OPINION

ทำไมต้องเป็นเรา? Why me?

สุรพร เกิดสว่าง
30 ธ.ค. 2562
เมื่อเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นกับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดอย่างอุบัติเหตุหรือโรคร้าย ภัยพิบัติ ความล้มเหลวในชีวิต การถูกทรยศหักหลัง คำถามที่ผุดขึ้นมาในใจของหลายคนคือ “ทำไมต้องเป็นเรา?” หรือ “Why me?” 
 
คำถาม Why me? เป็นคำถามที่หดหู่มากที่สุดคำถามหนึ่ง เพราะหมายถึงว่า สิ่งร้ายๆนั้น ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับเราเลย แต่ก็เกิดขึ้นจนได้ ถือเป็นความไม่แฟร์อย่างหนึ่งของชีวิต ดูเหมือนว่า ใครๆก็โชคดีกว่าเราทั้งนั้น อันทำให้พ่วงมาด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยวแปลกแยกท่ามกลางคนที่มีความสุขกว่า ตามมาด้วยความรู้สึกด้อยค่า หากคิดวน loop Why me? ซ้ำๆ อาจนำพาไปสู่อาการซึมเศร้าได้ 
 
เพื่อแก้ปัญหาความรันทดของคำถาม Why me? จึงทำให้คนเราพยายามมองชีวิตในมุมมองที่เชื่อว่าน่าจะทำให้สบายใจขึ้น ซึ่งอาจแบ่งออกเป็น 2 ค่ายหรือ 2 ขั้วใหญ่ๆ
 
ค่ายที่ 1  มองเหตุการณ์ที่ผ่านมาและที่กำลังจะดำเนินไปว่า เป็นเรื่องของชะตากรรมที่ถูกกำหนดมาล่วงหน้าแล้ว หรือที่เรียกว่า “Meant to be” และ “Everything happens for the reason.” เหตุการณ์สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นอย่างมีจุดประสงค์ ไม่ใช่เกิดมาอย่างสุ่มๆ จึงก็น่าจะมีความหมายบางอย่างแฝงอยู่ และอาจนำพาไปสู่สิ่งที่ดีๆในภายหลังก็ได้
 
ส่วนค่ายที่ 2 เป็นการมองที่ดูเหมือนจะอยู่คนละขั้วของมุมมอง โดยมองชีวิตว่าดำเนินไปอย่าง “random” หรือเดาสุ่ม แล้วแต่โชค แล้วแต่โอกาสจะพาไป ไม่สามารถล่วงรู้ล่วงหน้าได้ ไม่สามารถกำหนดได้ ถ้าหากมองย้อนหลังกลับไป อาจอธิบายได้ไม่ยากว่า เหตุการณ์หนึ่งส่งผลให้อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นอย่างไร แต่หากมองล่วงหน้าไปในอนาคต แทบจะไม่มีทางแน่ใจได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้น และอะไรจะตามมา เพราะทุกอย่างอยู่บนความ random และตัวแปรที่มองไม่เห็นอีกมากมาย ในลักษณะที่ทางคณิตศาสตร์เรียกว่า Chaos Theory 
 
ด้วยมุมมองแบบ random นี้หมายความว่า ผลที่จะเกิดขึ้น จึงมีความเป็นไปได้มากมายเกินกว่าที่จะฟันธงล่วงหน้าได้ ดังนั้น ในเมื่อธรรมชาติของชีวิตเป็นเช่นนี้ ก็ไม่ควรจะเก็บเอาคิดมากหากพบว่าชีวิตไม่ได้ดำเนินไปอย่างที่เราหวัง ที่ทำได้อย่างมากก็คือพยายามให้ดีที่สุดที่จะควบคุมตัวแปรต่างๆ แต่ถ้าทำไม่สำเร็จ ก็ถือเป็นเรื่องปกติที่ชีวิตต้องมีขึ้นมีลง
 
จากมุมมองทั้งสองค่าย  1. Everything happens for the reason เปรียบเทียบกับ  2. Randommess ทำให้มีการถกเถียงที่ไม่ยุติว่า แบบไหนระหว่างสองค่ายของการมองชีวิตนี้ทำให้ชีวิตดีกว่ากัน? หรือว่า แบบไหนยิ่งทำให้เกิดปัญหามากกว่ากัน?
 
สำหรับธรรมชาติดิบๆของมนุษย์ การมองแบบค่ายที่ 1 “Everything happens for the reason.” ดูจะสอดคล้องกับสัญชาติญาณมนุษย์เป็นอย่างดี ที่พยายามมองความไร้รูปแบบให้เกิดเป็นรูปแบบ หรือ pattern ขึ้นมา
 
ในแต่ละวัน นิสัยคนเรามักปะติดปะต่อเหตุการณ์ที่พบ ที่ได้ยินรับรู้มา ให้เป็นเรื่องราวหรือ story อยู่แล้ว เราจะรู้สึกสบายใจขึ้นถ้าสามารถ “connecting dots” หรือ หาเหตุผลมาอธิบายสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตได้ รวมถึงตอบคำถาม Why me? ได้
 
ซึ่งคำตอบนั้น อาจเป็นได้ตั้งแต่ การ “หาแพะ” ทั้งที่ไม่เกี่ยวกันเลยก็ได้ หรือ ถึงแม้หาสาเหตุยังไม่ได้ แค่แปะไว้ก่อนว่า “happens for the reason” ก็สบายใจขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว
 
และนั่น ทำให้คำถาม Why me? ดูจะลดความเจ็บปวดลง เพราะหมายความว่า เราไม่ได้เป็นคนโชคร้ายท่ามกลางคนโชคดี เพราะอาจมีจุดประสงค์บางอย่างที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นในข้างหน้า หรือ “for the reason”  ก็ได้
 
จึงไม่น่าประหลาดใจว่า Everything happens for the reason เป็นการมองชีวิตที่แพร่หลายทั่วไป รายงานใน journal Child Development บอกว่า แม้กระทั่งในเด็กเล็กก็คิดเช่นนี้ อันแสดงถึงมุมมองที่ติดตัวคนเรามาตั้งแต่เด็ก  งานศึกษาที่ Queen’s University in Belfast โดย Heywood และ Bering ชี้ว่าว่า ความเชื่อนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับศาสนา เพราะทั้งคนที่มีศาสนาและไม่มีศาสนา ก็เชื่อแบบนี้เหมือนกันทั้งนั้น
 
ตรงกันข้ามกับการมองของค่ายที่ 2 ที่ทำใจได้ยากกว่า เพราะเป็นการมองว่าเหตุการณ์ในชีวิตเป็นเรื่องของ random เกิดขึ้นอย่างไร้รูปแบบ ไร้เหตุผล เป็นเรื่องของโชค อันขัดแย้งกับสัญชาติญาณของมนุษย์อย่างจังที่เกลียดความไม่แน่นอน เกลียดการอยู่ในสภาพวุ่นวายที่อธิบายเหตุผลไม่ได้ เสมือนว่ากำลังเดินไปในความมืดที่มองไม่เห็น
 
ที่สำคัญ เป็นการยอมรับโดยนัยว่า เราเป็นคนโชคร้ายท่ามกลางคนโชคดีทั้งหลาย และโลกนี้ช่างไม่แฟร์
 
นั่นคือเรื่องของมุมมอง แต่ความจริงเป็นอย่างไร?  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวเราในแต่ละวันนั้น “happen for the reason” จริงๆหรือไม่?
 


จิตแพทย์อย่าง Ralph Lewis แห่ง University of Toronto เจ้าของหนังสือ Finding Purpose - Why We Care When Universe Doesn’t เล่าจากประสบการณ์ที่ได้จากคนไข้ว่า ถึงแม้ความคิดว่า Everything happens for the reason อาจทำให้เราสบายใจในระดับหนึ่ง แต่ปัญหาที่ตามมาคือ คนเรามักต่อภาพ connecting dot เกินความจริง จนเกิดอาการหลงผิดเกิด delusion effect หรือ “คิดไปเอง” สร้าง conspiracy theory ขึ้นมาในใจเพื่อโทษอะไรสักอย่าง และถ้าไม่รู้จะโทษใคร ก็หันไปโทษสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรืออำนาจเหนือธรรมชาติแทน
 
ที่สำคัญ หากเหตุการณ์นั้นร้ายแรงมาก อย่างเช่น เป็นโรคหนักที่รักษาไม่ได้ เป็นเหยื่อจากภัยพิบัติอย่างแผ่นดินไหวหรือโรคร้ายระบาด คนที่เรารักต้องเสียชีวิต หรือตัวเราเองกำลังจะเสียชีวิต การที่จะคิดว่า ชะตากรรมที่กำลังประสบอยู่นี้ เกิดขึ้น “for the reason” หรือ “เพื่อจุดประสงค์ที่ดีบางอย่าง” ก็คงจะยากเต็มที
 
และในที่สุด ก็หนีไม่พ้นที่จะวนกลับมาที่คำถามเดิมคือ Why me? ซ้ำๆอีกจนได้ 
 
Lewis บอกว่า จากนั้น คนนั้นก็จะใช้เวลาหมกมุ่นกับ การค้นหาสาเหตุ ค้นหาหลักฐาน คิดวนไปวนมา เพื่อให้ความหมาย “for the reason” ที่ยังค้างคาอยู่สมบรูณ์ แทนที่จะไปทุ่มให้กับการแก้ปัญหาที่เผชิญอยู่
 
ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ หลังจากหาสาเหตุที่ดีให้กับ Why me? ไม่ได้เสียที (เพราะจริงๆก็คงไม่มีคำตอบอยู่แล้ว) ความรู้สึกโกรธแค้น ผิดหวัง โดดเดี่ยว ไร้ที่ยึดเหนี่ยว อย่างรุนแรงก็จะถาโถมเข้าหา และอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้
 
การใช้แนวคิด Everything happens for the reason จึงมีอันตรายที่ต้องระวังอยู่ไม่น้อย
 
เช่น ถ้าอากาศไม่ดี ทำให้ไปเที่ยวไม่ได้ หรือ ค้าขายขาดทุน อาจพอใช้แนวคิดนี้ปลอบใจได้ แต่ถ้าคนที่เรารักกำลังจะตาย อาจใช้ไม่ได้ ทำให้มีนักจิตวิทยาหลายคน แนะให้หันมาใช้แนวคิดค่ายที่ 2 คือ randomness แทน เมื่อเจอปัญหาร้ายๆ
 
เพราะความจริงมีอยู่ว่า ชีวิตของคนเราเป็นผลมาจากความ random อยู่แล้ว ชีวิตประกอบไปด้วยเหตุการณ์ยิบย่อยมากมายที่มาสานต่อ โดยตัวของมันเองอาจไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย แต่เมื่อมาประดังในเวลาเดียวกัน อาจสร้างผลที่ไม่อาจคาดหมายได้
 
ถึงแม้แนวคิดนี้ ออกจะฝืนธรรมชาติดิบของมนุษย์ที่ชอบมองหา pattern แต่การยอมรับในสภาพ random นี้ ทำให้เราสามารถมองได้ว่าเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นกับเรานั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในบางครั้ง ถือเป็นความโชคร้ายทางสถิติที่ต้องมีบ้าง (Law of the Large Numbers) ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะมองดู “ไม่แฟร์” แต่ก็เป็นการไม่แฟร์ด้วยโชคล้วนๆ ไม่มีใครหรืออำนาจใดทำให้เกิดขึ้น 
 
หากเรามองชีวิตว่าเป็น random ได้สำเร็จ ก็จะได้ไม่ต้องใช้เวลาหมดไปกับคำถาม Why me? ที่ขมขื่น และใช้เวลามาสนใจการแก้ปัญหาแทนอย่างมีสมาธิ
 
เมื่อนั้นชีวิตน่าจะดีขึ้น และไม่ต้องแคร์กับคำถามหรือวกวนอยู่กับคำตอบ Why me? ในสมองอีกต่อไป
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เป่ายิงฉุบ หรือ Rock Paper Scissors เป็นกฎธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่แฝงอยู่ในสรรพสิ่ง ตั้งแต่การเจรจาต่อรอง สงคราม การเมือง ไปจนถึงวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
บ่อยครั้งที่ฉันเมาโดมิคุ่มแล้วเดินตากฝน ตากหิมะ หาลูกค้า เลยกลายเป็นว่าฉันเป็นคนแรกที่บุกเบิกการเดินจับแขกย่านริมคลองซากุระคิโจ จนผู้หญิงหลายชาติพากันจับแขกมากที่นี่มากขึ้น