีเราอาจจะแค่ใช้เวลาลองให้รู้แต่ไม่ใช่ใช้เวลาเต็มๆไปกับมันแบบไม่รู้ว่าผลมันคืออะไร
2. ให้มองอะไรในระยะยาวๆ อย่างเช่นถ้าคุณจะใช้เงินก้อนใหญ่สักก้อนลองดูว่าเงินก้อนนี้ในระยะยาวจะให้ผลอะไรกับคุณบ้างหรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนงานหากตอนนี้กำลังย้ายงานไปสู่ที่ใหม่แน่นอนว่าอายุงานเพิ่มขึ้นอายุตัวก็เพิ่มขึ้นเราอาจจะผ่านช่วงย้ายงานถี่ๆไปแล้วนะคำถามคือรักที่จะทำจริงๆหรือเปล่าลองถามใจตัวเองดู
3. ถ้าใช้ชีวิตเสี่ยงๆก็ต้องเสี่ยงที่จะเจออะไรสักอย่าง เพราะฉะนั้นการใช้ชีวิตโลดโผนเหมือนหนุ่มสาววัยยี่สิบมันอาจจะต้องถูกชะลอลงไปบ้างแต่เราเข้าใจนะว่าบางคนก็อยากใช้ชีวิตเปรี้ยวๆอยู่ซึ่งมันก็ไม่ผิดแต่แค่คุณต้องอย่าลืมนึกถึงผลที่จะตามมายิ่งอายุมากขึ้นความรับผิดชอบย่อมมีมากถ้ารับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดได้ก็ทำเปรี้ยวไปเลย
4. ตอบแทนตัวเองด้วยอาหารดีๆ เพราะที่ผ่านมาช่วงวัยรุ่นบางคนปาร์ตี้หนักมากบางคนตามใจปากหนักสุดๆพอเข้าสู่วัยนี้ให้ลองสังเกตว่าอะไรที่ไม่เคยเป็นก็จะเป็นอะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นมันก็เริ่มมาเยือนเพราะฉะนั้นการทานอาหารดีๆละเมียดและเสียเวลาสักนิดก่อนเอาอะไรเข้าร่างกายมันก็จะทำให้อายุช่วงบั้นปลายชีวิตดีมีสมดุลนะ
5. “ซื้ออสังหาฯเป็นของตัวเองได้แล้ว” ประโยคนี้ดังขึ้นจากผู้ใหญ่หลายๆคนที่แนะนำกับเราเพราะลองนึกย้อนไปเมื่อสิบปีที่แล้วความฮ็อตของราคาที่ดินยังไม่สูงเท่าทุกวันนี้โครงการบ้านติดถนนหลายที่ราคาอยู่แค่ล้านต้นๆแต่พอถึงตอนนี้มันแทบไม่เหลือให้พวกเราแล้วและนับวันราคาที่ดินก็สูงเอาๆซึ่งถ้าคุณเริ่มเก็บเงินแล้วซื้อในวันนี้คุณก็จะมีทรัพย์สินเป็นของตัวเองมันดีกับตัวเราในตอนแก่ตัวจริงๆนะ (ผู้ใหญ่หลายคนเตือนเราแบบนั้น)
6. เริ่มมองหาคู่ชีวิตที่เขาสามารถเป็นพ่อหรือแม่ของลูกคุณได้ ในบางคนอาจจะบอกว่าชีวิตนี้ฉันไม่ได้อยากมีลูกนะงั้นลองคิดแบบนี้ถ้าวันหนึ่งคุณได้คนที่เขาพร้อมจะดูแลคนที่คุณรักสั่งสอนเด็กคนนี้ให้เป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้เราเชื่อนะว่าคนๆนี้น่าจะเป็นคนที่พร้อมจะเคียงข้างคุณและดูแลคุณได้เป็นอย่างดีมันเป็นวิธีการเลือกคู่ชีวิต (มีผู้ใหญ่บอกเรามาแบบนั้น)

7. เลิกทำอะไรเบื่อๆอยากๆได้แล้ว เราพบว่าในช่วงชีวิตยี่สิบต้นๆเรามักจะมีอารมณ์เหล่านี้เยอะเหลือเกินนึกอยากทำอะไรก็รีบทำพอเบื่อก็เลิกจะว่าไปถ้าชีวิตคุณได้เคยลองทำอะไรแบบนั้นมาบ้างเราว่ามันก็ดีเพราะอย่างน้อยก็ได้ลองผิดลองถูกแต่ถ้าคุณใช้วิธีนี้ในช่วงก่อร่างสร้างตัวแล้วละก็มันจะสูญเสียเวลาไปไม่น้อยเลยล่ะการมั่นใจทำอะไรสักอย่างจึงเป็นเรื่องที่ดีกับตัวคุณในช่วงเวลานี้
8. หัดขอบคุณทุกๆอย่างที่เข้ามาในชีวิต เพราะไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีมากหรือแย่มากเราเชื่อว่าทุกอย่างมันดีจริงๆนะเพราะคุณอย่าลืมว่าบางทีบทเรียนก็ไม่ได้มาด้วยเรื่องดีๆเสมอไปการเจอเรื่องแย่ๆในชีวิตก็สอนให้เราแกร่งกับโลกใบนี้ได้นะ
9. หัดพูด“ใช่”“ไม่ใช่”ให้ชัด เพราะสองคำนี้มันดีต่อตัวคุณมากถึงมากที่สุดเพราะจากประสบการณ์ของเราที่เคยเป็นมนุษย์อะไรก็ได้มาก่อนข้อดีคือมีความยืดหยุ่นในตัวเองค่อนข้างสูงข้อเสียคืออะไรก็ไม่รู้เข้ามาเต็มตัวไปหมดเลยก็เป็นเพราะคำว่าอะไรก็ได้มันเปิดโอกาสให้ทุกอย่างเข้ามานั่นไงอะไรที่ไม่ใช่ก็เข้ามาอะไรที่ใช่ก็เข้ามาสุดท้ายกลายเป็นเลือกไม่ได้กระอักกระอ่วนอยู่คนเดียวเพราะฉะนั้นความมั่นใจในการพูดคำว่าใช่หรือไม่ใช่และได้หรือไม่ได้มันย่อมเป็นตัวคัดกรองชั้นดีที่จะไม่พาชีวิตสะเปะสะปะอีกต่อไป
10. พูด“ไม่รู้”อย่างไม่อาย เราเคยได้ยินว่ายิ่งแก่ตัวยิ่งอายง่ายก็อย่าไปคิดแบบนั้นเลยนะเพราะถ้าพูดว่ารู้เป็นมนุษย์ที่รู้ทุกอย่างคุณจะกลายเป็นคนที่หยุดเติบโตตั้งแต่วันนี้แล้วยิ่งถ้าพูดว่ารู้ในขณะที่ตัวเองไม่รู้นั่นก็กลายเป็นการลดความน่าเชื่อถือในวัยสามสิบไปโดยปริยายเอาเป็นว่าเปิดโอกาสให้ตัวเองไม่รู้บ้างจะเป็นเรื่องที่ดีมาก

11. รู้จักเลือกใช้ของคุณภาพดีดูบ้าง แน่นอนว่าในช่วงชีวิตหนึ่งเราผ่านการใช้ของแบบพอดีกับรายได้ประเภทเสื้อผ้ากระเป๋ารองเท้าทีเน้นซื้อราคาไม่แพงมากใช้เบื่อๆแล้วก็เปลี่ยนใหม่แต่พอถึงวัยนี้การพิถีพิถันในการแต่งตัวเป็นเรื่องสำคัญเพราะเราเริ่มต้องอยู่ในสังคมอย่างหลายบทบาททั้งหน้าที่การงานเพื่อนคนรักซึ่งในแต่ละพาร์ทก็ย่อมสะท้อนอะไรหลายอย่างในตัวคุณผ่านสิ่งที่คนอื่นมองเห็นเพราะฉะนั้นถ้าคุณคือหนุ่มวัยสามสิบที่ใส่เสื้อผ้าลินินเนื้อดีคนที่มองคุณก็น่าจะสัมผัสได้ถึงความละเอียดอ่อนในตัวของคุณได้ (มีผู้ใหญ่บอกเรามาแบบนั้น)
12. รู้จักตัวเองว่าเราคือใครและทำอะไรอยู่ คุณอย่าลืมว่าในช่วงวัยสามสิบบางทีมันก็ไม่ต่างอะไรกับช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเลยแถมภาระที่มากขึ้นอะไรต่อมิอะไรที่เข้ามาในชีวิตบางทีเราไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไรแต่ถ้าเรารู้ว่าเราคือใครและกำลังทำอะไรบางทีความวุ่นๆของชีวิตในช่วงนี้ก็ดูชัดเจนขึ้นมาได้ไม่ยากเพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้ชีวิตมันดูล่อแหลมไปกับสิ่งล่อตาล่อใจ
13. อยากทำอะไรให้ทำเลยอย่าลังเล เพราะถ้าคุณถึงวัยที่รับผิดชอบชีวิตได้แล้วการมัวแต่ลังเลแล้วไม่เริ่มทำอะไรสักทีจนเลขตัวหน้าเปลี่ยนเป็นสี่สิบห้าสิบหรือยาวไปหกสิบก็ดูจะไม่คุ้มกับการใช้ชีวิตเอาซะเลย
14. มันไม่ผิดหรอกถ้าจะเลือกเก็บและเลือกจากอะไรไปบ้าง ในที่นี้เรากล่าวรวมๆทั้งคนสิ่งของหรือความสัมพันธ์อะไรก็แล้วแต่เพราะในเมื่อเราโตขึ้นความคิดจากตอนเด็กและตอนนี้มันย่อมต่างกันสิ่งที่เราพบเจอมันหล่อหลอมให้เราเป็นทุกวันนี้และไม่ใช่ตัวเราที่เจอกับเรื่องราวแบบนี้ทุกๆคนย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลาเช่นกันเพราะฉะนั้นในเมื่อบางอย่างเปลี่ยนไปการเลือกเก็บเลือกจากก็ไม่แปลกอะไรหรอก
15. อย่าโลภกับชีวิต เราอยากให้คุณลองมีความสุขแบบพอดีๆกับชีวิตดูบ้างบางทีการที่เราอยากได้อะไรมากๆเคยรู้สึกไหมว่าพอได้มาแล้วมันก็แค่นั้นนั่นก็แปลว่าความรู้จักพอน่าจะทำให้ชีวิตไม่วุ่นวายมากไป
16. รู้จักโฟกัสเลือกและปล่อย สามสิ่งนี้เราอยากให้คุณหันมาลองทำบ้างเพราะการใช้ชีวิตหลวมๆในแบบอะไรก็ได้หรือใช้ชีวิตแบบเหวี่ยงแหอะไรๆก็เอาหมดมันอาจจะทำให้ชีวิตที่ต้องการความมั่นคงมันอาจเป๋ๆงงๆได้นะเลือกให้ตัวเองเติบโตในอะไรสักอย่างน่าจะเป็นเรื่องที่ดี

17. อย่าปล่อยให้ชีวิตของคุณไหลตามคนอื่น เพราะเมื่อใดที่คุณเริ่มหลงและไหลไปตามสิ่งที่คุณเห็นแน่นอนว่าคุณก็จะสูญเสียความเป็นตัวเองปล่อยให้เสียงรอบข้างเป็นตัวทำให้คุณฉุกคิดและมีสติแต่มันต้องไม่มาลบล้างความคิดและตัวตนของคุณได้เพราะแต่ละคนก็มีเป้าหมายและสิ่งที่ต้องทำไม่เหมือนกันมั่นใจในสิ่งที่ทำไปเลยค่ะดีแน่นอน
18. ตรงต่อเวลากับตัวเองให้มาก เพราะการผัดวันประกันพรุ่งทำให้คุณเสียเวลาไปเปล่าๆโดยไม่ได้อะไรเวลามันหมุนแต่คุณกลับหยุดเดินมันก็ดูคุณขาดทุนไปกับความตั้งใจที่จะทำมากทีเดียว
19. กอดและหอมแก้มพ่อกับแม่อย่างไม่เคอะเขิน ในข้อนี้ลองเอาไปทำกันดูนะเราเชื่อว่ามีอีกหลายคนที่ยังเขินอายกับการทำอะไรแบบนี้กับคนในครอบครัวแต่สำหรับเราแล้วเราทำแบบนี้ทุกวันวันหนึ่งก็นับไม่ถ้วนเลยล่ะเพราะรู้ไหมว่าพลังดีๆที่มาจากการกอดการหอมมันเป็นพลังดีๆที่ทำให้เราและคนที่เรารักมีความรู้สึกดีแค่ไหนมันคือความสุขที่เราสร้างได้ในทุกๆวันเลย
20. ทุกช่วงอายุจะอยู่กับเราแค่หนึ่งปีอย่าให้ช่วงอายุนั้นผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ คำพูดนี้เราได้มาจากเพื่อนคนหนึ่งที่พูดไว้ตอนมัธยมตอนนั้นพวกเราไม่ค่อยเข้าใจกันหรอกว่าเพื่อนเราพูดอะไรออกมาฟังดูแล้วยังงงๆด้วยซ้ำแต่พอถึงวันนี้เราเข้าใจแล้วว่ามันกำลังบอกให้เราใส่ใจกับการทำอะไรๆในแต่ละช่วงชีวิตอย่างคุ้มค่าเพราะหนึ่งช่วงอายุมันอยู่กับเราแค่ปีเดียวเท่านั้น
นี่คือคำแนะนำในการเตรียมตัวเข้าสู่วัยแห่งความมั่นคงคุณจะทำหรือไม่ทำก็ได้แต่ถ้าคิดว่าทำแล้วดีก็อยากให้ทำต่อไปจริงๆมันก็เปรียบได้กับต้นไม้สักต้นถ้าอยากให้มันเติบโตได้อย่างยาวนานเป็นต้นไม้ที่แข็งแกร่งทนลมทนฝนไปไม่รู้กี่สิบปีการใส่ใจและดูแลมันมากๆก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อยพวกเราก็เช่นกันจงสามสิบแบบคูลๆและมั่นคงไปยาวๆ






