OPINION

คนที่เขาได้ทำงานที่รัก เขาค้นหาตัวเองเจอกันได้อย่างไร

JAZZYKWANG
20 มิ.ย. 2560
“การได้ทำงานที่รัก ยิ่งทำยิ่งเหมือนไม่ได้ทำงาน” สำหรับคนที่มีงานที่รักให้ทำก็ต้องบอกว่า “ใช่แล้ว มันเป็นแบบนั้นเลย” แต่สำหรับคนที่ยังหาตัวเองไม่เจอ ก็คงต้องมีคำถามนี้ดังขึ้นว่า.. “แล้วอะไรล่ะ คือสิ่งที่เรารัก ทุกวันนี้ทำงานเพื่อปากท้อง พอเลิกงานก็กลับบ้าน มันก็รูทีนแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว” หรือบางคนอาจจะร้ายไปกว่านั้น เพราะชีวิตก็ยังวนเวียนไปกับการลองผิดลองถูกมาหลายปี แล้ววันหนึ่งก็เริ่มเกิดคำถามกับตัวเอง “นี่เราทำอะไรอยู่”

จากความงงงวยในการหาตัวเองไม่เจอสักที เราไม่อยากให้ความสงสัยนี้เป็นปัญหาระดับชาติอีกต่อไป ซึ่งจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง และการได้นั่งพูดคุยกับเพื่อนๆ ที่ยังวนเวียนอยู่ในปัญหานี้ เราเลยอยากสรุปให้เป็นฮาวทูง่ายๆ ไว้ลองไปค้นหาตัวเองกันดูนะ
 
1. ตอนเจ็ดขวบชอบทำอะไร นั่นคือศักยภาพจริงๆของเรา
วิธีนี้เราได้มาจากการบรรยายของคุณสุรชัย พุฒิกุลางกูร มือ illustrator อันดับหนึ่งของโลก (ขออนุญาตเอ่ยชื่อนะคะ) ซึ่งเป็นวิธีที่คุณสุรชัยได้ใช้เหมือนกัน ในทฤษฎีนี้เชื่อว่าในช่วงเจ็ดขวบ จะเป็นช่วงที่เด็กเริ่มเติบโตและหมกมุ่นกับสิ่งที่ตัวเองชอบมากๆ ซึ่งพอเราลองคิดไปในตอนนั้นนอกจากการเล่นกระโดดยางกับเพื่อนแล้ว ก็จะมีการเล่นขายของนี่ล่ะที่เราชอบมากๆ จำได้ว่า ตอนนั้นเราไปโรงบดน้ำแข็งเพื่อไปซื้อน้ำแข็งบดละเอียดมาใส่กระติก และซื้อเยลลี่มาใส่ให้เย็นๆ แล้วก็ไปชวนเพื่อนๆมาเดินขายแถวบ้าน พอขายเสร็จก็มานับเงินว่าได้เท่าไหร่ วันนั้นได้มาสามสิบห้าบาท พอพ่อถามว่าแล้วกำไรได้เท่าไหร่ เราบอกไม่มีกำไร พ่อเลยบอกว่า ไม่ได้นะ ขายของต้องมีกำไร ซื้อมาหนึ่งบาท ต้องขายต่อสองบาท ที่เกินมาหนึ่งบาทคือกำไรของเรา หลังจากวันนั้นก็รู้จักจริงๆจังๆสักทีว่า กำไร คืออะไร แล้วมาถึงตอนนี้อาชีพหลักที่ทำอยู่ก็เกี่ยวกับการค้าขาย ซึ่งก็ตรงนะ
 
2. ให้เวลาลองผิดลองถูกกับตัวเอง
ย้ำก่อนว่า ต้องให้เวลานะ เพราะฉะนั้นมันก็จะมีจุดสิ้นสุดของการทดลองว่าทั้งหมดที่ได้ลองมานั้น อะไรคือสิ่งที่ใช่มากที่สุด แล้วเมื่อไหร่ถึงจะเริ่มทำจริงๆจังๆสักที เพราะเราเคยเจอคนที่ค้นหาตัวเองโดยไม่กำหนดเวลาให้ตัวเอง นั่นก็ทำให้เขาวนเวียนกับการทดลองแบบที่ยังไม่ได้ออกจากห้องแลป แล้วกลายเป็นว่ายิ่งทดลองยิ่งทำให้ชีวิตงงไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ควรให้เวลาตัวเองสักครึ่งปี หนึ่งปี หรืออะไรก็ว่าไป
 
3. ต้องรู้ว่าตัวเองไม่ชอบอะไร
วิธีนี้ลองหยิบกระดาษและปากกามานั่งลิสท์ทีละข้อ เขียนง่ายๆเท่าที่นึกออก เช่น 1.ไม่ชอบงานเอกสาร 2.ไม่ชอบเจอคน 3.ไม่ชอบทำงานคำนวณ อะไรอีกก็เขียนเท่าที่จะเขียนได้ ซึ่งตัวเราเองเคยใช้วิธีนี้นะ พอเขียนมาเรื่อยๆเราจะเริ่มเห็นรูปร่างลางๆแล้วว่าอะไรกันแน่ที่เราชอบและอยากจะทำจริงๆ
 
4. เขียนในสิ่งที่ตัวเองชอบมากถึงชอบน้อย
พอเขียนในสิ่งที่ไม่ชอบกันแล้ว เรามาเขียนในสิ่งที่ชอบกันต่อ คราวนี้ต้องให้ความสำคัญกันด้วยนะ อะไรที่ชอบมากๆเอาไว้ข้อต้นๆเลย ไล่มาจากชอบมากที่สุดไปจนถึงชอบน้อยที่สุด ซึ่งวิธีนี้กับข้อก่อนหน้านี้ คุณต้องอาศัยการทำให้ข้อสองมาก่อน เพราะไม่อย่างนั้นจะประเมินอะไรไม่ได้เลย เพราะคุณยังไม่ลงมือทำไง
 
5. ให้คิดว่าอีกห้าปีข้างหน้า คุณจะยังทำสิ่งนี้อยู่ไหม
วิธีนี้เราเคยทำในสมัยเรียน ตอนนั้นเราสอบคัดเลือกเข้าเรียนในสายวิชาที่คนสอบคัดเลือกเยอะมาก แล้วผลที่ออกมาคือเราได้เรียนในสายนั้น แต่พอวันปฐมนิเทศน์ เราได้รู้รายละเอียดลึกๆของวิชาที่เรียน เรานั่งคิดว่าอีกสองปีข้างหน้ายังอยากจะทำสิ่งนี้อยู่หรอ เราต้องทำมันทุกๆวันเพื่อพัฒนาตัวเอง มันใช่จริงๆใช่ไหม คำตอบคือ ไม่ใช่ เราเลยเปลี่ยนเส้นทางทันที จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็รู้เลยว่า เราตัดสินใจถูกมากๆเลย
 
6. ถ้าเจอปัญหาเราจะสู้หรือเราจะทิ้ง
อารมณ์คล้ายๆกับการรักใครสักคน เราจะไม่ทิ้งเขาไปไหนแน่นอน พอนึกภาพออกไหม นั่นล่ะลองใช้วิธีนี้กับ
สิ่งที่ตัวเองกำลังจะเลือกทำ ให้ลองคิดถึงช่วงที่เลวร้ายที่สุด ถ้าเราเดินไปถึงจุดนั้น เราจะพาสิ่งเรารักข้ามไป มองปัญหาคือโอกาส หรือ เราจะทิ้งเพราะปัญหาคืออุปสรรค ลองประเมินดู


 
7. ถ้าไม่มีเงินเข้ามาเป็นส่วนเกี่ยวข้อง คุณยังจะทำสิ่งนี้อยู่หรือไม่
ข้อนี้ลองคิดดูดีๆนะ ความหมายคือ ถ้าวันหนึ่งคุณทำงานชิ้นนี้ในรูปแบบที่ไม่ได้เงินเป็นผลตอบแทน คิดง่ายๆคือ ทำเพราะรักที่อยากจะทำ คุณมีความคิดแบบนั้นหรือไม่กับสิ่งที่กำลังเลือก เพราะถ้าคุณทำได้แสดงว่าสิ่งนั้นมันมีมูลค่ามากกว่าเงินทองที่คุณได้มาซะอีก
 
8. เสาร์อาทิตย์มีผลกับสิ่งที่คุณทำหรือไม่
เราเข้าใจดีว่า สำหรับบางคน เสาร์อาทิตย์คือวันพักผ่อน ซึ่งจะเอามาเป็นสิ่งที่วัดเพียวๆก็ไม่น่าจะได้ซะทีเดียว แต่สำหรับเราเสาร์อาทิตย์ก็คือวันที่เราจะสามารถทำอะไรก็ได้ เช่นเดียวกับสิ่งที่เรารัก เพราะเมื่อไหร่ที่คุณไม่ได้มองว่าสิ่งนี้คืองาน การนั่งทำงานวันเสาร์สักชั่วโมงสองชั่วโมงในร้านกาแฟที่มีบรรยากาศดีๆก็คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไร เราไม่ได้บอกให้คุณบ้างานนะ แต่มันคือสิ่งที่กำลังบอกคุณว่า นี่แหละคือสิ่งที่เรารัก
 
9. เราสามารถพัฒนาตัวเราได้จากสิ่งนี้ และเราจะพัฒนาสิ่งนี้ด้วยตัวเรา
งงไหมกับประโยคนี้ คือคิดง่ายๆว่า ในสิ่งที่เราเลือกที่จะทำในระยะยาว เราพร้อมที่จะเติบโตไปกับสิ่งนี้ โดยที่เราจะพัฒนามันให้ดียิ่งๆขึ้นไป จากการเริ่มต้นเล็กๆ เรามีเป้าหมายว่าวันหนึ่งมันจะใหญ่ขึ้นมา และสิ่งนั้นมันจะบ่มเพาะตัวเราให้มีศักยภาพมากขึ้น เราเห็นภาพแบบนั้นไหมกับสิ่งที่เราจะเลือก
 
10. สิ่งที่เราเลือก เลี้ยงดูตัวเราได้ใช่ไหม
การทำในสิ่งที่รักเป็นเรื่องที่ถูก แต่การทำในสิ่งที่รักที่ไม่ได้สามารถสร้างรายได้ดูแลตัวเองและครอบครัวได้ นั่นก็ไม่น่าใช่คำตอบที่ดี เราแนะนำว่าให้คุณประเมินโดยอยู่ในพื้นฐานความเป็นจริง อย่าฟุ้งอย่าฝันจนเกินไป เพราะเมื่อไหร่ที่เรายังคงต้องใช้เงินแลกข้าว นั่นก็ต้องมีรายได้ที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง
 
ทั้งหมดนี้คือฮาวทูสิบข้อที่ใครก็ตามที่มีปัญหานี้แล้วมานั่งคุยด้วยกัน เราก็จะแนะนำสิ่งนี้ให้ รวมถึงตัวเราเองก็ได้ใช้ในทุกๆข้อ ก็พบว่าวันนี้โชคดีจริงๆที่ได้เจอในสิ่งที่รัก การตื่นเช้าในทุกๆวันก็มีความหมายมาก เอาเป็นว่า ลองนำไปใช้กันดูนะ ได้ผลอย่างไรก็สานต่อในสิ่งที่เจอจนถึงภาพที่ฝันไว้ ลองดูๆ
 
About the Author
นักคิดแก้โจทย์ธุรกิจและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนในทุกๆวัน ที่เพจ jazzykwangandfriends
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ในวันนั้นเราก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับนักศึกษาที่ยังร่ำเรียนในด้านศิลปะไทย ตลอดการพูดคุยที่เต็มไปด้วยสาระของเด็กสาวผู้นี้ ทำให้เรารู้ได้เลยว่า เธอรักศิลปะไทยมาก แม้จะจบมาไม่มีงานรองรับเท่าที่ควร แต่เธอก็ยอมที่จะตื่นเช้าเพื่อไปสร้างงานที่เธอรัก
ถ้าคุณกำลังทุกข์ อย่าวิตกไปมันคือเรื่อธรรมชาติ ถ้าสุขเดี๋ยวก็ทุกข์ ถ้าทุกข์เดี๋ยวก็สุข ชีวิตมันก็วนเวียนกับสองอารมณ์นี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร