OPINION

โชคชี้ชะตา : เรื่องของ ชีวิต กับ randomness

สุรพร เกิดสว่าง
8 ก.ค. 2562
“ความโชคดี มักไม่ใช่สิ่งที่คนประสบความสำเร็จชอบพูดถึง”

E.B. White (1899-1985)  ผู้เขียนเรื่อง Charlotte’s Web (แมงมุมเพื่อนรัก) และ Stuart Little 

ความจริงที่ไม่ค่อยมีใครอยากพูดหรือยอมรับก็คือ ความสำเร็จของคนเรานั้นอาศัย ”โชค”อยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว หรือคนที่อยากประสบความเร็จก็ตาม
 
เพราะการยอมรับว่าชีวิตขึ้นอยู่กับโชค ทำให้เราต้องยอมรับเต็มๆด้วยว่า คนเราไม่มีพลังอำนาจสักเท่าไหร่ที่จะหันเหชีวิตให้เป็นไปตามต้องการ และนั่นทำให้เกิดความไม่สบายใจ นอกจากนั้น ยังเป็นการขัดแย้งกับค่านิยมสังคม ที่ให้คุณค่ากับความพยายามมุ่งมั่นว่า ถ้าพยายามให้มากพอ เราจะไปถึงจุดหมายได้ในที่สุด สอดคล้องกับงานศึกษาของ Pew Research Center ที่พบว่า คนที่มีรายได้สูงมักจะมองว่า ที่ตนร่ำรวยขึ้นมาได้ก็เพราะความขยันทำงานหนัก
 
แต่นักจิตวิทยา Tom Gilovich แย้งว่า  มนุษย์มักจะประมาณความสามารถตนเองเกินความจริง เพราะมักจะจำได้เฉพาะแต่เหตุการณ์ที่เป็นอุปสรรค แต่ชอบจะลืมเหตุการณ์โชคช่วย  สังคมก็สมัครใจที่จะเชื่อตามนั้น เพราะธรรมชาติของมนุษย์พยายามปะติดปะต่อเรื่องราวอยู่แล้ว และความเชื่อว่า ความสำเร็จมาจากความพยายาม เป็น theme ของเรื่องที่ดูดีมีตรรกะ พ้องกับค่านิยมสังคมที่ว่า  “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น”
 
แต่ทว่าในโลกของความเป็นจริง ไม่ได้เป็นเช่นนั้น
 
การวางแผนชีวิต และการดำเนินชีวิตที่เชื่อมั่นใน “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” หรือ input-output มากเกินไป กลับจะทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นหลอกๆ และถลำไปสู่ความเสี่ยงที่มองไม่เห็นโดยไม่รู้ตัว และเมื่อวันหนึ่งปรากฏว่า โลกไม่ได้เป็นดังคาดขึ้นมา เราอาจไม่พร้อมที่จะรับมือกับปัญหานั้น พร้อมกับความงุนงงปนปวดใจว่า นี่ก็ทำอย่างรอบคอบสุดๆ ทุกอย่างก็แล้ว แต่ทำไมยังล้มเหลวอีก
 
นักการเงินรู้ดีว่า มีหลายเคสในประวัติศาสตร์การเงิน ที่คนเก่งๆพลาดเพราะไม่ได้คำนึงถึงความเป็น random ของโลกการเงินเท่าที่ควร หนังสือขายดีอย่าง “Black Swan” และ “Fooled by Randomness” ของอดีตนักการเงิน Nassim Taleb ชี้ถึงหลุมพรางของความเชื่อมั่นที่ละเลยความเป็นจริงของโลกที่เต็มไปด้วยความ random  นักการเงินอย่าง Michael Mauboussin เจ้าของหนังสือ “Success and Luck” หรือนักเศรษฐศาสตร์ Robert Frank ผู้เขียนหนังสือ “The Success Equation” ต่างบอกว่า “โชค” มีบทบาทมากกว่าที่คนทั่วไปคิด
 
Nassim Taleb เล่าในหนังสือของเขาว่า เขาเคยเห็นนักค้าเงิน (trader) หลายคนนั่งจ้องหน้าจอ ดูราคาหลักทรัพย์ขยับเป็นวินาที เพื่อที่จะหา pattern การเคลื่อนไหวของราคาและนำไปใช้ในการเก็งกำไร ทั้งๆที่ pattern เหล่านั้นเป็นเพียงความ random  - แน่นอนว่า trader หากนำเอาความเข้าใจผิดนี้ไปใช้ ก็ย่อมจะล้มเหลวในที่สุด
 
มีการทดลองอันมีชื่อเสียง โดยทีมนักฟิสิกส์ชาวอิตาเลียน Pluchino และ Reaspisarda กับนักเศรษฐศาสตร์ Biondo ใช้ model ทางคณิตศาสตร์ทำการ simulate จำลองการดำเนินชีวิตของคนจำนวนมาก อายุ 20-60 ปี เป็นเวลา 40 ปี เพื่อดูว่า “ระหว่างความสามารถ หรือ talent กับโชค อะไรกันแน่ ที่นำพาให้คนไปสู่ความสำเร็จมากกว่ากัน?”
 
โดยในแบบจำลองนี้จัดให้แต่ละ “คน” หรือแต่ละ unit มีความสามารถแตกต่างกัน โดย “ความสามารถ” ที่ว่านี้คือ ความเก่งในการหยิบฉวยโอกาสที่ผ่านมาให้เป็นประโยชน์  
 
จากการ run simulation หลายๆครั้งซ้ำๆกัน โดยกำหนดให้แต่ละ unit เจอกับโชคดี (ได้คะแนนบวก) และโชคร้าย (ได้คะแนนลบ) ต่างกันไปแบบ random ในทุกๆห้วงเวลา 6 เดือน พบว่า ต่อให้สมาชิกในสังคมนั้นมี ความสามารถ หรือ talent แตกต่างกันอย่างปกติ (คือเป็น normal distribution) แต่ ความสำเร็จ จะมีอาการ bias หรือการกระจุกตัวอยู่เสมอ 
 
ทำนองเดียวกับ Pareto Priniple หรือ Rule of 80/20  ที่บอกว่า ไม่ว่าจะในเรื่องใดก็ตาม เป็นปกติที่คนส่วนน้อยเท่านั้นที่จะมีบทบาท ที่เหลือไม่ค่อยจะมีบทบาทอะไร
 
ที่น่าสนใจมากคือ ไม่ว่าจะ run simulation กี่ครั้ง ก็ได้ผลออกมาว่า “คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ เป็นเพียงคนที่เก่งปานกลางเท่านั้น” และ “คนที่เก่งที่สุด กลับจะไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จ”  หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ คนที่เก่งปานกลางแต่เจอโชคดีบ่อยๆ จะประสบความสำเร็จมากว่า คนที่เก่งสุดๆแต่ไม่ค่อยโชคดี
 
เมื่อกฎเหล็กธรรมชาติของสถิติเป็นเช่นนี้ ก็ย่อมหมายความว่า ในโลกจริง ความสามารถหรือ talent ไม่ได้ชี้ชะตาความสำเร็จเท่าไหร่เลย
 
นอกจากผลของการ simulation นี้แล้ว มีการตั้งข้อสังเกตว่า คนที่โชคดีในตอนต้นๆมักจะได้เปรียบกว่าคนอื่นหรือคนที่มาโชคดีตอนหลังๆ อีกด้วย
 


นักจิตวิทยา Amie Gordon อธิบายประเด็นนี้ใน Psychology Today โดยยกตัวอย่างว่า ลองนึกถึง นักเรียนการแสดงสองคน มาทดสอบหน้ากล้อง (audition) แล้วปรากฏว่า ทั้งสองเก่งพอๆกัน คนเลือกตัดสินใจไม่ได้ ก็เลยใช้วิธีโยนเหรียญให้ออกหัวหรือก้อย
 
พอต่อมา มีงานแสดงให้คัดเลือกอีก ทั้งสองคนก็ยังมีความสามารถเท่ากันเหมือนเดิม แต่ในเมื่อคนหนึ่งมีประสบการณ์การแสดงมากกว่า 1 ครั้ง จากโชคของการโยนเหรียญ ก็น่าจะได้รับคัดเลือกมากกว่า  อย่างน้อยๆ ผู้ตัดสินใจก็อยาก play safe เพราะถ้าเลือกอีกคนที่ยังไร้ประสบการณ์แล้วเกิดปัญหา ก็คงแก้ตัวอะไรไม่ได้ แต่ถ้าหากเลือกคนที่เคยผ่านการแสดง แล้วเกิดปัญหา ผู้ที่ตัดสินใจเลือกก็ยังเถียงได้ว่า “ก็เห็นว่าเขามีประสบการณ์แล้วนี่นา”
 
เช่นเดียวกับการ audition ครั้งที่สาม สี่..ห้า.. ต่อไปเรื่อยๆ นักแสดงที่ใน CV มีงาน มีประสบการณ์ จะได้งานแสดงเพิ่มเรื่อยๆ จนในที่สุดกลายเป็นดาราเต็มตัว ส่วนอีกคนนั้น ต่อให้มา audition แล้วพบว่าเก่งพอกัน ก็ยังไม่มีใครกล้าเลือกอยู่ดี เพราะในเมื่อ CV ยังว่างเปล่า ผู้กำกับก็ไม่รู้จะเสี่ยงไปทำไม
 
จุดเปลี่ยนของชีวิตของทั้งสองคน ที่หันเหไปคนละทางนี้ มาจากโชคจากการโยนเหรียญในตอนต้นเท่านั้นเอง
 
ตรรกะจากตัวอย่างนี้อธิบายว่า ทำไม success gap ระหว่างคนประสบความสำเร็จและไม่สำเร็จถึงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทิ้งห่างจากอีกคนลิบลิ่ว ทั้งที่ talent gap จริงๆแล้วอาจเป็นศูนย์
 
และนั่นหมายถึงว่า ในโลกนี้เต็มไปด้วยคนเก่งที่ถูกทิ้ง ถูกลืม อยู่มากมาย เพียงเพราะในจุดเวลาหนึ่งของชีวิตโชคไม่เข้าข้าง ทำให้หันเหชีวิตที่เหลือไปทิศทางที่ห่างไกลจากความสำเร็จ
 
ประเด็นนี้เองที่ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “Matthew Effect” ที่ได้ชื่อตามบท Gospel of  Matthew ในพระคัมภีร์ไบเบิลที่ชี้ว่า “คนที่รวยอยู่แล้วก็จะยิ่งรวยขึ้น ส่วนคนจนก็จะยิ่งจนลง”
 
Matthew Effect เป็นปัญหาใหญ่ของสังคม คนที่เก่งและขยันจำนวนมากถูกลืม เพียงเพราะไม่ได้โชคดีมาแต่แรก เพราะสังคมต้องการ play safe มัวแต่ไปให้โอกาสกับคนที่โชคดีอย่างซ้ำซาก  ส่งผลให้เกิดความไม่ยุติธรรม พร้อมไปกับความด้อยประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากร ด้วยเหตุว่า คนที่เก่งๆไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์เท่าที่ควร สังคมเกิดความสูญเปล่าที่มองไม่เห็น เราไม่รู้ว่าโลกเราสูญเสียโอกาสดีๆไปแค่ไหน
 
ถ้าเช่นนั้น องค์กร สังคม หรือโลก จะเปลี่ยนไปอย่างไร ถ้าคนเราหันมาตระหนักในเรื่องของ โชค หรือ ความ random อย่างจริงจัง และหันมาเอาใจใส่กับคนที่เพียงโชคไม่ดีเหล่านี้ ?
 
มีการศึกษาโดย Fortin และ Currie ถึงการให้ทุนงานวิจัย ว่าการให้ทุนมากๆ จะนำไปสู่การค้นพบสำคัญๆหรือไม่ ซึ่งคำตอบคือ “ไม่ค่อยเท่าไหร่” จากการศึกษาในการให้ทุน 12,720 รายที่ประเทศแคนาดา ให้ห้วงเวลา 15 ปี พบว่าการมุ่งมั่นแต่จะให้ทุนกับ “นักวิจัยชั้นนำ” จะได้ผลตอบแทนที่ถดถอยหรือ diminishing return เขาพบด้วยว่า การให้ทุนครั้งที่สองมักจะให้ผลที่มีประสิทธิภาพลดลงกว่าการให้ทุนครั้งแรก
 
นักวิชาการทั้งสองจึงแนะนำว่า แทนที่จะให้ทุนซ้ำๆกับคนที่เคยได้ทุนมาแล้ว จะดีกว่าไหม ถ้ากระจายการให้ทุนโดยถือความหลากหลาย หรือ diversity มากกว่า ? เช่น ให้ทุนกับคนที่ยังไม่เคยได้ โดยนักวิจัยเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องมี profile คล้ายคลึงกับคนที่เคยได้ทุน คือไม่ให้ bias เลย?
 
คำตอบนี้มีอยู่ในงาน simulation ของทีมนักวิจัยอิตาเลียนอีกครั้ง คราวนี้พวกเขาลอง simulate การให้ทุนงานวิจัยแบบต่างๆกับ model ทางคณิตศาสตร์ โดยลองตั้งแต่ 1.ให้ทุนเฉพาะนักวิจัยระดับแนวหน้า 2. ให้ทุนแบบ mixed strategy คือ ให้ทุนนักวิจัยชั้นนำจำนวนหนึ่ง แล้วที่เหลือกระจายไปที่นักวิจัยอื่น
หรือไม่ก็ 3. กระจายการให้ทุนแบบ random หรือเดาสุ่ม
 
ผลคือ การให้ทุนแบบ random เดาสุ่ม กลับให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด
 
ผลการศึกษานี้ ให้ข้อคิดไปถึงเรื่อง การจัดซื้อ ขององค์กรที่มัก play safe โดยมักกำหนดว่า supplier ต้องมีประสบการณ์อย่างน้อยเท่านั้นเท่านี้ปี ผลคือ มีแต่ supplier รายเดิมๆในตลาดที่มักได้คัดเลือก ทำให้ไม่เกิดความหลากหลาย รวมทั้งอำนาจต่อรองตกอยู่ในมือคนไม่กี่คน ไม่เกิดสภาพ optimal หรือเหมาะสมที่สุด
 
หรืออย่างการโปรโมทพนักงาน ที่ชอบให้น้ำหนักกับประสบการณ์หรืองานที่เคยทำ มากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับ “ความมีแวว” หรือ ศักยภาพ ของคนนั้นๆ ทำให้พนักงานที่เก่งแต่ CV ไม่สวย เสียโอกาส รวมถึงองค์กรเอง ก็เสียโอกาส
 
ดังนั้น การไม่ลืมว่า “เบื้องหลังของความสำเร็จหรือความล้มเหลว ที่จริงอาจเป็นเรื่องของโชคก็ได้” ทำให้เราไม่มองโลกง่ายๆแบบ 1+1=2 มากเกินไป หาก เผื่อใจ เผื่อเวลา เผื่อเงิน ไว้กับโชคที่ไม่เป็นใจ
 
และที่สำคัญ ให้เราโอกาสกับตนเอง และให้โอกาสคนอื่น มากขึ้นด้วย
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ผู้หญิงหลายรายที่มาบาห์เรนมักตกหลุมรักและออกเรือนไปอยู่กับผู้ชายอาหรับ พวกนี้แค่ลงทุนบอกรักแล้วก็พาไปอยู่ด้วย มันก็ไม่ต้องเสียเงินซื้อบริการอีกต่อไป จ่ายแค่เดือนละหมื่นแล้วปี้ตลอด 30 วัน
 
มาดูสิว่า ถ้าเราจัดเป็นคนดวงกุดทำนองนี้ จะใช้ชีวิตอย่างไรในประเทศไทยให้ flow เป็น Survivor