OPINION

ของขวัญ เรื่องของความลำบากใจยามสิ้นปี

สุรพร เกิดสว่าง
18 ธ.ค. 2560
หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดแรง ไม่มีอะไรน่าเบื่อสำหรับเธอมากไปกว่าการเดินห้าง และนี่ก็กินเวลาเธอไปเป็นชั่วโมงแล้ว และเธอยังไม่สามารถหาของขวัญให้กับคนที่เธอ “แอบรู้สึกพิเศษ” ได้เลย
 
การให้ของขวัญเป็นเรื่อง strategic อย่างยิ่งสำหรับเธอ หากเธอให้ของที่ดู “มีความหมาย” มากเกินไป ก็เท่ากับเป็นการเปิดเผยสิ่งที่เธอคิด ซึ่งเธอยังไม่พร้อม แต่ถ้าหากเธอให้ของขวัญที่ธรรมดา ก็เหมือนไม่ได้ส่ง message อะไร อีกทั้งเธอก็ไม่รู้ว่า ในรายละเอียดเขาชอบหรือต้องการอะไรเป็นพิเศษ และเธอก็ยังกลัวว่า หากให้ของขวัญที่เขาไม่ได้ชอบ และเป็นภาระให้เขาจำต้องใช้ให้เธอเห็น ก็ย่อมจะไม่ใช่สิ่งทีเธอต้องการอีกเช่นกัน  
 
ประเด็นขัดแย้งทั้งหมดนี้พันกันยุ่งในหัวเธอ แต่หลังจากพักเหนื่อย นั่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง หญิงสาวก็ตัดสินใจได้...


 
เรื่องของการให้ของขวัญในปีใหม่ เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมานานในนักเศรษฐศาสตร์ว่า เป็นการจัดสรรทรัพยากรที่สิ้นเปลืองหรือไม่ จนถึงพูดกันเล่นๆว่า นักเศรษฐศาสตร์ตัวจริงต้องไม่ให้ของขวัญใคร
 
เหตุผลที่มองเห็นง่ายๆก็เพียงหันกลับไปมองของขวัญที่แต่ละคนได้ว่า ยังวางสงบนิ่งอยู่ตั้งแต่วันที่ได้มาหรือไม่ ไม่ได้เอามาใช้ประโยชน์ หรือ ไม่ได้แม้แต่มอง หรือ แม้แต่ลืมไปแล้ว นั่นคือของขวัญเหล่านั้น ไม่ได้ทำหน้าที่ให้เกิดประโยชน์ใดๆเหมือนอย่างที่ถูกลงทุนออกแบบและผลิตมา เท่ากับถูกทิ้ง หรือไม่ต่างจากถูกทำลาย ถือเป็นการสูญเปล่าทางทรัพยากร
 
นักเศรษฐศาสตร์ Joel Waldfogel แห่ง Yale เรียก “ความแตกต่าง ระหว่าง มูลค่าของขวัญที่คนให้และคนรับมองต่างกัน” ว่า “deadweight loss” อย่างเช่น ปกติเวลาเราซื้อของมาใช้เอง 100 บาท เราก็คาดหมายมูลค่าของนั้นไม่ต่างจาก 100 บาทนัก แต่เวลาเราซื้อของ 100 บาทเป็นของขวัญ อาจเป็นไปได้ว่า คนรับจะมองของนั้นมีีมูลค่าต่ำกว่า 100 บาทมาก หรือแม้กระทั่ง 0 บาท ก็ได้ ถ้าเขาเอาไปเก็บไว้เฉยๆ ไม่ได้ใช้ หรือลืมไปเลย
 
มีการประมาณอย่างต่ำว่า deadweight loss ของของขวัญอยู่ที่ 10% โดยเฉลี่ย ซึ่งหมายความว่า การให้ของขวัญคริสมาสต์ อย่างเช่นในอเมริกาที่มูลค่า 40 พันล้านดอลลาร์ต่อปี จะมี deadweight loss อยู่ 4 พันล้านดอลลาร์ แต่หลายคนเชื่อว่าจริงๆแล้ว deadweight loss 10% นั้นน้อยกว่าความเป็นจริง แค่หันไปเปิดตู้เก็บของขวัญที่ไม่ได้ใช้ดู ก็รู้แล้วว่ามากกว่าแน่ๆ   
 
และนี่คือ ความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจ เพราะว่า เอาทรัพยากรที่จำกัดมาผลิตของแล้ว “ทิ้ง” แทนที่จะเอาไปใช้ประโยชน์ ให้เกิดผลผลิตต่อเนื่องในระบบเศรษฐกิจ
 
ส่วนนักคณิตศาสตร์ มองการให้ของขวัญเป็น สภาพ prisoner’s dilemma ใน game theory เพราะเป็นเรื่องของการเดาใจอีกฝ่ายหนึ่ง การให้ของขวัญกันและกันอาจจะเป็น cooperative strategy คือ “ทำดีต่อกัน” ก็จริง แต่แทบไม่มีทางเป็นไปได้ว่า ทั้งสองจะได้รับความพอใจเท่ากัน เพราะต่างคนก็ตีย่อมมูลค่าของขวัญทั้งที่เป็นตัวของขวัญเอง หรือ physical gift  กับ ความยินดีที่ได้รับของขวัญ ไม่เท่ากัน  และนั่นหมายถึง จะต้องมีทั้งคนหนึ่งได้เปรียบและเสียเปรียบ อยู่เสมอ
 
อีกทั้ง การให้ของขวัญกันและกันบางครั้งเป็นเสมือน “arm race” หรือ การแข่งซื้ออาวุธมาประชันกัน เพราะหากของที่เราให้ ดูไม่ดีเหมือนของที่ได้รับ จากคนคนเดียวกัน เราก็ย่อมจะรู้สึกไม่ดี ดังนั้น เพื่อไม่ให้ปัญหาที่นี้เกิดขึ้น เราจึงพยายามซื้อของที่ดูดีที่สุด แต่เมื่อต่างคนต่างก็คิดเหมือนกัน จึงทำให้ของขวัญที่ให้ดีและแพงเกินความจำเป็น ถือเป็นการสิ้นเปลืองอีกแบบหนึ่ง
 
นอกจากนั้น ผู้หญิงและผู้ชาย ก็ยังมองการให้ของขวัญแตกต่างกันไปอีก ผู้ชายจะมองถึงการใช้สอย ส่วนผู้หญิงจะมองถึงของที่เป็นสัญลักษณ์ และมีความอ่อนไหวมากกว่า ต่อให้ผู้ชายพยายามมองของที่เป็นสัญลักษณ์ให้กับผู้หญิง ก็ยังมองถึงความ practical อยู่ดี และนั่นอาจทำให้เกิดปัญหา เช่น สำหรับผู้ชายที่ไม่รู้ว่าจะซื้อของอย่างไรให้ถูกใจสาว หนทางที่ practical ที่สุดคือ ให้เป็น gift vochure แล้วให้ผู้หญิงไปเลือกเอง แต่ผู้หญิงจะมองว่า นี่เป็นการให้ของขวัญที่ไร้ความโรแมนติก ไร้ความ exclusive
 
นอกจากนั้น  ยังมี “คนเอาใจยาก” ที่จะงอน ถ้าได้ของขวัญที่ไม่พอใจ ซึ่งคนกลุ่มนี้มักจะได้เปรียบเพราะคนที่ให้จำต้องเลือกของที่เขาต้องการเท่านั้น ส่วนคนที่ง่ายๆ กลับมักได้ของขวัญที่ไม่ชอบ เพราะคนให้ไม่ต้องระวังมาก
 
ทั้งหมดนี้บอกว่า การให้ของขวัญกันและกัน โดยให้ได้รับความพอใจเท่ากันแบบ cooperative strategy นั้น แทบเป็นไปไม่ได้เลยในชีวิตจริง และนั่นหมายถึงต้องเกิด deadweight loss เสมอ และกลายเป็น dominant strategy ที่คนหนึ่งได้เปรียบ อีกคนเสียเปรียบ อย่างเลี่ยงไม่ได้ ถึงแม้ไม่ได้ตั้งใจก็ตาม
 
ดังนั้น นักคณิตศาสตร์บอกว่า หากยึดหลักการ game theory แล้ว วิธีที่ดีที่สุด ที่จะทำให้ไม่มีใครเสียเปรียบใคร  และเข้าสู่ภาวะสมดุล ที่เรียกว่า Nash Equilibrium นั้น ก็คือ ไม่ต้องให้ของขวัญกัน เป็นอันหมดเรื่อง
 
บางคนบอกว่า ไม่ต้องถึงกับมองโลกในแง่ร้ายอย่างนั้นก็ได้ ถ้างั้นไม่ต้องให้เป็นสิ่งของ ให้เป็น gift cards แทนจะดีไหม? โดยให้ผู้รับไปเลือกซื้อของตามใจชอบเอง ซึ่งน่าจะแก้ปัญหาทั้ง deadweight loss หรือ prisoner’s dilemma ใน game theory ได้
 
แต่ผลการศึกษา (Helion & Gilovich) บอกว่า ถึงแม้ว่า คนได้รับ gift card อาจจะพอใจกว่าได้ของขวัญ เพราะได้เลือกของเองก็จริง แต่ที่ปรากฏจริงคือ คนที่ได้ gift card มักเอาไปซื้อของที่ไม่จำเป็นและไม่ค่อยมีประโยชน์อยู่ดี ซื้อมาแล้วก็ทิ้งอีก 
 
งานศึกษานี้บอกว่า ถ้าจะให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับทุกคน ก็หนีไม่พ้นที่ต้องให้เป็นเงินสด เพราะพบว่า คนจะได้เงินสดจะเอาไปซื้อของใช้ที่เกิดประโยชน์ เช่นของใน supermarket  แต่นั่น ก็ดูเหมือนจะผิดประเพณีถ้าจะให้ของขวัญปีใหม่แบบใส่ซองเหมือนตรุษจีน อีกทั้งจำนวนเงินที่ใส่ ก็อาจจะต้องสูงกว่ามูลค่าของขวัญโดยเฉลี่ยก็ได้ เพราะการใส่ซองเป็นเรื่องอ่อนไหวเกี่ยวกับสถานภาพทางสังคมและหน้าตา จึงอาจทำให้สิ้นเปลืองสำหรับคนให้มากขึ้นไปอีก
 
ด้วยเหตุนี้ นักเศรษฐศาสตร์บางคนถึงบอกว่า “ของขวัญที่ดีที่สุดก็คือ ของขวัญที่หาประโยชน์อะไรไม่ได้” เพราะคนให้ไม่ต้องสนใจว่าคนรับจะได้ประโยชน์หรือเปล่า เพราะยังไงก็ไม่มีประโยชน์อยู่แล้ว ส่วนคนรับ ก็ไม่ต้องผิดหวังว่า ใช้ไม่เป็น ไม่มีโอกาสใช้ หรือ ตัวเองมีของที่ดีกว่าอยู่แล้ว การให้ “ของไร้ประโยชน์” จึงมีประโยชน์ตรงที่ เป็นการแก้ปัญหาเรื่อง deadweight loss ไปได้ระดับหนึ่ง
 
และนั่นเป็นเหตุผลว่า บางคนเลือกที่จะให้ ตุ๊กตา ของตั้งโชว์ประดับบ้าน ของประเภท “collectible items” รวมไปถึงกระเช้าของขวัญที่แสนจะ generic ไร้ความเฉพาะ และเต็มไปด้วยของกินที่ปกติก็ไม่คิดจะซื้อมากิน  อันเป็นการเลือกของขวัญที่เสี่ยงน้อยที่สุด เรียกว่า ให้กันพอเป็นพิธี ว่าได้ให้ของขวัญไปแล้วก็พอ
 
ในหนังสือ The Mating Mind  โดย professor Geoffrey Miller บอกว่า ของขวัญที่ให้ผู้หญิงที่ดีที่สุดคือ ของที่ไร้ประโยชน์แต่ดูดี ยิ่งทำประโยชน์อะไรไม่ค่อยจะได้ ยิ่งดี ดูมีค่า เพราะการตีมูลค่าโดยผู้ได้รับไม่ได้ถูก “แทรกแซง” จาก function ของการใช้สอย
 
เช่น หากผู้ชายให้ของขวัญแฟนสาวเป็น electronic gadget แต่แฟนไม่ได้เป็นพวกสนใจ gadget เท่าไหร่ (หรือสนใจ แต่อาจไม่ชอบรุ่นนี้, ฯลฯ)  มูลค่าของของขวัญในสายตาของแฟนก็ต้องถูก discount ไปโดยปริยาย จากความรู้สึกผิดนิดๆ ที่รู้ว่า เธอคงไม่ได้เอาสิ่งนั้นมาใช้งานอย่างที่คนให้หวัง ความรู้สึกไม่ดีนี้จะถูกหักออกจากความรู้สึกดีใจที่แฟนให้ของขวัญ ทำให้ความดีใจสุทธิเหลือไม่เท่าไหร่
 
แต่ถ้าหากให้แฟนสาวเป็น ตุ๊กตา หรือ ดอกไม้ เธอจะมีอิสระในการตีมูลค่าอย่างเต็มที่ ไม่มีเรื่องผิดหวังว่าใช้ไม่เป็น หรือไม่ใช้ มาแทรก เพราะมันใช้ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว และนั่น ทำให้การให้ของขวัญไร้ประโยชน์เสี่ยงน้อยกว่ามาก

“ปีใหม่ปีนี้ ไม่มีอะไรให้นะคะ” เธอพูดกับคนที่เธอแอบรู้สึกพิเศษ
 
ชายหนุ่มมองเธออย่าง งงๆ ไม่รู้ว่าจริงๆเธอหมายถึงอะไร
 
หญิงสาวอธิบาย “ก็ไม่มีอะไรมาก พยายามเดินหาของขวัญให้คุณอยู่นานมาก จนหมดปัญญา อีกทั้งมานึกๆดูว่า พอฉันให้คุณ คุณก็ต้องให้ฉันกลับอีก และเราต่างก็คาดหมายว่า ทั้งสองคนต้องชอบของขวัญทั้งสองชิ้นพอๆกัน เพื่อที่จะไม่มีใครรู้สึกผิดว่า ให้ของขวัญไม่ดีเท่า ซึ่งจะให้ match ความชอบพอดีนั้น มันยากมาก..” เธอพูดเหมือนบ่นปนรำพึง
 
“ก็ไม่ต้องซื้อหรอกครับ มันไม่ได้จำเป็นอะไรเลย” ชายหนุ่มพูดอย่างจริงใจ
 
“นั่นสิคะ ตามหลักเขาบอกว่า ของขวัญที่ปัญหาน้อยที่สุด คือ ของขวัญที่ใช้ประโยชน์ได้น้อยที่สุด ซึ่งมันก็จริงแหละ แต่ว่า จะแก้ปัญหานี้ โดยให้ซื้อของไร้ประโยชน์ที่สุดให้กับคนที่มีค่าที่สุด มันก็ยังไงๆอยู่  การลด deadweight loss ในของขวัญน่าจะมีวิธีอื่นนะ ถ้ามี..” หญิงสาวเดินพูดไปเรื่อยๆ
 
“คุณว่าอะไรนะ?” ชายหนุ่มสะุดุดใจ ถึงกับหยุดเดิน “จะซื้อของไร้ประโยชน์…?” 
 
“จะซื้อของไร้ประโยชน์ที่สุด ให้กับ คนที่..” เธอพูดซ้ำ แต่แล้วใจหายวาบ พึ่งนึกได้ว่า หลุดคำพูดอะไรออกไป
 
“หรือจะถือว่า นี่เป็นการให้ของขวัญก็ได้  ไม่มี deadweight loss แน่” ชายหนุ่มพูดยิ้มๆ พร้อมสบตาที่ยังมีอาการตระหนกของหญิงสาว
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เมื่อวานคือสิ่งที่ผ่านไป พรุ่งนี้คืออะไรที่ยังมาไม่ถึง สิ่งที่อยู่ตรงกลางหรือช่องว่างของห้วงเวลาทั้งสอง ก็คือคำว่าปัจจุบันที่เราต้องนิ่งกับมันให้มากที่สุดไม่ปล่อยให้จมหรือล่องลอยไป

 
ตอนนี้มีผู้หญิงมาบาห์เรนมากขึ้นทุกวัน การแข่งขันของพวกแม่แท็กก็แพรวพราวขึ้นเรื่อยๆ เริ่มมีโปรโมชั่นใหม่ๆ ทำจมูก ทำนม จัดฟัน เรียกว่าทำให้ก่อนจ่ายหนี้ภายหลัง แต่ต้องคืน 2 เด้ง